ผู้ชายขายตัว (1 ) เรื่องสั้น โดย ดรัสวันต์
https://pantip.com/topic/41465730/
ผู้ชายขายตัว (2)
https://pantip.com/topic/41465772/
ผู้ชายขายตัว (3)
https://pantip.com/topic/41465803/
ผมใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อเช็คดูอีเมล์อย่างคร่าว ๆ โดยอ่านแค่หัวข้อ ประโยคสั้น ๆ จากหัวข้ออีเมล์ฉบับหนึ่งสะดุดตาเข้า มันคือคำขอเข้าจองห้องพักทั่วไปแต่มันมีความรู้สึกอะไรบางอย่าง ที่ทำผู้จัดการโรงแรมหรูอย่างผมเปิดเข้าไปอ่าน
ในห้องทำงานกำแพงกระจกใสหลบมุมอยู่ถัดจากล๊อบบี้ชั้น 1 ของโรงแรม พนักงานทำความสะอาดและต้อนรับทำงานกันตามปกติ ลูกค้าหลายคนสวมชุดสูททำงานเดินไปมา บ้างแต่งตัวตามสบายในชุดลำลองเหมือนคนที่เดินทางมาจากที่ไกล ผมกวาดสายตาผ่านกำแพงกระจกใสออกไปมองภาพคุ้นเคยนั้น เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย ผมเอนหลังลงพนักพิงเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ก่อนจะยกหน้าจอกระจกขนาดพอดีมือมาอ่านข้อความในนั้น
โดยปกติพนักงานต้อนรับจะทำหน้าที่ตรวจสอบห้องตามคำขอ และแจ้งอีกเมล์ตอบกลับลูกค้า แต่ผมเห็นว่าลูกค้ารายนี้ต้องการห้องสวีทขนาดใหญ่สำหรับครอบครัว จึงคิดว่าอาจจะต้องอธิบายรายละเอียดของห้องให้กับลูกค้า ผมเลือกที่จะดูแลแขกกลุ่มนี้เอง ใช้เวลาไม่นานก็สามารถนัดแนะวันเวลาเข้าพัก และยืนยันการชำระเงินเรียบร้อย ผมกดปิดหน้าจอโทรศัพท์และนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ปรับระดับได้ เครื่องมือสื่อสารถูกวางลงบนโต๊ะ ก่อนผมจะเอนหลังลงไปยังพนักพิงเก้าอี้อีกครั้ง พร้อมกวาดสายตามองตรวจดูความเรียบร้อยทั่วโรงแรม พลางเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมหัวใจเต้นแรงเมื่อนึกถึงวันกำหนดการเข้าพักของลูกค้าคนล่าสุด ที่จะมาถึงในอีกหนึ่งสัปดาห์
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ผมเช็คเวลาจากนาฬิกาข้อมือ อีกไม่กี่นาทีจะถึงกำหนดเวลาที่คาดว่าลูกค้าที่นัดหมายกันไว้ว่าจะเดินทางมาถึงโรงแรม วันนี้ผู้จัดการอย่างผมเลือกที่จะไปปรากฏตัวหน้าฟรอนท์โรงแรมเอง ไม่นานรถยนต์ SUV คันใหญ่สีดำพุ่งหัวเข้ามาจอดแช่หน้าทางเข้า ชายวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐานเดินลงจากรถ ข้าง ๆ ชายร่างกำยำมีเด็กผู้ชายเดินตามมาไม่ห่าง
“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยทักก่อนเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกค้า
“สวัสดีครับ ผมจองห้องพักไว้ทางอีเมล์ครับ”
“ทางโรงแรมเตรียมพร้อมไว้รอคุณลูกค้าแล้วครับ” ผมหยิบเอกสารและคีย์การ์ดยื่นให้ลูกค้า
พนักงานยกกระเป๋าเดินนำทางลูกค้ารายใหม่ไป บนล้อเลื่อนมีกระเป๋าเดินทางหลายใบ หนึ่งในนั้นมีสัมภาระที่น่าจะเป็นของผู้หญิง จังหวะหนึ่งที่เด็กน้อยเดินผ่านหน้าผมไป สายตาของเราทั้งคู่หันมาสบตากันชั่วขณะ ความรู้สึกสั่นไหวสะกิดเข้าที่หัวใจของผมอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกแปลกประหลาดนี้มันคืออะไรกันแน่นะ
