ศิริกัญญา เปิดโครงการของบกระตุ้นศก.มท. มีศูนย์บำบัดยาเสพติด 5 พันล้าน กว่าครึ่งเป็นตู้น้ำดื่ม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5206898
.
.
ศิริกัญญา เปิดโครงการของบกระตุ้นศก. 1.57 แสนล. มหาดไทย ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติด 5 พันล้าน-ตู้น้ำดื่ม กว่าหมื่นโครงการ
.
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม
นางสาว ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคประชาชน ซึ่งเคยได้แสดงความกังวลถึงการที่รัฐบาล ให้หน่วยงานต่างๆ ส่งโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน ในเวลากระชั้น อาจจะทำให้ใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
“แม่นเหมือนตาเห็น งบยาเสพติดใน 157,000 ล้านบาท มาตามคำพูดของคุณทักษิณ อยู่งบกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของสำนักปลัดมหาดไทย
ย้ำอีกซักรอบ เราเห็นว่าปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไหนบอกว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ คิดโครงการไม่ออกแล้วจริงๆ หรือ ถึงใส่โครงการยาเสพติดเข้ามา
.
มหาดไทยมีโครงการเสนอทั้งหมด 20,000 กว่าโครงการ มูลค่าโครงการทั้งหมด 79,960 ล้านบาท ประมาณครึ่งหนึ่งของวงเงินทั้งหมด 157,000 ล้านบาท
หากพิจารณาดี ๆ เป็นโครงการของส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค (จังหวัด) รวมกัน 40,524 ล้านบาท และเป็นของ อปท.ทั่วประเทศ 39,435 ล้านบาท จะเห็นได้ว่างบประมาณยังอยู่ในมือมหาดไทยมากกว่าอยู่ในมือท้องถิ่น
ในบรรดาโครงการที่เสนอมากว่า 20,000 กว่าโครงการ ครึ่งหนึ่งเป็นโครงตู้น้ำดื่มสะอาด ของหน่วยงานประเภท อบต. 10,555 โครงการ วงเงินรวม 2,737 ล้านบาท
.
หากหารเฉลี่ยตกโครงการละ 259,365 บาท ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าหน้าตาตู้น้ำดื่มสะอาดที่จะให้ อบต. หน้าตาเป็นอย่างไร และ อบต. ต้องการจริง ๆ หรือไม่ หรือโดนมหาดไทยยัดใส่มือ เพื่อสนองโครงการน้ำประปาดื่มได้แบบภูมิใจไทย?
ยังมีอีกหลายโครงการที่แปลกประหลาด เช่นโครงการ AI โครงการละ หลายร้อยล้าน อยู่หลายจังหวัด จังหวัดเชียงราย โดยพลังงานจังหวัด ดันของบ AI จัดจราจร 200 ล้าน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง
.
ไปดูกันเองเถอะทุกคน แปะลิงค์ไว้ในคอมเม้นท์ เสียดายไม่มีไฟล์โครงการของท้องถิ่นให้ดู”
.
ทั้งยังได้โพสต์ภาพเอกสาร โครงการจัดตั้งสถานฟื่นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดพฤติกรรมการเสพยาเสพติด และ ฟื้นฟูสภาพร่างกายจิตใจ ของผูติดยาเสพติดให้กลับคืนสู่สภาพปกติ 878 อำเภอ วงเงิน 5,180,200,000 ล้านบาท ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย อีกด้วย
.
คลิกอ่านโครงการเสนองบมหาดไทยทั้งหมด
.
https://www.facebook.com/SirikanyaOfficial/posts/pfbid02yo264sBRvjFa6KThoqmCSL5DH6WS9YH8Ntu4LStdAjhv1E7NvvDMKaFYANVd8zRTl
.
https://drive.google.com/drive/folders/1MBkm564sCG7ViW92n7ZbTyLWKyrKR9GW
.
.
