.
เสียงสะท้อนรากหญ้า มอง “ไทยช่วยไทยพลัส” แก้ไม่ตรงจุด วอนรัฐช่วยที่ต้นเหตุ วิกฤตค่าครองชีพพุ่ง
.
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการทำมาหากินของกลุ่มชาวบ้านและผู้ประกอบการค้ารายย่อย บริเวณริมทางถนนบูรพาพัฒน์ ในพื้นที่ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีพ่อค้าแม่ขายตั้งซุ้มริมทางเพื่อสู้ชีวิตและหารายได้จุนเจือครอบครัว ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
จากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการร้านกาแฟสดและชาวบ้านในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความทุกข์ยากของคนหาเช้ากินค่ำที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาวัตถุดิบและค่าครองชีพที่แพงขึ้น จนหลายร้านต้องแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว และจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อความอยู่รอด แม้จะเห็นใจผู้บริโภคด้วยกันเองก็ตาม
.
เมื่อสอบถามถึงมุมมองต่อมาตรการช่วยเหลือและโครงการต่างๆ ของรัฐบาล อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ชาวบ้านรากหญ้าในพื้นที่ต่างส่งเสียงสะท้อนในทิศทางเดียวกันว่า แม้โครงการช่วยเหลือของภาครัฐในระยะสั้นจะเป็นเรื่องที่ดีและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง แต่สิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้คือความยากลำบากในการทำมาหากินในระยะยาว
.
“เงินช่วยเหลือชั่วคราวมาแล้วก็หมดไป แต่สิ่งที่อยู่กับเราทุกวันคือค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าวัตถุดิบที่แพงขึ้นเรื่อยๆ” ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าวด้วยความอัดอั้น
.
ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านรากหญ้าและพ่อค้าแม่ค้าริมทางอำเภอบ้านฉาง จึงอยากวิงวอนและฝากแนวคิดนี้ส่งตรงไปถึงรัฐบาล ให้ช่วยหันมามองความเดือดร้อนที่แท้จริง โดยต้องการให้เน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ลดค่าครองชีพขั้นพื้นฐาน และสนับสนุนช่องทางการทำมาหากินให้เกิดความยั่งยืน มากกว่าการเยียวยาด้วยเม็ดเงินชั่วคราว เพื่อให้คนรากหญ้าสามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
.
.
พริษฐ์ บี้ศธ. รื้อประกาศกระทรวงอุดช่องโหว่ เรียนฟรีไม่จริง อัครนันท์ แจงงบไม่พอ จ่อปรับสูตรอุดหนุนใหม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5737676
.
“พริษฐ์” ถามเรียนฟรีจริงหรือไม่ จี้ ศธ.ทบทวนประกาศกระทรวงปี 54 อุดช่องโหว่ โรงเรียนเรียกเก็บเงินเกินควร ด้าน “อัครนันท์” เห็นด้วย พร้อมลดภาระผู้ปกครอง รับงบไม่เพียงพอ เผยจัดงบปี 71 เตรียมปรับสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับประเภทของสถานศึกษา
.
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม เวลา 12.00 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณาในกระทู้ถามทั่วไปของนาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแนวทางการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเรียนฟรีจริง ว่า ตนเข้าใจดีว่ารัฐบาลทุกสมัยจะมี 2 เครื่องมือเชิงนโยบายที่นำมาใช้ในการพยายามให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่าย คือ
.
1. การอุดหนุนงบประมาณเรียนฟรีปี 15 ปี หรืองบรายหัว ที่เป็นการอุดหนุนงบประมาณไปที่สถานศึกษา โดยคำนวณจากจำนวนนักเรียนในแต่ละสถานศึกษาเป็นปัจจัยหลัก ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อมีการอุดหนุนงบประมาณส่วนนี้ไปแล้ว สถานศึกษาก็สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับนักเรียนได้โดยไม่ต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง
.