ความพิศวงในความรู้สึกถูกคลี่คลาย เมื่อหญิงสาวในชุดเดินทางมิดชิดเพิ่งจะเดินพ้นประตูทางเข้าโรงแรม
“ริน”
ผมเอ่ยเสียงเรียกชื่อลูกค้าอย่างผิดปกติทั่วไป ทำให้พนักงานโรงแรมคนอื่นต่างประหลาดใจ
“นิว” ลูกค้าผู้หญิงทำเสียงประหลาดใจด้วยเหมือนกัน
ผมพยามเก็บซ่อนอารมณ์ก่อนหน้านี้ เพราะนี่คงไม่เหมาะกับสถานการณ์ ผมได้แต่เผยรอยยิ้มที่สุดแสนจะดีใจอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะพยายามกลบเกลื่อน
“สวัสดีครับคุณผู้หญิง”
รินแสดงสีหน้าเรียบเฉย เพราะเธอคงรู้ว่าไม่ควรเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างเราออกมาตอนนี้
ในห้องอาหารโรงแรม พ่อแม่ลูกนั่งในโต๊ะอาหาร เมนูอาหารเย็นถูกนำมาวางบนโต๊ะ บรรยากาศในวงอาหารดูอบอุ่นเหมือนครอบครัวทั่วไป ผู้เป็นพ่อตักอาหารใส่จานให้ลูกชาย เขาไม่ลืมตักให้ภรรยาด้วย
ห่างไกลออกไปยังนอกห้องอาหาร ผมแอบสังเกตการณ์ด้วยระยะเวลาสั้น ๆ โดยปกติผมมีหน้าที่เดินไปเดินมาในห้องอาหารบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อดูความเรียบร้อยต่าง ๆ แต่คราวนี้ผมเลือกที่จะซ่อนตัวเองอยู่ในห้องทำงาน อาจเป็นเพราะว่าไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเมื่อเดินผ่านโต๊ะนั้น และอาจจะได้หันไปสบตากับริน
เหมือนฟ้าเปิดทาง หลังจากพ่อลูกคู่นั้นกินอาหารเสร็จ ทั้งคู่ลุกขึ้นจากโต๊ะและทำท่าล่ำลาคนที่ยังนั่งอยู่ ก่อนจะเดินออกไปขึ้นรถที่จอดรอไว้อยู่แล้ว ผมหัวใจเต้นแรงรอเวลาให้ผ่านไปสักพัก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่กล้าที่จะเดินไปหาเธอ
พนักงานชายจากห้องอาหารเดินตรงมายังห้องทำงานของผม
“พี่นิวครับ มีลูกค้าคนหนึ่งในห้องอาหารอยากพบผู้จัดการครับ”
ผมตกใจเล็กน้อย “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“ไม่แน่ใจพี่ ไม่น่าจะมีอะไรนะ แต่ลูกค้าผู้หญิงคนนั้นเธอบอกว่าอยากคุยกับผู้จัดการหน่อย”
“เดี๋ยวพี่ไป”
พนักงานรีบเดินกลับไปทำงานของตัวเอง ผมลุกขึ้นยืนใช้มือจัดแต่งชุดสูทให้เข้าที่และไม่ลืมขยับปมเนคไทให้เรียบร้อย
รินนั่งก้มหน้าใช้ช้อมเขี่ยอาหารไปมา เธอเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินน้ำเสียงสุภาพจากผม
“สวัสดีครับ” พูดประโยคแรกเสร็จผมชำเลืองซ้ายขวาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ริน”
“สวัสดีค่ะ ผู้จัดการนิว”
“นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือครับ”
“ใช่ค่ะ รินกลับมาเมืองไทยเพื่อจะมาเยี่ยมแม่ของรินเอง แต่บ้านแม่รินอยู่ไกลนอกตัวเมือง เลยเลือกที่จะหาที่พักก่อน เพราะนั่งเครื่องมานาน รินไม่รู้เลยว่านิวอยู่ที่นี่”
“ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อปีที่แล้ว” ผมพยายามพูดน้ำเสียงไม่ให้ตื่นเต้นเกินไป “คิดว่าชาตินี้คงไม่ได้เจอรินอีกแล้ว ดีใจจัง”
