JJNY : เท้งแนะ สภาฯ ศึกษาระเบียงศก.ฯ│สภาโหวตคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์│“โรม” จี้เฝ้าระวัง สส. คนดัง│WHO ชี้ "อีโบลา"ควบคุมยาก

เท้ง สะท้อน 30 ปี ภาคใต้ยิ่งพัฒนายิ่งเหลื่อมล้ำ แนะ สภาฯ ศึกษาระเบียงศก.ฯ แทนแลนด์บริดจ์
https://www.matichon.co.th/politics/news_5739059
.

.
ณัฐพงษ์ แนะ สภาฯ ศึกษาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้แทนแลนด์บริดจ์-SEC หวังพัฒนาพื้นที่ตรงกับการใช้ชีวิตคนใต้
.
เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ทั้ง 5 ญัตติ ต่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่สมาชิกอภิปรายเสร็จแล้ว โดยเป็นการสรุปญัตติ ก่อนลงมติ
.
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) สรุปปิดญัตติว่า การพิจารณาและสื่อสารเรื่องนี้อย่างรอบด้านคงไม่ใช่แค่เราต้องการหาคำตอบว่าจะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่ หรือจะทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) หรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญมากกว่าคือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนจะมีหน้าตาแบบไหน ซึ่งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีเพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปรายให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยตนจะขอยกตัวอย่างเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดชุมพรของพรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งคำถามสะท้อนถึง สนข.อยู่หลายครั้ง ตนจึงอยากถามนายกรัฐมนตรีว่าก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทำโครงการดังกล่าว ท่านได้ฟังเสียงสมาชิกเพื่อนร่วมของท่านอย่างถ้วนถี่แล้วหรือไม่
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การพิจารณาญัตตินี้เป็นการพิจารณาว่าสภาฯ จะตั้ง กมธ.วิสามัญหรือไม่ ไม่ใช่มาตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์ ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยในเมื่อเพื่อนสมาชิกทุกพรรคก็มีคำถามต่อการดำเนินโครงการดังกล่าว แล้วจะมีเหตุผลอะไรให้ปัดตกญัตติดังกล่าวไม่ให้ตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมา นอกจากรัฐบาลต้องการปิดหูปิดตาดึงดันเดินหน้าดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่โดยไม่ฟังเสียงของพี่น้องประชาชน
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับสาระสำคัญที่เพื่อนสมาชิกได้สะท้อนออกมาว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เราจะดูแค่ตัวเลขจีดีพีอย่างเดียวไม่ได้ ตนอยากให้ทุกคนถอยกลับมาก่อน อย่าพึ่งไปเถียงกันในรายละเอียดว่าตัวเลขนี้ปั้นมา ตัวเลขนี้ถูกต้อง คุ้มหรือไม่ SEC ทำแล้วดีหรือไม่แต่เราต้องเริ่มจากฐานคิดกันก่อนว่าเรามอง 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเพียงแค่ทางผ่านสินค้าและซัพพลายเชนโลก ตอบโจทย์ภูมิศาสตร์โลก หรือเรามองว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นบ้านเกิดของคนไทยทุกคน ที่เขาใช้ชีวิตประกอบอาชีพสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลาน โดยตนได้ฟังเพื่อนสมาชิกจากฝั่งรัฐบาลอภิปรายยืนยันแนวคิดแรกกันเยอะมาก หลายคนมีการอภิปรายพาดพิงไปถึงกรณีช่องแคบมะละกาว่านี่คือโอกาส ซึ่งตนไม่เถียง ท่านอาจใช้เหตุผลเช่นนี้มาสนับสนุนได้ แต่นั่นเท่ากับเป็นการยืนยันว่าท่านใช้ฐานแนวคิดว่า 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเพียงแค่ทางผ่านของสินค้าโลก ตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ตอบโจทย์คนภายนอก ไม่ได้ตอบโจทย์คนภายในประเทศ