และ 2. ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 เรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา นั่นคือประกาศที่กำหนดว่าในเมื่อสถานศึกษาได้รับงบอุดหนุนไปแล้วสถานศึกษานั้นสามารถเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครองเรื่องไหนได้หรือไม่ได้ และหากได้จะได้ภายใต้เงื่อนไขอะไร มีเพดานเรื่องอัตราที่สามารถเรียกเก็บได้หรือไม่
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวว่า ในความเป็นจริง 2 เครื่องมือดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการทำให้การเรียนฟรีนั้น ฟรีจริงตามที่เราอยากจะเห็น ซึ่งเดือนที่ผ่านมาตนได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเพื่อพยายามระดมข้อมูล และบิลค่าเทอมของผู้ปกครองทั่วประเทศว่าเขาต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จากบิลค่าเทอมที่ตนได้รับมานั้น พบว่าเฉพาะเด็กที่เรียนในโรงเรียนรัฐ และแผนการเรียนปกติ ผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเองประมาณ 5,000 กว่าบาท มีตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท จึงอยากถามถึงประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายและประกาศที่มีอยู่ในปัจจุบันในการแก้ไขปัญหานี้ และแนวทางการทบทวนประกาศกระทรวงปี 2554 เพื่อเพิ่มเข้ามารวมอยู่ในสิทธิการเรียนฟรี และไปตัดช่องโหว่ให้สถานศึกษาสามารถเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองเกินสมควรได้ หรือยกระดับเครื่องมือที่มีอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
.
“
จากการที่ผมไปสุ่มตรวจบิลค่าเทอมต่างๆ พบว่าปัจจุบันมีสถานศึกษาที่มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองที่อาจจะขัดกับประกาศของกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 อย่างน้อย 4 รูปแบบ คือ 1. สถานศึกษาบางแห่งมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่ความจริงไม่ควรจะเรียกเก็บได้ 2. มีสถานศึกษาบางแห่งมีการเรียกเก็บเงินในรายการที่ประกาศอนุญาตให้เก็บได้ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าผู้ปกครองได้ให้ความสมัครใจตามที่ประกาศของกระทรวงกำหนดว่าจะต้องให้หรือไม่ 3. มีบางสถานศึกษามัดรวมหลายรายการเข้ามาอยู่เป็นบรรทัดเดียวที่เรียกกว้างๆว่าค่าบำรุงการศึกษา หรือค่าธรรมเนียมการศึกษา จึงทำให้ตรวจสอบได้ยากว่าสถานศึกษามีการเรียกเก็บเงินในรายการที่ห้ามเรียกเก็บหรือไม่ เพราะไม่มีการจำแนกรายละเอียด และ 4.มีบางสถานศึกษาออกบิลค่าเทอมที่ไม่ได้ออกในนามสถานศึกษา แต่ออกในนามสมาคมผู้ปกครอง ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเทคนิคที่สถานศึกษาใช้เป็นทางผ่านเงินหรือไม่ ในการเรียกเก็บเงินในรายการที่ประกาศห้ามสถานศึกษาเก็บ”นาย
พริษฐ์ กล่าว
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า จึงอยากถามว่าในเชิงนโยบายจะแก้ปัญหาอย่างไรกับ 4 รูปแบบของการเก็บเงินของสถานศึกษา ที่ตนมองว่าเสี่ยงต่อการขัดกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันผู้ปกครองทั่วประเทศกี่คนที่กำลังเผชิญกับปัญหาแบบนี้อยู่ หรือจะมีมาตรการอะไรที่เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนตรวจสอบเชิงรุกหรือไม่ เพื่อทำให้มั่นใจว่าไม่มีผู้ปกครองคนไหนในประเทศนี้กำลังไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่
.