“รินก็ดีใจนะ เชื่อไหมว่านี่เป็นเรื่องดีในรอบหลาย ๆ ปีมานี้ของรินเลยนะ”
หัวใจของผมรู้สึกตื้นตันขึ้นมาทันที “จริงหรือริน”
ผมเห็นเธอพยักหน้า
“แล้วสองคนนั่นไป” ผมถามถึงสามีและลูกของเธอ
“ออกไปดูแสงสีข้างนอกน่ะ รินบอกว่าเหนื่อยอยากพักผ่อน และรินหวังว่าอาจจะได้พูดคุยกับนิวบ้างน่ะ”
“ผมดีใจนะที่รินยังไม่ลืมกัน” ผมและเธอต่างยิ้ม ผมฉุกใจอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง “ว่าแต่เด็กคนนั้นใช่ใหม่หรือเปล่า”
รินหุบยิ้ม เธอแสดงสีหน้าอึดอัด
“ใช่” รินตอบสั้น ๆ
พูดมาถึงตรงนี้แล้วผมรู้สึกไม่ดีเลย อะไร ๆ มันดูอึดอัดเมื่อนึกถึงคำพูดของรินก่อนหน้านี้นานแล้ว
“วันนี้เราคุยกันแค่นี้ก่อนนะนิว เราคุยกันนานไปแล้ว กลัวมีใครสังเกตเห็น” รินพูด
ผมนึกคำพูดของเธอที่บอกว่าสามีเธอเป็นผู้มีอิทธิพล คงจะจริงของริน และเราก็คุยกันมากเกินกว่าที่ผู้จัดการโรงแรมจะมายืนคุยกับลูกค้าตรงนี้ ผมคงทำได้แต่เดินถอยออกมา
“ถ้าเป็นไปได้ รินอาจจะโน้มน้าวให้เขาพักต่อที่นี่อีกคืน เผื่อว่าคืนพรุ่งนี้พ่อลูกเค้าอยากออกไปเที่ยวข้างนอกอีก รินอาจจะมาคุยกับนิวได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่กี่นาที แต่นั่นคงจะมีความหมายกับรินมากเลย”
ผมได้ยินดังนั้นทำให้ใจที่ห่อเหี่ยวก่อนหน้านี้กลับมาชื่นบานได้อีกครั้ง ผมเดินออกมาด้วยรอยยิ้ม
คืนนี้ผมเลิกงานด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา การชินชาเมื่อเลิกงานกลับคอนโดเพื่อไปพบกับความเงียบเหงาเดียวดาย กับคืนนี้ที่ความเงียบเหงายังคงอยู่ แต่มีความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ดูริบหรี่เพียงแค่อาจจะได้ยืนคุยกับคนรักเก่าสั้น ๆ ไม่กี่ประโยค ผมไม่แน่ใจว่าคืนนี้กับเมื่อคืน อันไหนโหดร้ายกว่ากัน
ผมย้ายที่ทำงาน จึงมาหาผ่อนคอนโดใหม่ ส่วนที่เก่าก็ปล่อยเช่า เงินเดือนผมก็เฉียดแสน รถยนต์ที่ขับไม่ใช่รถยุโรปแต่ก็เป็นรุ่นท๊อป ไม่มีหนี้สินที่ผ่อนชำระไม่ได้ เพื่อนฝูงก็พอมีบ้าง มีโอกาสไปเที่ยวหลายที่ ไปต่างประเทศก็บ่อย แต่ทำไมผมรู้สึกว่าไม่เคยสัมผัสกับความสุขจริง ๆ เลยสักครั้งเดียว
หรือว่าในรอบหลายปีมานี้ผมยังคิดถึงเธอ ไม่สามารถเลิกคิดถึงเธอได้เลย มีผู้หญิงเข้ามาหาผมมากมายแต่ผมก็อยู่กับใครได้ไม่นาน เพราะในส่วนลึกแล้วผมรู้สึกผิดกับอะไรบางอย่าง จะรู้สึกผิดต่อเธอหรือ
ผมคิดทบทวนอยู่นาน บางทีตำตอบอาจจะไม่ใช่ ในครั้งที่ผมและเด็กสบตากัน มันเหมือนมีสายใยสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นเกาะเกี่ยวเราไว้ สายตาเด็กน้อยที่อ่อนโยนไร้ความหวาดระแวงคู่นั้นที่มองมาที่ผม ทำให้หัวใจของผมที่เคยด้านชามาอย่างยาวนานกลับมาอ่อนไหวอีกครั้ง
รินเคยพูดไว้ว่า
ไม่มีใครรู้หรอกว่าพ่อที่แท้จริงของเขาเป็นใคร น้องใหม่หน้าตาเหมือนรินมากจึงไม่มีใครสงสัย รินเท่านั้นที่รู้ว่าน้องใหม่มีส่วนคล้ายคุณ
ผมตัวชา นั่นคือลูกชายของผม เลือดเนื้อเชื้อไขของผมเอง ผมร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว
เช้านี้ผมเริ่มงานเหมือนวันปกติทั่วไป งานหนักบางทีก็มีประโยชน์ตรงที่มันทำให้เราลืม ๆ อะไรไปได้บ้าง ผมพยายามที่จะไม่ใส่ใจมองหาเธอ ไม่พยายามอยากรู้ว่าเธอจะไปไหน สำหรับวันนี้คงทำได้เพียงได้แต่หวังว่าจะได้พบเธอ
อย่างน้อยคืนนี้รินยังพักต่อที่นีอีกคืน
ในช่วงที่งานน้อย สมองผมกลับมาคิดเรื่องรินอีกครั้ง ผมแอบคิดละเมอเพ้อพกไปเองว่าจะได้ใช้ชีวิตกับเธอ ได้ทำงานกลับมาที่บ้านและพบว่ารินทำอาหารไว้รอแล้ว รถรับส่งนักเรียนจอดหน้าบ้าน ก่อนที่ใหม่ลูกของเราสองคนจะวิ่งมาสวัสดีพ่อแม่ อาหารถูกเตรียมไว้แล้ว พวกเราสามคนนั่งล้อมวง ผมตักอาหารให้ลูกของผม และไม่ลืมที่จะตักให้ภรรยาด้วย
ผมกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเมื่องานเข้า แต่รอยยิ้มจากความคิดก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ และค่อย ๆ จางลงเมื่อผมคิดถึงความเป็นไปได้
ความปารถนาลึก ๆ ที่ดูเป็นไปไม่ได้นั้นทำให้ผมมีความคิดอะไรบ้า ๆ และเมื่อมีเวลาว่างนาน ๆ ผมกลับมาที่โต๊ะทำงาน หยิบกระดาษโน๊ตแผ่นขนาดพอดีขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่างลงไป ผมคิดว่าความกล้าบ้าบิ่นอาจจะทำให้ผมส่งข้อความนี้ให้เธอได้ ผมอาจจะเสียใจกับการกระทำนี้ หรือไม่แน่ ผมอาจจะเสียใจกับการไม่ทำอะไรเลยก็ได้
หัวค่ำในห้องอาหารรินและครอบครัวนั่งอยู่ในนั้น อาหารถูกนำมาวางไว้ที่โต๊ะ หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ ใจหนึ่งลังเลใจหนึ่งมีความหวังให้เธอเรียกผมไปเมื่อเธออยู่คนเดียว ผมลูบมือไปที่กระเป๋ากางเกงเพื่อเช็คว่ากระดาษข้อความอยู่ในนั่นหรือไม่ และเช็คความมั่นใจว่าผมจะส่งข้อความนี้ให้เธอดีหรือเปล่า หากกระดาษนี้ถูกส่งให้เธอ อย่างน้อยที่สุด ชีวิตของผมจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สามีและเด็กคงจะกินอาหารและเดินขึ้นห้องไป ผมคงจะมีเวลาไม่ถึงนาทีที่จะเข้าไปหาเธอและได้คุยกัน
“วันนี้รสชาติอาหารเป็นอย่างไรบ้างครับ” ผมเอ่ยพูดก่อน
“อาหารอร่อยค่ะ” รินพูดสั้น ๆ และเตรียมตัวรวบช้อนส้อม เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า
ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าต้องรีบตัดสินใจ หัวใจเต้นแรงเพราะไม่มีเวลาแล้ว ผมหยิบกระดาษที่มีข้อความถือไว้ในมือและทำทีเป็นเก็บจานอาหารของเธอ กระดาษแผ่นเล็กถูกวางไว้ตรงหน้าริน เธอยิ้มและเก็บกระดาษนั้นไปและลุกออกจากห้องอาหารทันที
ผมนึกถึงข้อความในกระดาษนั้นว่า ผมจะรอเธอ ผมจะไปรอที่รีสอร์ท ระนอง รีสอร์ทที่เป็นความทรงจำตลอดหลายปีมานี้ของผม
ความจริงผมรู้ตัวดีอยู่แล้วว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่เธอจะไปเจอผมได้ แต่สิ่งนี้มันมีความหมายที่มันยังคงต่อลมหายใจแห่งความหวังได้อักสักนิดก็ยังดี ผมรีบเดินหนีออกมาอย่างไม่ทันให้เธอได้กล่าวคำอำลาใด ๆ เพราะผมกลัวว่าคำพูดจากปากเธอนั้นจะเป็นคำตอบที่บอกว่า ‘ไม่’