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนเรามองว่า 14 จังหวัดภาคใต้เป็นบ้านเกิดของคนไทยทุกคน ชาวใต้ทุกคนต้องมีโอกาสและอนาคตที่ดีกว่านี้ในบ้านเกิดของพวกเขา และหากเราจะลงทุนได้อย่างถูกจุด มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างถูกต้อง เราต้องถอยกลับมาดูปัญหาที่ต้นตอ วันนี้พี่น้องชาวใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรประมาณครึ่งหนึ่งของเกษตรกรที่ประกอบอาชีพประมงและการเกษตรในภาคใต้ ยังขาดสิทธิในที่ดินทำกินของตนเอง ยังไม่มีโฉนดเป็นของตนเอง เขายังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพียงพอเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ มีการเข้าถึงน้ำประปาต่ำที่สุดในประเทศ เรื่องการท่องเที่ยวก็มีปัญหาเรื่องความกระจุกตัว แถม 14 จังหวัดภาคใต้ยังเป็นด้านหน้าของวิกฤต Climate Change เขาต้องการอะไรที่ตอบโจทย์สิ่งที่เกิดมาแล้วว่ารัฐบาลจะหาทางออกให้กับพวกเขาอย่างไร
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ท่านเชื่อหรือไม่ว่าในขณะที่ภาคใต้มีความมั่นคงทางอาหาร เป็นแหล่งหลักของประเทศในการทำเรื่องการเกษตร แต่ 11 จังหวัดกลับมีปัญหาเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ มันเป็นไปได้อย่างไร จะเห็นได้ว่าใน 30 ปีที่ผ่านมายิ่งพัฒนาช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคใต้กับภาคอื่น ก็พบว่ายิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ และจากการที่ตนลงไปในพื้นที่ภาคใต้ ได้พบกับพ่อเฒ่าแม่แก่ สิ่งที่เขาสะท้อนออกมาเป็นสิ่งเดียวกันคือ เขารู้สึกว่าหากมองย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา เขารู้สึกว่าคนใต้มีศักดิ์ศรี คนใต้มีวิถีชีวิต มีความมั่นคงในชีวิตมากกว่าในปัจจุบัน
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ระหว่างที่เราบอกว่าภาคใต้เป็นพื้นที่ ที่มีของดีในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่รายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้กับหดตัวลงทุกปี ยิ่งทำยิ่งจน นี่เป็นปัญหาว่าทำไม 30 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ทำไมยิ่งพัฒนา จึงยิ่งเหลื่อมล้ำมากกว่าภาคอื่นขึ้นทุกปี โดยต้นตอของปัญหาที่ของโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ เราจะพบว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจภาคใต้มีความบอบบาง ทำให้เรารู้สึกว่ายังขาดความเข้มแข็งภายในอีกหลายอย่าง
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตกลงแล้วแลนด์บริดจ์กำลังจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางที่ดินให้กับเกษตรกรหรือกำลังจะไปทำลายความมั่นคงทางที่ดินของเกษตรกรให้ลดลง ในขณะที่พื้นที่ภาคใต้พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่กระจุกตัวอยู่ 5 จังหวัดแทนที่รัฐบาลจะไปวางแผนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อให้กระจายไปยังจังหวัดเมืองรองหรือกระจายไปในชุมชนต่างๆ คำถามที่สำคัญคือแลนด์บริดจ์ ทำให้เกิดภาพนั้นหรือไม่ หรือกำลังจะทำลายป่าชายเลน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายเครื่องจักรทางเศรษฐกิจสำคัญทางด้านการท่องเที่ยวของภาคใต้ลงไปอีก แลนด์บริดจ์ กำลังจะทำให้เกิดการลงทุนที่กระจายไปในชุมชนหรือแค่กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มทุน
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ที่ดีกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ หรือ SEC คือข้อเสนอในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ (Southern Biodiversity Regeneration Corridor หรือ SBRC) คือการเอาต้นทุนที่ภาคใต้มีดีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา โดยกรอบการพัฒนา SBRC แตกต่างจาก SEC คือไม่ต้องออกกฎหมาย รวบอำนาจกฎหมายกลางมาละเว้นกฎหมายอีกหลายฉบับ แบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงในที่ดิน 2.เกษตรกรเพิ่มมูลค่าเกื้อกูลชีวภาพ 3.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศ และ 5.บริการสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต ที่จะเป็นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบการรักษาที่ดี เมื่อลองทำตัวเลขเบื้องต้น ลงทุน 5 แสนล้านบาท สร้างการเติบโต จีดีพี 4% ต่อปี ลดภาระหนี้สิน 30% ยกระดับรายได้ ดังนั้นขอสภาฯ ได้ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาเนื้อหาดังกล่าวด้วย
.