นอกจากที่รัฐตรวจสอบเองแล้ว ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดว่าปัจจุบันสถานศึกษาทุกแห่งกำลังเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และมีกลไกรับผิดชอบของสถานศึกษาอย่างไร ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ไม่น่าจะยาก เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่แล้ว เพราะในประกาศดังกล่าวเขียนชัดว่า หากสถานศึกษาแห่งไหนต้องการจะเก็บเงินค่าใช้จ่ายด้านอะไร ต้องผ่านการอนุมัติจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของสพฐ. ก่อน ซึ่งข้อมูลอยู่ในมือ ท่านเปิดได้เลยวันนี้ ท่านจะเปิดหรือไม่
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องที่ต้องทำคู่ขนานคือ การเพิ่มงบประมาณให้ถึงมือโรงเรียนและมือของนักเรียน ตนอยากเสนอคือ 1.สามารถเพิ่มรายการในหมวด ก.ได้ ที่เป็นรายการรวมอยู่ในสิทธิการฟรี และเป็นรายการที่สถานศึกษาห้ามเก็บจากผู้ปกครองเพิ่มเติม รวมถึงห้องเรียนติดแอร์ โดยรัฐอาจจะสนับสนุนให้ติดโซลาร์เซลล์ งบประมาณอุดหนุนที่ใช้อาจไม่มากเท่าที่เคยคิดกันไว้ 2.การกำหนดเพดานให้กับบางรายการในหมวด ง.- จ. ที่ปัจจุบันสถานศึกษาสามารถเก็บเพิ่มเติมได้อย่างไม่จำกัด และเป็นไปได้หรือไม่ว่าแก้ในวรรคสุดท้ายของประกาศกระทรวงฯ เพื่อระบุให้ชัดว่ารายการทั้งหมดที่สถานศึกษาเรียกเก็บกับผู้ปกครอง จะต้องรวบรวมและเผยแพร่ให้ประชาชนตรวจสอบได้ จึงอยากถามว่า ปัจจุบันมีข้อมูลที่สามารถบอกได้อย่างชัดๆหรือไม่ว่าตอนนี้ผู้ปกครองทั่วประเทศที่ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ ต้องควักเงินตัวเองมาจ่ายให้กับโรงเรียนรวมกันทุกคนทั้งหมดกี่บาทต่อปี และรัฐบาลจะมีการทบทวนประกาศกระทรวงฯปี 2554 หรือไม่ หากทบทวนจะทบทวนเสร็จเมื่อไหร่ และเห็นด้วยกับข้อเสนอหรือไม่ และสามารถตอบได้หรือไม่ว่าจะโยกงบส่วนอื่นของกระทรวงที่ไปไม่ถึงมือนักเรียนหรือโรงเรียน เพื่อโยกมาเพิ่มเป็นงบอุดหนุนให้ถึงนักเรียน และร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 อาจจะมีการเติมงบบางส่วนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ยังไม่มีการปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณที่เปลี่ยนจากแนวทางปัจจุบันที่อิงรายหัวเป็นหลัก ขอคำยืนยันชัดๆ ว่าเหตุใดถึงไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ทันในพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 แล้วจะมั่นใจอย่างไรว่าจะทันแน่นอนภายในร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 71
.
ด้านนาย
อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ชี้แจงว่า ตนเห็นตรงกันว่าระบบการศึกษามีความซับซ้อนมีปัญหามายาวนานและมีความล้มเหลวของระบบการศึกษา ตั้งแต่ที่ตนดำรงตำแหน่งได้เข้าไปดูปัญหาของกระทรวง สำหรับเรื่องของการเรียนฟรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้คือรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนตามมาตรฐาน ได้แก่ ค่าการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรวม 5 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับปวช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครอง
.
นาย
อัครนันท์ กล่าวว่า ในข้อเท็จจริงยังพบว่ายังมีรายจ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายอีกมาก รวมทั้งการเก็บเงินค่าบำรุงการศึกษาในสพฐ. ซึ่งทางกระทรวงรับรู้อยู่เต็มอก ทางกระทรวงจึงมีประกาศเรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถาบันศึกษาสังกัด สพฐ. แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ แต่ข้อเท็จจริงยังพบว่า เด็กนักเรียนในสังกัด สพฐ. ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แม้จะมีเรื่องเรียนฟรี ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ก็คือเรื่องของงบประมาณที่ยังไม่เพียงพอ การจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวเท่ากันแบบในอดีตไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้ว่าบริบทที่ต่างกันโรงเรียนขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ อยู่ใกล้หรือไกล ล้วนมีรายจ่ายโครงสร้างพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดสรรงบประมาณที่เท่ากันจึงไม่ถือว่าเป็นการจัดสรรงบที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
.