ผู้ชายขายตัว (END)
https://pantip.com/topic/41465730/
ผู้ชายขายตัว (2)
https://pantip.com/topic/41465772/
ผู้ชายขายตัว (3)
https://pantip.com/topic/41465803/
ผมใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อเช็คดูอีเมล์อย่างคร่าว ๆ โดยอ่านแค่หัวข้อ ประโยคสั้น ๆ จากหัวข้ออีเมล์ฉบับหนึ่งสะดุดตาเข้า มันคือคำขอเข้าจองห้องพักทั่วไปแต่มันมีความรู้สึกอะไรบางอย่าง ที่ทำผู้จัดการโรงแรมหรูอย่างผมเปิดเข้าไปอ่าน
ในห้องทำงานกำแพงกระจกใสหลบมุมอยู่ถัดจากล๊อบบี้ชั้น 1 ของโรงแรม พนักงานทำความสะอาดและต้อนรับทำงานกันตามปกติ ลูกค้าหลายคนสวมชุดสูททำงานเดินไปมา บ้างแต่งตัวตามสบายในชุดลำลองเหมือนคนที่เดินทางมาจากที่ไกล ผมกวาดสายตาผ่านกำแพงกระจกใสออกไปมองภาพคุ้นเคยนั้น เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย ผมเอนหลังลงพนักพิงเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ก่อนจะยกหน้าจอกระจกขนาดพอดีมือมาอ่านข้อความในนั้น
โดยปกติพนักงานต้อนรับจะทำหน้าที่ตรวจสอบห้องตามคำขอ และแจ้งอีกเมล์ตอบกลับลูกค้า แต่ผมเห็นว่าลูกค้ารายนี้ต้องการห้องสวีทขนาดใหญ่สำหรับครอบครัว จึงคิดว่าอาจจะต้องอธิบายรายละเอียดของห้องให้กับลูกค้า ผมเลือกที่จะดูแลแขกกลุ่มนี้เอง ใช้เวลาไม่นานก็สามารถนัดแนะวันเวลาเข้าพัก และยืนยันการชำระเงินเรียบร้อย ผมกดปิดหน้าจอโทรศัพท์และนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ปรับระดับได้ เครื่องมือสื่อสารถูกวางลงบนโต๊ะ ก่อนผมจะเอนหลังลงไปยังพนักพิงเก้าอี้อีกครั้ง พร้อมกวาดสายตามองตรวจดูความเรียบร้อยทั่วโรงแรม พลางเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมหัวใจเต้นแรงเมื่อนึกถึงวันกำหนดการเข้าพักของลูกค้าคนล่าสุด ที่จะมาถึงในอีกหนึ่งสัปดาห์
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ผมเช็คเวลาจากนาฬิกาข้อมือ อีกไม่กี่นาทีจะถึงกำหนดเวลาที่คาดว่าลูกค้าที่นัดหมายกันไว้ว่าจะเดินทางมาถึงโรงแรม วันนี้ผู้จัดการอย่างผมเลือกที่จะไปปรากฏตัวหน้าฟรอนท์โรงแรมเอง ไม่นานรถยนต์ SUV คันใหญ่สีดำพุ่งหัวเข้ามาจอดแช่หน้าทางเข้า ชายวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐานเดินลงจากรถ ข้าง ๆ ชายร่างกำยำมีเด็กผู้ชายเดินตามมาไม่ห่าง
“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยทักก่อนเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกค้า
“สวัสดีครับ ผมจองห้องพักไว้ทางอีเมล์ครับ”
“ทางโรงแรมเตรียมพร้อมไว้รอคุณลูกค้าแล้วครับ” ผมหยิบเอกสารและคีย์การ์ดยื่นให้ลูกค้า
พนักงานยกกระเป๋าเดินนำทางลูกค้ารายใหม่ไป บนล้อเลื่อนมีกระเป๋าเดินทางหลายใบ หนึ่งในนั้นมีสัมภาระที่น่าจะเป็นของผู้หญิง จังหวะหนึ่งที่เด็กน้อยเดินผ่านหน้าผมไป สายตาของเราทั้งคู่หันมาสบตากันชั่วขณะ ความรู้สึกสั่นไหวสะกิดเข้าที่หัวใจของผมอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกแปลกประหลาดนี้มันคืออะไรกันแน่นะ
