กระทู้ก่อนหน้านี้ ที่นี่
ปริจเฉทที่ 8 -ปัฏฐาน (อ.อาณัติชัย) 16/17 ตั้งแต่สมุดจดหน้า 235 ใน 329 หน้า
https://pantip.com/topic/43822360
----------
ปริจเฉทที่ 8 -ปัฏฐาน (อ.อาณัติชัย) 17/17
-------------------
สมุดจดหน้า 285 ตอนปัจจัย 24 โดยย่อ แสดงบาลี และคำแปลตาม อภิธรรมมัตถสังคหะ
อ.อาณัติชัย เหลืองอมรชัย
-------
วันนี้พวกท่านก็ได้แนวทางในการศึกษา คัมภีร์ปัฏฐานไปบางส่วน
วันนี้เราจะศึกษา ให้จบจนครบ 24 พระคาถานะครับ
เมื่อวานนี้ได้มีการนำเสนอในคัมภีร์ ปัฏฐาน 24 พระคาถาไปแล้วน่ะนะ
ในคาถาที่ 1 เป็นคาถาที่เนื้อหาค่อนข้างเยอะมีการแสดง ค่อนข้างมากแล้วเนื้อหาใจความส่วนใหญ่ อยู่ที่พระคาถาที่ 1
เพราะเนื่องจากสาระ สำคัญเราไม่ใช่เพียงนำไปท่องแล้วเพื่อจำ อย่างเดียวครับเราจะต้องนำไปใช้งานให้ถูก ต้อง
ว่าในชีวิตวันหนึ่งวันหนึ่งนั้นเราจะ ต้องมีการประสบกับความเป็นไปในคัมภีร์ ปัฏฐานอย่าง ไร
ช่วยอนุโมทนาสาธุครับขอบคุณครับ
ในคาถาที่ 1 เป็นการแสดงเนื้อความทั้งหมด
คาถาที่ 2 ครับมีท่านไหนที่ท่องพระบาลีได้บ้างไม๊ ครับ ได้ไม่เป็นไร
เมื่อวานนี้มีพระบาลีรับ รองไว้ว่า
ฉทานามันตุ นามัสสะ นามช่วยนาม มี 6
ปัญจธานะ รูปินัง นามช่วยนามรูปมี 5
เอกะทาปุนะ รูปัสสะ นามช่วยรูปมี 1
รูปัง นามัสสะ เจกะทา บัญญัตตินามะรูปานิ นามัสสะ ทะวิธา ทะวะยัง -- บัญญัติ นามรูปทั้ง 3 ช่วยนาม มี 2
ทะวะยะสะ นะวะทาเจติ นามรูปช่วยนามรูปมี 9
ฉัพพิทา ปัจจะยา กถัง เป็นการแสดงให้เรารู้ว่าในคาถาสังคหะนี้มีการแสดงอยู่ 6 จำพวก ดังนี้
..