นาย
อัครนันท์ กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลนี้เข้ามาในช่วงท้ายของการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ทำให้ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ดีเท่าที่ควร แต่กระทรวงศึกษาพยายามที่จะทำอย่างเต็มที่เพื่อบรรเทาเรื่องนี้ จึงสั่งการให้ สพฐ. เร่งดำเนินการแก้ไขแผนงบปี 2570 ด้วยการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสองส่วนคือหนึ่งช่วยเหลือค่าไฟโรงเรียนละ 6,000 บาทต่อปี และช่วยค่าบริหารจัดการโรงเรียนละ 20,000 บาทต่อปี สำหรับโรงเรียนในพื้นที่จัดสรรพิเศษและโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร ส่วนการจัดสรรงบประมาณปี 2571 กระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณาปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ รวมถึงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่กระทรวงจะดำเนินการร่างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเท่าเทียมสอดคล้องกับสถานศึกษาแต่ละแห่ง
.
นาย
อัครนันท์ กล่าวว่า ในงบประมาณปี 2570 กระทรวงศึกษาฯของบไปประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อปี 2569 ได้ประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งเราต้องการที่จะได้มากขึ้นเพื่อจะได้อุดหนุนมากขึ้น แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่สำนักงบประมาณ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราพยายามทำให้กระทรวงศึกษาฯไม่ถูกตัดลดงบ เพราะจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนอย่างแน่นอน และตนเห็นด้วยที่จะต้องมีการทบทวนแนวการดำเนินงานใหม่ทั้งหมดของกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ปกครองจะต้องมาชำระค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่เป็นธรรมและมีความไม่ชอบธรรมในบางเรื่อง
JJNY : “ไทยช่วยไทยพลัส” แก้ไม่ตรงจุด│พริษฐ์บี้ศธ.อุดช่องโหว่│ปชน.รุมแฉบ.ทำ TH-AI Passport│ส.ว.นรเศรษฐแย้ม เสนอร่างตัวเอง
https://ch3plus.com/news/social/morning/463807
.
เสียงสะท้อนรากหญ้า มอง “ไทยช่วยไทยพลัส” แก้ไม่ตรงจุด วอนรัฐช่วยที่ต้นเหตุ วิกฤตค่าครองชีพพุ่ง
.
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการทำมาหากินของกลุ่มชาวบ้านและผู้ประกอบการค้ารายย่อย บริเวณริมทางถนนบูรพาพัฒน์ ในพื้นที่ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีพ่อค้าแม่ขายตั้งซุ้มริมทางเพื่อสู้ชีวิตและหารายได้จุนเจือครอบครัว ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
จากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการร้านกาแฟสดและชาวบ้านในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความทุกข์ยากของคนหาเช้ากินค่ำที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาวัตถุดิบและค่าครองชีพที่แพงขึ้น จนหลายร้านต้องแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว และจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อความอยู่รอด แม้จะเห็นใจผู้บริโภคด้วยกันเองก็ตาม
.
เมื่อสอบถามถึงมุมมองต่อมาตรการช่วยเหลือและโครงการต่างๆ ของรัฐบาล อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ชาวบ้านรากหญ้าในพื้นที่ต่างส่งเสียงสะท้อนในทิศทางเดียวกันว่า แม้โครงการช่วยเหลือของภาครัฐในระยะสั้นจะเป็นเรื่องที่ดีและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง แต่สิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้คือความยากลำบากในการทำมาหากินในระยะยาว
.
“เงินช่วยเหลือชั่วคราวมาแล้วก็หมดไป แต่สิ่งที่อยู่กับเราทุกวันคือค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าวัตถุดิบที่แพงขึ้นเรื่อยๆ” ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าวด้วยความอัดอั้น
.
ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านรากหญ้าและพ่อค้าแม่ค้าริมทางอำเภอบ้านฉาง จึงอยากวิงวอนและฝากแนวคิดนี้ส่งตรงไปถึงรัฐบาล ให้ช่วยหันมามองความเดือดร้อนที่แท้จริง โดยต้องการให้เน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ลดค่าครองชีพขั้นพื้นฐาน และสนับสนุนช่องทางการทำมาหากินให้เกิดความยั่งยืน มากกว่าการเยียวยาด้วยเม็ดเงินชั่วคราว เพื่อให้คนรากหญ้าสามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
.
.
พริษฐ์ บี้ศธ. รื้อประกาศกระทรวงอุดช่องโหว่ เรียนฟรีไม่จริง อัครนันท์ แจงงบไม่พอ จ่อปรับสูตรอุดหนุนใหม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5737676
.
“พริษฐ์” ถามเรียนฟรีจริงหรือไม่ จี้ ศธ.ทบทวนประกาศกระทรวงปี 54 อุดช่องโหว่ โรงเรียนเรียกเก็บเงินเกินควร ด้าน “อัครนันท์” เห็นด้วย พร้อมลดภาระผู้ปกครอง รับงบไม่เพียงพอ เผยจัดงบปี 71 เตรียมปรับสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับประเภทของสถานศึกษา
.
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม เวลา 12.00 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณาในกระทู้ถามทั่วไปของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแนวทางการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเรียนฟรีจริง ว่า ตนเข้าใจดีว่ารัฐบาลทุกสมัยจะมี 2 เครื่องมือเชิงนโยบายที่นำมาใช้ในการพยายามให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่าย คือ
.
1. การอุดหนุนงบประมาณเรียนฟรีปี 15 ปี หรืองบรายหัว ที่เป็นการอุดหนุนงบประมาณไปที่สถานศึกษา โดยคำนวณจากจำนวนนักเรียนในแต่ละสถานศึกษาเป็นปัจจัยหลัก ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อมีการอุดหนุนงบประมาณส่วนนี้ไปแล้ว สถานศึกษาก็สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับนักเรียนได้โดยไม่ต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง
.
และ 2. ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 เรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา นั่นคือประกาศที่กำหนดว่าในเมื่อสถานศึกษาได้รับงบอุดหนุนไปแล้วสถานศึกษานั้นสามารถเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครองเรื่องไหนได้หรือไม่ได้ และหากได้จะได้ภายใต้เงื่อนไขอะไร มีเพดานเรื่องอัตราที่สามารถเรียกเก็บได้หรือไม่
.
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในความเป็นจริง 2 เครื่องมือดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการทำให้การเรียนฟรีนั้น ฟรีจริงตามที่เราอยากจะเห็น ซึ่งเดือนที่ผ่านมาตนได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเพื่อพยายามระดมข้อมูล และบิลค่าเทอมของผู้ปกครองทั่วประเทศว่าเขาต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จากบิลค่าเทอมที่ตนได้รับมานั้น พบว่าเฉพาะเด็กที่เรียนในโรงเรียนรัฐ และแผนการเรียนปกติ ผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเองประมาณ 5,000 กว่าบาท มีตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท จึงอยากถามถึงประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายและประกาศที่มีอยู่ในปัจจุบันในการแก้ไขปัญหานี้ และแนวทางการทบทวนประกาศกระทรวงปี 2554 เพื่อเพิ่มเข้ามารวมอยู่ในสิทธิการเรียนฟรี และไปตัดช่องโหว่ให้สถานศึกษาสามารถเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองเกินสมควรได้ หรือยกระดับเครื่องมือที่มีอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
.