ความพิศวงในความรู้สึกถูกคลี่คลาย เมื่อหญิงสาวในชุดเดินทางมิดชิดเพิ่งจะเดินพ้นประตูทางเข้าโรงแรม
“ริน”
ผมเอ่ยเสียงเรียกชื่อลูกค้าอย่างผิดปกติทั่วไป ทำให้พนักงานโรงแรมคนอื่นต่างประหลาดใจ
“นิว” ลูกค้าผู้หญิงทำเสียงประหลาดใจด้วยเหมือนกัน
ผมพยามเก็บซ่อนอารมณ์ก่อนหน้านี้ เพราะนี่คงไม่เหมาะกับสถานการณ์ ผมได้แต่เผยรอยยิ้มที่สุดแสนจะดีใจอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะพยายามกลบเกลื่อน
“สวัสดีครับคุณผู้หญิง”
รินแสดงสีหน้าเรียบเฉย เพราะเธอคงรู้ว่าไม่ควรเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างเราออกมาตอนนี้
ในห้องอาหารโรงแรม พ่อแม่ลูกนั่งในโต๊ะอาหาร เมนูอาหารเย็นถูกนำมาวางบนโต๊ะ บรรยากาศในวงอาหารดูอบอุ่นเหมือนครอบครัวทั่วไป ผู้เป็นพ่อตักอาหารใส่จานให้ลูกชาย เขาไม่ลืมตักให้ภรรยาด้วย
ห่างไกลออกไปยังนอกห้องอาหาร ผมแอบสังเกตการณ์ด้วยระยะเวลาสั้น ๆ โดยปกติผมมีหน้าที่เดินไปเดินมาในห้องอาหารบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อดูความเรียบร้อยต่าง ๆ แต่คราวนี้ผมเลือกที่จะซ่อนตัวเองอยู่ในห้องทำงาน อาจเป็นเพราะว่าไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเมื่อเดินผ่านโต๊ะนั้น และอาจจะได้หันไปสบตากับริน
เหมือนฟ้าเปิดทาง หลังจากพ่อลูกคู่นั้นกินอาหารเสร็จ ทั้งคู่ลุกขึ้นจากโต๊ะและทำท่าล่ำลาคนที่ยังนั่งอยู่ ก่อนจะเดินออกไปขึ้นรถที่จอดรอไว้อยู่แล้ว ผมหัวใจเต้นแรงรอเวลาให้ผ่านไปสักพัก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่กล้าที่จะเดินไปหาเธอ
พนักงานชายจากห้องอาหารเดินตรงมายังห้องทำงานของผม
“พี่นิวครับ มีลูกค้าคนหนึ่งในห้องอาหารอยากพบผู้จัดการครับ”
ผมตกใจเล็กน้อย “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“ไม่แน่ใจพี่ ไม่น่าจะมีอะไรนะ แต่ลูกค้าผู้หญิงคนนั้นเธอบอกว่าอยากคุยกับผู้จัดการหน่อย”
“เดี๋ยวพี่ไป”
พนักงานรีบเดินกลับไปทำงานของตัวเอง ผมลุกขึ้นยืนใช้มือจัดแต่งชุดสูทให้เข้าที่และไม่ลืมขยับปมเนคไทให้เรียบร้อย
รินนั่งก้มหน้าใช้ช้อมเขี่ยอาหารไปมา เธอเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินน้ำเสียงสุภาพจากผม
“สวัสดีครับ” พูดประโยคแรกเสร็จผมชำเลืองซ้ายขวาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ริน”
“สวัสดีค่ะ ผู้จัดการนิว”
“นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือครับ”
“ใช่ค่ะ รินกลับมาเมืองไทยเพื่อจะมาเยี่ยมแม่ของรินเอง แต่บ้านแม่รินอยู่ไกลนอกตัวเมือง เลยเลือกที่จะหาที่พักก่อน เพราะนั่งเครื่องมานาน รินไม่รู้เลยว่านิวอยู่ที่นี่”
“ผมเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อปีที่แล้ว” ผมพยายามพูดน้ำเสียงไม่ให้ตื่นเต้นเกินไป “คิดว่าชาตินี้คงไม่ได้เจอรินอีกแล้ว ดีใจจัง”