จำพวกที่ 1 ได้แก่นามเป็นปัจจัยให้กับนามมี 6 ปัจจัย ด้วยกัน
6 ปัจจัยนี้คัดกลั่นกรองมาจากปัจจัย 24 นะครับ
ที่เราแสดงโดยความเป็นไปใน พิสดาร 47
ปัจจัยใดมีปัจจัยเดียวปัจจัยนั้นก็สามารถสงเคราะห์ง่ายหน่อย
ปัจจัยใด มีหลายปัจจัย
เราต้องรวบรวมปัจจัยตัวลูก แล้วเข้าไปสู่ตัวแม่นั่นเองนะครับ
เช่นใน อธิปติปัจจัยมี 2 ปัจจัย
อธิปติปัจจัยว่า โดยอารมณ์เป็นอารัมนาธิปติปัจจัยโดยความ เป็นองค์ธรรมคือ
18 84 47 นิพพานเป็น ปัจจัยให้แก่ 8 8 4 8
แสดงว่าปัจจัยตัวที่ 1 ของอทิปติปัจจัยนั้น ได้แก่ นามรูปเป็นปัจจัยให้นาม
ส่วนปัจจัยที่ 2 สหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ อธิบดีองค์ธรรม 4 เป็นปัจจัยให้สาธิปติ ชวนะ 52 เจตสิก 51 และสาธิปติจิตตชรูป
เมื่อเอาทั้ง 2 ปัจจัยมารวมกันแล้วปรากฏ ว่าอธิปติปัจจัยจึงได้แก่
นามรูปเป็น ปัจจัยนามรูป เป็นต้นเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น การแสดงในปัจจัย 24 ต้องแสดงโดยความเป็น พิสดาร 47
แล้วนำพิสดาร 47 มาจำแนกลงสู่ ในคาถานี้นั่นเอง
เพราะฉะนั้นในนามช่วยนามปกติจะเป็นไปโดย อนันตรชาติเสียส่วนใหญ่ใช่หรือเปล่า
เพราะ ในอนันตระชาตส่วนใหญ่นามที่เกิดก่อนๆเป็น ปัจจัยนามที่เกิดหลังๆติดต่อกันไม่มี ระหว่างขั้น
แต่เผอิญมีปัจจัยหนึ่งครับ ชื่อว่า อนันตรูปนิสสยปัจจัย เราไม่สามารถหยิบ อนันตรู มาใช้งานได้
เพราะเนื่องจากอะไร ครับ
เพราะเนื่องจากใน อนันตรูปนิสสยปัจจัย เป็นส่วนหนึ่งของ อุปนิสสยปัจจัย
ในอุปนิสสยปัจจัยมี 3 ปัจจัยก็คือ
อารัมมณู อนันตะรู และปกตู
เพราะฉนั้น จึงไม่อนุญาตให้นำ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ไปใช้งานใน นามช่วยนาม
จะต้องเอา อารัมมณู อนันตรู และปกตู มารวมกันนั่นเอง ถูกไหมครับ
เพราะฉนั้นในปกตู ได้แก่อะไรครับองค์ธรรม บัญญัติ นามรูป ช่วยนาม
เมื่อรวมออกมาแล้วใน อุปนิสสยปัจจัย จึงได้แก่อะไรครับ บัญญัตินามรูป ช่วย นาม
เพราะฉะนั้นในนามช่วยนามจึงหายไป 1 ปัจจัยแต่ได้ส่วนเพิ่มมาทดแทนอีก 1 ปัจจัย
ปัจจัยที่ได้เข้ามาเพิ่มเติมก็คือ สัมปยุตปัจจัย
จึงได้สูตว่าอะไรครับ
กลุ่ม ของ อนันตระ อนันตระชาติ เว้น อนันตรู แล้วก็เพิ่ม 3 นั่นเอง
เพราะงั้นจึง ได้ 6 ปัจจัยคือ
อนันตรปัจจัย
สมนันตปัจจัย
นัตถิปัจจัย
และวิคตปัจจัย
รวมทั้ง อเสวนะปัจจัย
และสัมปยุตปัจจัย
ซึ่งมีการแสดงเนื้อความอยู่ 3 ส่วน ด้วยกัน
ต้องแบ่งแยกคัดกรองออกมาไม่สามารถพูดทีเดียวพร้อมกันทั้ง 6 ปัจจัยทีเดียว ใช่หรือเปล่า