ลิซ่า อัดรัฐบาลจัดงบจังหวัด-กลุ่มจังหวัด 2.65 หมื่นล. ใช้เกณฑ์ขนาดจังหวัด ตอกย้ำเหลื่อมล้ำ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5206889
.
“ลิซ่า” อัด รัฐบาลจัดสรรงบจังหวัด – กลุ่มจังหวัด ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ ซัด ใจดำหลังพบงบกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ ไม่มีเจียดทำโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตปชช. เผย ภาพรวมทั่วทุกภูมิภาคส่วนใหญ่เอาไปทำถนน – สร้างตึก
.
เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 31 พฤษภาคม การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วันที่สาม โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของงบจังหวัด และกลุ่มจังหวัด 2.65 หมื่นล้านบาท ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำ แสดงให้ถึงความล้มเหลวของการกระจายอำนาจ และการพัฒนาท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมักทุ่มงบส่วนนี้ให้กับหัวเมืองใหญ่ก่อน เป็นการเพิ่มช่องว่างระหว่างชนชั้น โดยเวิลด์แบงก์เปิดเผยว่าประมาณ 70% ค่าใช้จ่ายรัฐบาลถูกใช้ในพื้นที่กทม. ทำให้เกิดช่องว่างการพัฒนาของหัวเมือง และชนบท กว้างขึ้นเรื่อยๆ และเกิน 50% ของจังหวัดในประเทศไทยพัฒนาต่ำกว่าศักยภาพโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน และจังหวัดชายแดนใต้ หมายความว่าพื้นที่ในต่างจังหวัดส่วนมากมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดี แต่รัฐไม่สนับสนุน
.
และดูเหมือนรัฐบาลที่นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเข้าใจปัญหานี้อย่างดี เพราะท่านได้แถลงนโยบายว่าจะทำให้ประเทศไทยทุกตารางนิ้วเป็นโอกาสของทุกคน แต่สุดท้ายเป็นแค่คำพูดที่ไม่มีแววจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะมีการปล่อยให้งบจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ถูกจัดสรรแบบเดิม ไร้ประสิทธิภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สุดท้ายโครงการจะจบที่การสร้างถนน ทำสะพาน ติดไฟส่องสว่าง เขื่อนป้องกันตลิ่ง รวมถึงเอาไว้เป็นพ็อกเก็ตมันนี่ปีละ 700 กว่าล้านบาท ติดประกระเป๋าผู้ว่าราชการจังหวัดเอาไว้จัดสรรกรณีจำเป็น
.
“สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการใช้งบแบบนี้ เพราะผู้มีอำนาจใช้งบคือผู้ว่าฯ ที่แต่งตั้งโดยมหาดไทย ไม่ได้ยึดโยงประชาชน ไม่เข้าใจพื้นที่ มาไม่นานก็ไป การออกแบบงบประมาณแต่ละจังหวัดก็เป็นวิธีการที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำประชาชน ใช้เกณฑ์จังหวัดใหญ่ และรวย จึงจะได้งบประมาณเยอะกว่า ดิฉันเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่น้อยเกินไป ซึ่งการพัฒนาต้องจับมือโตไปด้วยกันอย่าทิ้งใครไว้ข้างหลังแบบนี้ ดังนั้น หากนายกฯ ต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสประชาชน ควรต้องเริ่มจากการจัดสรรงบประมาณก้อนนี้ก่อน” น.ส.ภคมน กล่าว
.