“รินก็ดีใจนะ เชื่อไหมว่านี่เป็นเรื่องดีในรอบหลาย ๆ ปีมานี้ของรินเลยนะ”
หัวใจของผมรู้สึกตื้นตันขึ้นมาทันที “จริงหรือริน”
ผมเห็นเธอพยักหน้า
“แล้วสองคนนั่นไป” ผมถามถึงสามีและลูกของเธอ
“ออกไปดูแสงสีข้างนอกน่ะ รินบอกว่าเหนื่อยอยากพักผ่อน และรินหวังว่าอาจจะได้พูดคุยกับนิวบ้างน่ะ”
“ผมดีใจนะที่รินยังไม่ลืมกัน” ผมและเธอต่างยิ้ม ผมฉุกใจอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง “ว่าแต่เด็กคนนั้นใช่ใหม่หรือเปล่า”
รินหุบยิ้ม เธอแสดงสีหน้าอึดอัด
“ใช่” รินตอบสั้น ๆ
พูดมาถึงตรงนี้แล้วผมรู้สึกไม่ดีเลย อะไร ๆ มันดูอึดอัดเมื่อนึกถึงคำพูดของรินก่อนหน้านี้นานแล้ว
“วันนี้เราคุยกันแค่นี้ก่อนนะนิว เราคุยกันนานไปแล้ว กลัวมีใครสังเกตเห็น” รินพูด
ผมนึกคำพูดของเธอที่บอกว่าสามีเธอเป็นผู้มีอิทธิพล คงจะจริงของริน และเราก็คุยกันมากเกินกว่าที่ผู้จัดการโรงแรมจะมายืนคุยกับลูกค้าตรงนี้ ผมคงทำได้แต่เดินถอยออกมา
“ถ้าเป็นไปได้ รินอาจจะโน้มน้าวให้เขาพักต่อที่นี่อีกคืน เผื่อว่าคืนพรุ่งนี้พ่อลูกเค้าอยากออกไปเที่ยวข้างนอกอีก รินอาจจะมาคุยกับนิวได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่กี่นาที แต่นั่นคงจะมีความหมายกับรินมากเลย”
ผมได้ยินดังนั้นทำให้ใจที่ห่อเหี่ยวก่อนหน้านี้กลับมาชื่นบานได้อีกครั้ง ผมเดินออกมาด้วยรอยยิ้ม
คืนนี้ผมเลิกงานด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา การชินชาเมื่อเลิกงานกลับคอนโดเพื่อไปพบกับความเงียบเหงาเดียวดาย กับคืนนี้ที่ความเงียบเหงายังคงอยู่ แต่มีความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ดูริบหรี่เพียงแค่อาจจะได้ยืนคุยกับคนรักเก่าสั้น ๆ ไม่กี่ประโยค ผมไม่แน่ใจว่าคืนนี้กับเมื่อคืน อันไหนโหดร้ายกว่ากัน
ผมย้ายที่ทำงาน จึงมาหาผ่อนคอนโดใหม่ ส่วนที่เก่าก็ปล่อยเช่า เงินเดือนผมก็เฉียดแสน รถยนต์ที่ขับไม่ใช่รถยุโรปแต่ก็เป็นรุ่นท๊อป ไม่มีหนี้สินที่ผ่อนชำระไม่ได้ เพื่อนฝูงก็พอมีบ้าง มีโอกาสไปเที่ยวหลายที่ ไปต่างประเทศก็บ่อย แต่ทำไมผมรู้สึกว่าไม่เคยสัมผัสกับความสุขจริง ๆ เลยสักครั้งเดียว
หรือว่าในรอบหลายปีมานี้ผมยังคิดถึงเธอ ไม่สามารถเลิกคิดถึงเธอได้เลย มีผู้หญิงเข้ามาหาผมมากมายแต่ผมก็อยู่กับใครได้ไม่นาน เพราะในส่วนลึกแล้วผมรู้สึกผิดกับอะไรบางอย่าง จะรู้สึกผิดต่อเธอหรือ
ผมคิดทบทวนอยู่นาน บางทีตำตอบอาจจะไม่ใช่ ในครั้งที่ผมและเด็กสบตากัน มันเหมือนมีสายใยสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นเกาะเกี่ยวเราไว้ สายตาเด็กน้อยที่อ่อนโยนไร้ความหวาดระแวงคู่นั้นที่มองมาที่ผม ทำให้หัวใจของผมที่เคยด้านชามาอย่างยาวนานกลับมาอ่อนไหวอีกครั้ง
รินเคยพูดไว้ว่า
ไม่มีใครรู้หรอกว่าพ่อที่แท้จริงของเขาเป็นใคร น้องใหม่หน้าตาเหมือนรินมากจึงไม่มีใครสงสัย รินเท่านั้นที่รู้ว่าน้องใหม่มีส่วนคล้ายคุณ
ผมตัวชา นั่นคือลูกชายของผม เลือดเนื้อเชื้อไขของผมเอง ผมร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว
เช้านี้ผมเริ่มงานเหมือนวันปกติทั่วไป งานหนักบางทีก็มีประโยชน์ตรงที่มันทำให้เราลืม ๆ อะไรไปได้บ้าง ผมพยายามที่จะไม่ใส่ใจมองหาเธอ ไม่พยายามอยากรู้ว่าเธอจะไปไหน สำหรับวันนี้คงทำได้เพียงได้แต่หวังว่าจะได้พบเธอ
อย่างน้อยคืนนี้รินยังพักต่อที่นีอีกคืน
ในช่วงที่งานน้อย สมองผมกลับมาคิดเรื่องรินอีกครั้ง ผมแอบคิดละเมอเพ้อพกไปเองว่าจะได้ใช้ชีวิตกับเธอ ได้ทำงานกลับมาที่บ้านและพบว่ารินทำอาหารไว้รอแล้ว รถรับส่งนักเรียนจอดหน้าบ้าน ก่อนที่ใหม่ลูกของเราสองคนจะวิ่งมาสวัสดีพ่อแม่ อาหารถูกเตรียมไว้แล้ว พวกเราสามคนนั่งล้อมวง ผมตักอาหารให้ลูกของผม และไม่ลืมที่จะตักให้ภรรยาด้วย
ผมกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเมื่องานเข้า แต่รอยยิ้มจากความคิดก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ และค่อย ๆ จางลงเมื่อผมคิดถึงความเป็นไปได้
ความปารถนาลึก ๆ ที่ดูเป็นไปไม่ได้นั้นทำให้ผมมีความคิดอะไรบ้า ๆ และเมื่อมีเวลาว่างนาน ๆ ผมกลับมาที่โต๊ะทำงาน หยิบกระดาษโน๊ตแผ่นขนาดพอดีขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่างลงไป ผมคิดว่าความกล้าบ้าบิ่นอาจจะทำให้ผมส่งข้อความนี้ให้เธอได้ ผมอาจจะเสียใจกับการกระทำนี้ หรือไม่แน่ ผมอาจจะเสียใจกับการไม่ทำอะไรเลยก็ได้
หัวค่ำในห้องอาหารรินและครอบครัวนั่งอยู่ในนั้น อาหารถูกนำมาวางไว้ที่โต๊ะ หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ ใจหนึ่งลังเลใจหนึ่งมีความหวังให้เธอเรียกผมไปเมื่อเธออยู่คนเดียว ผมลูบมือไปที่กระเป๋ากางเกงเพื่อเช็คว่ากระดาษข้อความอยู่ในนั่นหรือไม่ และเช็คความมั่นใจว่าผมจะส่งข้อความนี้ให้เธอดีหรือเปล่า หากกระดาษนี้ถูกส่งให้เธอ อย่างน้อยที่สุด ชีวิตของผมจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สามีและเด็กคงจะกินอาหารและเดินขึ้นห้องไป ผมคงจะมีเวลาไม่ถึงนาทีที่จะเข้าไปหาเธอและได้คุยกัน
“วันนี้รสชาติอาหารเป็นอย่างไรบ้างครับ” ผมเอ่ยพูดก่อน
“อาหารอร่อยค่ะ” รินพูดสั้น ๆ และเตรียมตัวรวบช้อนส้อม เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า
ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าต้องรีบตัดสินใจ หัวใจเต้นแรงเพราะไม่มีเวลาแล้ว ผมหยิบกระดาษที่มีข้อความถือไว้ในมือและทำทีเป็นเก็บจานอาหารของเธอ กระดาษแผ่นเล็กถูกวางไว้ตรงหน้าริน เธอยิ้มและเก็บกระดาษนั้นไปและลุกออกจากห้องอาหารทันที
ผมนึกถึงข้อความในกระดาษนั้นว่า ผมจะรอเธอ ผมจะไปรอที่รีสอร์ท ระนอง รีสอร์ทที่เป็นความทรงจำตลอดหลายปีมานี้ของผม
ความจริงผมรู้ตัวดีอยู่แล้วว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่เธอจะไปเจอผมได้ แต่สิ่งนี้มันมีความหมายที่มันยังคงต่อลมหายใจแห่งความหวังได้อักสักนิดก็ยังดี ผมรีบเดินหนีออกมาอย่างไม่ทันให้เธอได้กล่าวคำอำลาใด ๆ เพราะผมกลัวว่าคำพูดจากปากเธอนั้นจะเป็นคำตอบที่บอกว่า ‘ไม่’