เพราะเนื่องจากเนื้อความมี 3 อย่าง
พูดง่ายๆคือมี 3 เวอร์ชั่นที่ไม่สามารถ มาเมิสรวมกันได้
เนื้อความอันที่ 1 สามารถ รวม 4 ปัจจัยพูดทีเดียวได้ก็คือ
อนันตร
สมนันตร
นัตถิ
วิคต
เนื้อความท่านแสดงไว้ว่า
จิต และเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นติดเกิดขึ้นและ ดับไปโดยไม่มีระหว่างขั้นเหล่านี้เป็น ปัจจัยช่วยอุปการะการะแก่จิตและเจตธรรม
ที่เกิด ขึ้นใหม่ติดต่อกัน ด้วยอำนาจแห่ง
อนันตรปัจจัย
สมนันตปัจจัย
นัตถิปัจจัย
วิคตปัจจัย
เวอร์ชั่นที่ 2 เนื่องจากยกเฉพาะชวนะเท่านั้น
เราก็เลยบอกว่า
ชวนะที่เกิดขึ้นก่อนๆ เป็นปัจจัยช่วยอุปะการะแก่ชวนะที่เกิดขึ้นหลังๆด้วยอำนาจแห่งอาเสวนปัจจัย
เวอร์ชั่นที่ 3 เป็นส่วนหนึ่งของสหชาตะชาติ
จิตและเจตสิกธรรมที่เกิดพร้อมกันเหล่านี้ เป็นปัจจัยช่วยอุปะการะแก่กันและกันด้วย อำนาจแห่งสัมปยุตปัจจัย
อันนี้มีการแสดงอยู่ 2 อย่างให้หาอำนาจ ปัจจัยอย่างหนึ่งแล้วก็ให้แสดงเนื้อความอย่างหนึ่งก็ได้นะครับท่านอาจจะดูตามหนังสือ
วันนี้ตอนท้ายชั่วโมงท่านจะต้องได้สิ่งที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้
ท่านสามารถพูด 24 คาถาได้โดยอาศัยจินตามปัญญาโดยอาศัย ต้นทางคือสุตะ
นั้นวันนี้พวกท่านเป็นการสั่งสมความแก่กล้าด้วยอินทรีย์ตามที่พระองค์ทรงแสดงว่า
บุคคลใดหนึ่งสามารถที่จะสดับรับฟังธรรมพระพุทธเจ้าและสาธยายธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ได้ออกมาโดยวจีสุจริตได้
บุคคลนั้นกำลังสั่งสมความแก่กล้าด้วย อินทรีย์ 5 ระดับ
อันเป็นสัตย์อินทรีย์ที่พวกท่านทั้งหลายมีมาก่อนหน้านี้แล้ว
ท่านมี สัทธินทรีย์พกมานานแสนนานวันนี้ท่านกำลังมาเพิ่มเติมวิริยินทรีย์
กำลังมีสตินทรีย์มี การระลึกรู้ในสภาวธรรม
มีสมาธิตั้งมั่นใน อารมณ์เดียวอันเป็นสมาธินทรีย์
บุคคลใดไม่มีสุตตะ ไม่มีปัญญาในขั้นการฟังมาก่อน
วันนี้ท่านจะสาธยายธรรมโดยจินตามปัญญาย่อมไม่ได้
ท่าน กำลังสร้างสมด้วยปัญญินทรีย์แก่กล้าเพราะ กำลังพูดสิ่งที่ยากที่สุดที่พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้แล้วเข้าถึง
สัพพัญญุตญาณอัน เป็นฉัพพรรณรังสี นั้นจึงเป็นการสั่งสมความแก่กล้าด้วยอินทรีย์
เพราะฉะนั้นพวกท่านก็ ต้องใช้วิริยะอย่างแรงกล้าวันนี้ครับ
เสีย เวลาไป 3-4 ชั่วโมงต้องได้คุณภาพของกุศล ให้มากที่สุดนะครับ
เพราะเป็นการสั่งสมอินทรีย์แก่กล้านั่นเอง
ในส่วนที่ 2 ครับ
สิ่งที่ได้จากพระคาถานี้รู้ว่า นามเป็นปัจจัย ให้กับนามรูปมี 5 ปัจจัย