“จากการที่ผมไปสุ่มตรวจบิลค่าเทอมต่างๆ พบว่าปัจจุบันมีสถานศึกษาที่มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองที่อาจจะขัดกับประกาศของกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 อย่างน้อย 4 รูปแบบ คือ 1. สถานศึกษาบางแห่งมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่ความจริงไม่ควรจะเรียกเก็บได้ 2. มีสถานศึกษาบางแห่งมีการเรียกเก็บเงินในรายการที่ประกาศอนุญาตให้เก็บได้ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าผู้ปกครองได้ให้ความสมัครใจตามที่ประกาศของกระทรวงกำหนดว่าจะต้องให้หรือไม่ 3. มีบางสถานศึกษามัดรวมหลายรายการเข้ามาอยู่เป็นบรรทัดเดียวที่เรียกกว้างๆว่าค่าบำรุงการศึกษา หรือค่าธรรมเนียมการศึกษา จึงทำให้ตรวจสอบได้ยากว่าสถานศึกษามีการเรียกเก็บเงินในรายการที่ห้ามเรียกเก็บหรือไม่ เพราะไม่มีการจำแนกรายละเอียด และ 4.มีบางสถานศึกษาออกบิลค่าเทอมที่ไม่ได้ออกในนามสถานศึกษา แต่ออกในนามสมาคมผู้ปกครอง ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเทคนิคที่สถานศึกษาใช้เป็นทางผ่านเงินหรือไม่ ในการเรียกเก็บเงินในรายการที่ประกาศห้ามสถานศึกษาเก็บ”นายพริษฐ์ กล่าว
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า จึงอยากถามว่าในเชิงนโยบายจะแก้ปัญหาอย่างไรกับ 4 รูปแบบของการเก็บเงินของสถานศึกษา ที่ตนมองว่าเสี่ยงต่อการขัดกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันผู้ปกครองทั่วประเทศกี่คนที่กำลังเผชิญกับปัญหาแบบนี้อยู่ หรือจะมีมาตรการอะไรที่เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนตรวจสอบเชิงรุกหรือไม่ เพื่อทำให้มั่นใจว่าไม่มีผู้ปกครองคนไหนในประเทศนี้กำลังไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่
.
นอกจากที่รัฐตรวจสอบเองแล้ว ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดว่าปัจจุบันสถานศึกษาทุกแห่งกำลังเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และมีกลไกรับผิดชอบของสถานศึกษาอย่างไร ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ไม่น่าจะยาก เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่แล้ว เพราะในประกาศดังกล่าวเขียนชัดว่า หากสถานศึกษาแห่งไหนต้องการจะเก็บเงินค่าใช้จ่ายด้านอะไร ต้องผ่านการอนุมัติจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของสพฐ. ก่อน ซึ่งข้อมูลอยู่ในมือ ท่านเปิดได้เลยวันนี้ ท่านจะเปิดหรือไม่
.
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องที่ต้องทำคู่ขนานคือ การเพิ่มงบประมาณให้ถึงมือโรงเรียนและมือของนักเรียน ตนอยากเสนอคือ 1.สามารถเพิ่มรายการในหมวด ก.ได้ ที่เป็นรายการรวมอยู่ในสิทธิการฟรี และเป็นรายการที่สถานศึกษาห้ามเก็บจากผู้ปกครองเพิ่มเติม รวมถึงห้องเรียนติดแอร์ โดยรัฐอาจจะสนับสนุนให้ติดโซลาร์เซลล์ งบประมาณอุดหนุนที่ใช้อาจไม่มากเท่าที่เคยคิดกันไว้ 2.การกำหนดเพดานให้กับบางรายการในหมวด ง.- จ. ที่ปัจจุบันสถานศึกษาสามารถเก็บเพิ่มเติมได้อย่างไม่จำกัด และเป็นไปได้หรือไม่ว่าแก้ในวรรคสุดท้ายของประกาศกระทรวงฯ เพื่อระบุให้ชัดว่ารายการทั้งหมดที่สถานศึกษาเรียกเก็บกับผู้ปกครอง จะต้องรวบรวมและเผยแพร่ให้ประชาชนตรวจสอบได้ จึงอยากถามว่า ปัจจุบันมีข้อมูลที่สามารถบอกได้อย่างชัดๆหรือไม่ว่าตอนนี้ผู้ปกครองทั่วประเทศที่ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ ต้องควักเงินตัวเองมาจ่ายให้กับโรงเรียนรวมกันทุกคนทั้งหมดกี่บาทต่อปี และรัฐบาลจะมีการทบทวนประกาศกระทรวงฯปี 2554 หรือไม่ หากทบทวนจะทบทวนเสร็จเมื่อไหร่ และเห็นด้วยกับข้อเสนอหรือไม่ และสามารถตอบได้หรือไม่ว่าจะโยกงบส่วนอื่นของกระทรวงที่ไปไม่ถึงมือนักเรียนหรือโรงเรียน เพื่อโยกมาเพิ่มเป็นงบอุดหนุนให้ถึงนักเรียน และร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 อาจจะมีการเติมงบบางส่วนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ยังไม่มีการปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณที่เปลี่ยนจากแนวทางปัจจุบันที่อิงรายหัวเป็นหลัก ขอคำยืนยันชัดๆ ว่าเหตุใดถึงไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ทันในพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 แล้วจะมั่นใจอย่างไรว่าจะทันแน่นอนภายในร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 71
.