น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า หากดูงบกลุ่มจังหวัด เช่น กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 จ.กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และอุทัยธานี มีความล้ำหน้ากว่าใคร เพราะมีการทุ่มเงินไปกับการสร้างถนน สร้างอาคาร มากกว่าสร้างคน ขณะที่ พื้นที่ชายแดนใต้เป็นพื้นที่เหลื่อมล้ำลำดับต้นๆ เห็นได้จากงบกลุ่มจังหวัด 1,205 ล้านบาท ถูกใช้สำหรับการก่อสร้าง และฝึกอบรม แต่ไม่ได้มีโครงการยกระดับคุณภาพชีวิต และการศึกษา แม้แต่นิดเดียว ท่านไม่เจียดมาเลยถือว่าใจดำ หรือในส่วนของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่าง จ.บึงกาฬ หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ ขาดแคลนแพทย์ แต่ไม่มีโครงการที่เกี่ยวกับการเข้าถึงสาธารณสุขเลย แต่ใช้กับทำถนนสร้างสะพาน งบภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน ตั้งงบกลุ่มจังหวัด 1,278 ล้านบาท โดยระบุว่าสำหรับโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่พบว่า งบส่วนมากเอาไปสร้างถนน ทำสะพาน และไฟส่องสว่าง นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ใช้สำหรับทำถนนจริงๆอีก 3,800 ล้านบาท ทำให้ในงบประมาณปี 69 ในส่วนของงบจังหวัด และกลุ่มจังหวัด จะมีการก่อสร้างในพื้นที่ภาคใต้ถึง 5,000 ล้านบาท
.
น.ส.ภคมน กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจทางการเมือง การทำภารกิจซ้ำซ้อน ขาดความพร้อมในการทำโครงการ วันนี้การพัฒนาที่ท่านคิดเป็นมีแต่การสร้าง ท่านสร้างทุกอย่าง เหลือสร้างเดียวสี่ท่านไม่ทำคือสร้างสรรค์ ท่านไม่เคยสร้างสรรค์งบประมาณที่ประชาชนรอคอยอะไรเลย ตนจึงเสนอให้ใช้งบประมาณจังหวัด และกลุ่มจังหวัดอย่างสร้างสรรค์ตอบโจทย์พื้นที่มากกว่านี้ ต้องคำนึงถึงการพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธาณสุข ขนส่งสาธารณะ และเครื่องจักรการเกษตร ท่านต้องลงไปพูดคุยกับประชาชน อย่าคิดเอง ต้องจัดสรรงบโดยคำนึงถึงการพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่จัดสรรเป็นเค้กของกลุ่มอำนาจ และอยากเห็นงลบถูกบริหารโดยท้องถิ่นจริงๆ ไม่ใช่ขอผ่านผู้ว่าฯ ตนอยากเห็นการถ่ายโอนงบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีความเชื่อมโยงประชาชนมากกว่า เพราะการจัดสรรงบแบบเดิม เป็นการปิดกั้นการกระจายอำนาจ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการใช้จ่ายแบบนี้คือประชาชน เป็นการจัดสรรงบที่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง
.
.
“ครูธัญ” แนะปรับระบบเกณฑ์ทหารไทยเป็นการลงทุนในมนุษย์ มุ่งยกระดับความมั่นคงอย่างยั่งยืน เชื่อส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ
.
วันที่ 30 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ระบบทหารเกณฑ์ไทยควรได้รับการปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียงกลไกด้านความมั่นคงในเชิงยุทธศาสตร์ ให้กลายเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ (Social Investment) ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะชายหนุ่มจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งมักไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้ารับราชการในระบบเกณฑ์ ซึ่งข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. 2564–2567 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สมัครใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 28,572 คนในปี 2564 เป็น 38,160 คนในปี 2567 ขณะที่จำนวนที่กองทัพต้องการลดลงจาก 105,000 คน เหลือเพียง 85,000 คน สะท้อนแนวโน้มการปรับลดขนาดกองทัพควบคู่กับการส่งเสริมระบบสมัครใจ ทั้งนี้ ปี 2564 เป็นปีที่ยังอยู่ภายใต้ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ตลาดแรงงานหดตัวและโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่จำกัด ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนหันมาสมัครเข้ารับราชการทหารมากขึ้นในฐานะทางเลือกที่ให้รายได้ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ต่อเนื่องถึงปี 2567 ก็อาจมีผลให้แนวโน้มนี้ดำรงอยู่เช่นเดิม โดยในปี 2567 จำนวนผู้สมัครใจเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 และเพิ่มขึ้นกว่า 33.5% เมื่อเทียบกับปี 2564
.