.
สภาโหวตคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ มติแค่ให้ส่งความเห็นถึงรบ. ด้าน ทวีลุกเตือน หวั่นเอื้อทุนผูกขาด
https://www.matichon.co.th/politics/news_5739076
.
สภาโหวตคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ มติแค่ให้ส่งความเห็นถึงรบ. ด้าน ทวีลุกเตือน หวั่นเอื้อทุนผูกขาด
.
เมื่อวันที่ 29 พ.ค.เวลา 10.35 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) ทั้ง5 ญัตติ ต่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่สมาชิกอภิปรายเสร็จแล้ว โดยเป็นการสรุปญัตติ ก่อนลงมติ
.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สรุปญัตติ ว่า ความจำเป็นอย่างยิ่งที่สภาจะต้องมีกลไกเข้ามาทำการศึกษาและติดตามในโครงการแลนด์บริดจ์ ปัญหาของโครงการแลนด์บริดจ์มีมูลค่ามากที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์คือ 1 ล้านล้านบาท เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากมายาคติ ยั๊วะว่าประเทศไทยจะอาศัยลักษณะของภูมิประเทศที่มีส่วนที่แคบที่สุดของประเทศมาใช้เพื่อประโยชน์ในการเข้าไปทดแทนช่องแคบมะละกา เป็นมายาคติซึ่งการศึกษาทุกการศึกษายกเว้นของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)ยอมรับว่าจะเกิดปัญหามากมายนั้น
.
เวลา 11.18 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายว่า จากการอภิปรายที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า มีการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เป็นการศึกษาจากคนละขั้วความเห็น กลุ่มที่เป็นนักวิชาการหรืออาจารย์จากมหาวิทยาลัย ต่างก็ไม่เห็นด้วย แต่กระทรวงคมนาคมกลับเห็นด้วยกับผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้รัฐบาลนำข้อมูล และข้อเสนอที่ฝ่ายสำนักวิชาการของรัฐสภาศึกษามา เตือนสติต่อคณะกรรมการที่นายกฯ ลงนามแต่งตั้งเพื่อศึกษาโครงการนี้ โดยข้อเสนอแนะมีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่
.
1. รัฐบาลควรดำเนินการภายใต้แนวคิด “คิดช้า ทำเร็ว” ไม่ควรเร่งรัดผลักดันโครงการ เพื่อให้เกิดการลงทุน ไม่อย่างนั้นคนที่จะได้ทุน จะเป็นกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่ง ที่เคยได้สัมปทานผูกขาด จากโครงการก่อสร้างของรัฐบาลที่ผ่านา ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ยังอยู่ในรัฐบาลอยู่ ดังนั้น ควรศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
.
2. รัฐบาลควรนำผลการศึกษามาสรุป พิจารณา และเปรียบเทียบกับข้อมูลอื่นๆ เพื่อให้เกิดความแตกต่างกันที่สุด และต้องศึกษาด้วยข้อมูลที่ถูกต้องก่อนจะดำเนินโครงการ
.
3. ไม่ควรกำหนดโครงการแลนด์บริจด์เป็นเป้าหมายหลักตั้งแต่ต้น แต่ควรวางตำแหน่งยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในบริบทเศรษฐกิจโลก ว่าไทยควรเชื่อมโยงกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างไร ไม่ใช่เอาโครงการก่อสร้างมานำหน้า
.
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการพัฒนา แต่อยากให้เปลี่ยนมุมมองต่อโครงการแลนด์บริดจ์ จากทางผ่านของเรือ เป็นอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ และคำนึงถึงการสร้างระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม ผสมผสานกับท่าเรือ ระนอง-ชุมพร รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม เชื่อมโยงกับประเทศจีน-ลาว ทั้งนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ตนเป็นห่วงคือ คณะกรรมการที่นายกฯ แต่งตั้งให้ศึกษาโครงการนี้ เต็มไปด้วยข้าราชการ เต็มไปด้วยข้าราชการและบุคคลที่สามารถสั่งการได้ โดยมีตำแหน่งราชการทั้งหมด ทั้งที่โครงการนี้เป็นโครงการมหาชน ใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้น คณะกรรมการควรจะต้องฟังความเห็นจากประชาชน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่