ด้านนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ชี้แจงว่า ตนเห็นตรงกันว่าระบบการศึกษามีความซับซ้อนมีปัญหามายาวนานและมีความล้มเหลวของระบบการศึกษา ตั้งแต่ที่ตนดำรงตำแหน่งได้เข้าไปดูปัญหาของกระทรวง สำหรับเรื่องของการเรียนฟรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้คือรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนตามมาตรฐาน ได้แก่ ค่าการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรวม 5 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับปวช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครอง
.
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ในข้อเท็จจริงยังพบว่ายังมีรายจ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายอีกมาก รวมทั้งการเก็บเงินค่าบำรุงการศึกษาในสพฐ. ซึ่งทางกระทรวงรับรู้อยู่เต็มอก ทางกระทรวงจึงมีประกาศเรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถาบันศึกษาสังกัด สพฐ. แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ แต่ข้อเท็จจริงยังพบว่า เด็กนักเรียนในสังกัด สพฐ. ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แม้จะมีเรื่องเรียนฟรี ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ก็คือเรื่องของงบประมาณที่ยังไม่เพียงพอ การจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวเท่ากันแบบในอดีตไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้ว่าบริบทที่ต่างกันโรงเรียนขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ อยู่ใกล้หรือไกล ล้วนมีรายจ่ายโครงสร้างพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดสรรงบประมาณที่เท่ากันจึงไม่ถือว่าเป็นการจัดสรรงบที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
.
นายอัครนันท์ กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลนี้เข้ามาในช่วงท้ายของการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ทำให้ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ดีเท่าที่ควร แต่กระทรวงศึกษาพยายามที่จะทำอย่างเต็มที่เพื่อบรรเทาเรื่องนี้ จึงสั่งการให้ สพฐ. เร่งดำเนินการแก้ไขแผนงบปี 2570 ด้วยการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสองส่วนคือหนึ่งช่วยเหลือค่าไฟโรงเรียนละ 6,000 บาทต่อปี และช่วยค่าบริหารจัดการโรงเรียนละ 20,000 บาทต่อปี สำหรับโรงเรียนในพื้นที่จัดสรรพิเศษและโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร ส่วนการจัดสรรงบประมาณปี 2571 กระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณาปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ รวมถึงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่กระทรวงจะดำเนินการร่างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเท่าเทียมสอดคล้องกับสถานศึกษาแต่ละแห่ง
.
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ในงบประมาณปี 2570 กระทรวงศึกษาฯของบไปประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อปี 2569 ได้ประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งเราต้องการที่จะได้มากขึ้นเพื่อจะได้อุดหนุนมากขึ้น แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่สำนักงบประมาณ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราพยายามทำให้กระทรวงศึกษาฯไม่ถูกตัดลดงบ เพราะจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนอย่างแน่นอน และตนเห็นด้วยที่จะต้องมีการทบทวนแนวการดำเนินงานใหม่ทั้งหมดของกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ปกครองจะต้องมาชำระค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่เป็นธรรมและมีความไม่ชอบธรรมในบางเรื่อง