นายธัญวัจน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงกลาโหมควรจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศ (Gender Responsive Budgeting: GRB) ควบคู่กับ Social Investment ซึ่งจะส่งผลดีในหลายมิติ โดยเฉพาะต่อ “ทหารเกณฑ์” ที่จะได้รับการพัฒนาทักษะวิชาชีพระหว่างรับราชการ ทำให้หลังปลดประจำการมีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการตกงานหรือวนกลับเข้าสู่ความยากจน ประเทศจะได้แรงงานที่มีคุณภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบซ้ำซ้อนในระบบฝึกอาชีพ และสามารถลดต้นทุนทางสังคมในระยะยาว เช่น อัตราว่างงาน อาชญากรรม หรือภาระรัฐสวัสดิการ ขณะเดียวกัน กองทัพเองก็จะมีภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ “กลไกพัฒนาคน” ไม่ใช่เพียงสถาบันความมั่นคงเชิงอาวุธ ซึ่งจะเสริมความไว้วางใจจากสังคมและเปิดประตูสู่ความร่วมมือพลเรือน-ทหารในระยะยาว
JJNY : ศิริกัญญาเปิดโครงการของบ มท.│ลิซ่าอัดจัดงบ ตอกย้ำเหลื่อมล้ำ│“ครูธัญ”แนะปรับระบบเกณฑ์ทหาร│ปูติน“ไม่มีแผนคุยทรัมป์”
https://www.matichon.co.th/politics/news_5206898
.
ไปดูกันเองเถอะทุกคน แปะลิงค์ไว้ในคอมเม้นท์ เสียดายไม่มีไฟล์โครงการของท้องถิ่นให้ดู”
คลิกอ่านโครงการเสนองบมหาดไทยทั้งหมด
.
https://www.facebook.com/SirikanyaOfficial/posts/pfbid02yo264sBRvjFa6KThoqmCSL5DH6WS9YH8Ntu4LStdAjhv1E7NvvDMKaFYANVd8zRTl
.
https://drive.google.com/drive/folders/1MBkm564sCG7ViW92n7ZbTyLWKyrKR9GW
.
.
ลิซ่า อัดรัฐบาลจัดงบจังหวัด-กลุ่มจังหวัด 2.65 หมื่นล. ใช้เกณฑ์ขนาดจังหวัด ตอกย้ำเหลื่อมล้ำ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5206889
.
.
วันที่ 30 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ระบบทหารเกณฑ์ไทยควรได้รับการปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียงกลไกด้านความมั่นคงในเชิงยุทธศาสตร์ ให้กลายเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ (Social Investment) ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะชายหนุ่มจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งมักไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้ารับราชการในระบบเกณฑ์ ซึ่งข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. 2564–2567 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สมัครใจเข้ารับราชการทหารกองประจำการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 28,572 คนในปี 2564 เป็น 38,160 คนในปี 2567 ขณะที่จำนวนที่กองทัพต้องการลดลงจาก 105,000 คน เหลือเพียง 85,000 คน สะท้อนแนวโน้มการปรับลดขนาดกองทัพควบคู่กับการส่งเสริมระบบสมัครใจ ทั้งนี้ ปี 2564 เป็นปีที่ยังอยู่ภายใต้ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ตลาดแรงงานหดตัวและโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่จำกัด ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนหันมาสมัครเข้ารับราชการทหารมากขึ้นในฐานะทางเลือกที่ให้รายได้ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ต่อเนื่องถึงปี 2567 ก็อาจมีผลให้แนวโน้มนี้ดำรงอยู่เช่นเดิม โดยในปี 2567 จำนวนผู้สมัครใจเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 และเพิ่มขึ้นกว่า 33.5% เมื่อเทียบกับปี 2564