จะเห็นได้ว่าถูกคัดกลั่นกรองจาก ปัจจัย 24 มาแล้วปรากฏว่ามีอยู่จำนวน 5 ปัจจัยครับที่นามช่วยนามรูปได้
5 ปัจจัย นั้นก็ได้แก่ เห ชา มัค กรรม ปา
สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน
เห ชา มัค กลุ่มหนึ่ง
กรรมกลุ่มหนึ่งเพราะเนื่องจากกรรมไม่สามารถแสดงทีเดียวได้เพราะเนื่องจากเกิดจากเจตนา 2 ระดับ
เจตนาที่เกิดพร้อมอย่างหนึ่ง
กับเจตนาที่เกิดต่างขณะกันอย่างหนึ่ง
และอีกส่วนหนึ่งต้องนำมาพูดต่างหาก เพราะว่าไม่ใช่เจตนากรรมแต่เป็นผลของเจตนา อันเป็นวิบากนั่นเอง
เพราะฉะนั้นท่านเลย ต้องพูด 3 ครั้งด้วยกันใช่หรือเปล่า
โดย พูดเห ชา มรรคก่อนว่า
เหตุ 6 องค์ฌาน 5 องค์ มรรค 9 เหล่านี้เป็นปัจจัยช่วยอุปะการะแก่ นามรูปที่เกิดพร้อมกันด้วยอำนาจแห่ง
เหตุ ปัจจัย
ฌานปัจจัย
มัคคปัจจัย
ส่วนกรรมท่าน ต้องพูด 2 ครั้งใช่หรือเปล่า
กรรมที่เกิด พร้อมเป็น สหะ
กับกรรมต่างขณะเป็น นานัก
เจตนากรรมที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ นามรูปที่เกิดพร้อมกันอย่างหนึ่ง
เจตนากรรมที่เกิดต่างขณะกันคือดับไปแล้ว เป็นปัจจัยช่วยอุปะการะแก่ นามรูปที่เกิดขึ้นโดยอาศัยกรรมที่ดับไปแล้วอย่างหนึ่ง
ด้วยอำนาจแห่งกรรมมะปัจจัย อันได้แก่
สหชาตะกรรมมะปัจจัย
นานักขนิกกรรมปัจจัย
วิบากนามขันธ์ 4 เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กันและกัน และ ช่วยอุปการะแก่รูปอย่างเดียว
ด้วยอำนาจแห่ง วิปากะปัจจัย
อันนั้นเป็นการแสดงนามช่วยนามรูป กลุ่มของเขาคือ เห ชา มัค กรรม ปา
สำหรับนามช่วยรูปอันนี้ง่ายครับมี 1 ปัจจัยเท่านั้นก็ได้แก่ ปัจฉาชาตะ
เนื้อความแสดงง่ายมากเลย
จิตและเจตสิกธรรมที่เกิดหลังๆเหล่านี้เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ กายที่เกิดก่อนๆด้วยอำนาจแห่งปัจฉาชาตะปัจจัย
กายก็คือรูปนั่นแหละ
รูป
ถ้ายกกายทั้งหมดเราก็คือรูป 28 นั้นเองจะยกรูปก็ ได้กายก็ได้เหมือนกันครับ
ไม่เคยออกสอบนะ ข้อนี้เพราะมันเป็นการดูถูกนักศึกษาเกินไปน่ะครับ
เพราะมันง่ายเกินไป
ใช่รูปภายในใช่ไหมคะ ใช่รูปภายใน
เขาหมายถึงรูปที่เกิดจาก 4 สมุฏฐาน
เอกสมุฏฐาน
นิกรูปทวิสมุฏฐาน
นิกรูป ติสมุฏฐาน
นิกรูปและจตุสมุฏฐาน
นิกรูปรูป ที่เกิดจาก 4 สมุฏฐานอันมี กรรม จิต อุตุ และ อาหาร
ความจริงถ้าว่าโดยสมุฏฐานร่างกายของมนุษย์ทั้งหลายเกิดจาก 4 อย่างเท่านั้นครับ
กรรม
จิต
อุต
อาหาร
เท่านั้น
ปริจเฉทที่ 8 -ปัฏฐาน (อ.อาณัติชัย) 17/17 ถึงสมุดจดหน้า 329 ใน 329 หน้า