เมืองโลโคเทีย และอีกสิบหัวเมืองใหญ่ ทั่วแผ่นดินแอตแลนติส...
หลังจากผ่านพ้นศึกครั้งใหญ่สุดและอยู่รอดปลอดภัยจากการรุกรานของพวกอสูรต่างพิภพผู้มาจากดาวไซเมนนัส โดยความช่วยเหลือจากสามเทพชาวอาโนมูอาผู้มาจากแอนโดรเมด้ากาแล็กซี่ ยานบินของชาวเนโอโซรอส และยานแม่จากกองกำลังสหประชาดาราจักร ทำให้พวกไซเมนนัสยอมเดินทางออกจากโลกและต้องตามยานแม่จากกองกำลังสหประชาดาราจักรไปที่ดาวสมาพันธ์ทวิภาคีแห่งสองดาราจักรซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองกาแล็กซี่ เพื่อรอการพิจารณาลงโทษจากศาลแห่งสมาพันธ์ต่อไปนั้น ความสุขและบันเทิงเริงรมณ์ จึงเป็นสิ่งที่ชนชาวโลกบนแผ่นดินแอตแลนติสได้ตักตวงกันทั่วบ้านทั่วเมือง ตั้งแต่หัวค่ำกันเลยทีเดียว
เฉพาะกลางเมืองโลโคเทีย มีการจัดงานเลี้ยงกันกลางแจ้งเพื่อรองรับผู้คนอย่างเต็มที่ บรรดาสาวๆ ผู้ถูกลักพาตัวและได้รับความช่วยเหลือพากลับมาทั้งหมดต่างก็ยังไม่รีบกลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดของตน ขออยู่ร่วมงานเลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกนางเสียก่อน ซึ่งอันที่จริงไม่จำเป็นต้องร้องขอ เจ้าเมืองอย่างอิบิคัสและเซบาสเต็นผู้สหายก็ยินดีเลี้ยงอยู่แล้ว อย่าว่าแต่พวกนางเพียงแค่ร้อยกว่าคนเลย จะเลี้ยงคนทั้งเมืองด้วยซ้ำ จักรพรรดิเนรอสเองก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารเครื่องดื่มและอื่นๆ สำหรับงานเลี้ยงทั่วแผ่นดินโดยไม่อั้น และจะจัดงานเลี้ยงครั้งมโหฬารนี้ไปถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน และจักรพรรดิยังจะทรงถือโอกาสคัดเลือกบรรดาสาวบริสุทธิ์ 30 นางซึ่งเกือบจะถูกพวกอสูรชาวไซเมนนัสฉีดเชื้อผสมพันธุ์แต่รอดมาได้เอาไว้เป็นนางสนมชุดใหม่อีกด้วย สร้างความตื่นเต้นแก่พวกนางอย่างล้นเหลือ ก่อนจะถึงวันอภิเษกสมรสและสถาปนาพระสนมเอกเซฟิย่าขึ้นเป็นจักรพรรดินีในวันที่เจ็ด
โต๊ะอาหารจำนวนนับหมื่นที่ เรียงรายเป็นแถวๆ นับร้อยแถว อาหารเครื่องดื่มถูกนำมาเสริฟตลอดเวลาไม่ขาดสาย ทั้งประกอบด้วยมหรสพ ดนตรี การขับร้อง การละเล่น สารพัดอย่าง ถูกจัดไว้อย่างอภิมโหฬาร
ในบรรดาโต๊ะเหล่านั้น มีหนึ่งโต๊ะใหญ่ซึ่งจัดเป็นโต๊ะ VIP อันมีแต่บุคคลสำคัญร่วมโต๊ะสังสรรค์กัน ไล่ตั้งแต่หัวโต๊ะคือจักรพรรดิเนรอส ทางซ้ายของพระองค์คือพระสนมเอกเซฟิย่าพร้อมด้วยสองสาวใช้ผู้ใกล้ชิดคือลิลลี่และโรซ่า ต่อด้วยบิดามารดาของเซฟิย่าคือเฮโรดัสหัวหน้าตุลาการศาลทวีปและท่านผู้หญิงเซบิน่า พ่วงท้ายด้วยฟิลิปเป้และเซฟิน่าผู้เป็นลูกชายและลูกสาวคนเล็ก ส่วนทางขวาของจักรพรรดิเริ่มจากอิบิคัสเจ้าเมืองและเซบาสเต็นผู้สหาย ถัดจากเขาก็เป็นผู้เฒ่าไดโอเซนัสและแม่หมอฟรีด้า มีไดรฟัสต่อท้าย จากนั้นจึงเป็นชาวคณะ THE FUGITIVE ตั้งต้นจากกัปตันวันชนะและครอบครัวซึ่งประกอบด้วย เอ็มม่า แอนนา และเด็กชายแจ๊ค ถัดไปคือสถาพรและเอวา ต่อด้วยออเรร่า ลาลูน่า และสามหนุ่มอาข่าซึ่งแน่นอนว่าคนแรกคือบรรจงนั่งเคียงข้างสาวดาบวงพระจันทร์ แล้วจึงเป็นอาบือ อาเจอะ ตามด้วยสามีภรรยาคือ หนุ่มแซมกับสาวจอย มหาเอกกับรัชนกและรัชนี แอนดี้กับสาวเล็ก ต่อด้วย ยูไล เกลเลอร์ ซึ่งโต๊ะนั้นเวียนมาบรรจบกับโต๊ะของเซฟิน่าพอดี
โต๊ะที่นั่งทางฝั่งชาวคณะของกัปตัน อยู่ตรงกันข้ามกับฝั่งของจักรพรรดิเนรอส ดังนั้นสองหนุ่มอาข่า อาบือและอาเจอะ จึงได้โอกาสเผชิญหน้าและส่งยิ้มบ้าง เหล่บ้าง กับสองสาวลิลลี่และโรซ่าได้อย่างถนัด! ช่วงแรกๆ ก็ไม่มีใครสังเกต แต่หลังจากดื่มกินกันไปนานเป็นชั่วโมงๆ สองหนุ่มอาข่าก็เริ่มออกอาการ "ตาหวาน" มากขึ้น ส่วนลิลลี่และโรซ่าพอเห็นเข้าก็แอบยิ้มบ้าง ยิ้มอย่างเปิดเผยบ้าง แกล้งทำปั้นปึ่งใส่บ้าง จนเซฟิย่าสังเกตเห็น จึงเปรยๆ ขึ้นมาและยิ้ม
"เอ...ดูท่าทาง สาวใช้ของข้า คงต้องลาออกจากตำหนักในอีกไม่ช้าเสียละกระมัง ?"
"หืมม...เจ้าหมายถึง ลิลลี่ และโรซ่าหรือ ? ทำไมกันเล่า ?" จักรพรรดิเนรอสทรงหันพระพักตรมาและแสร้งตรัสถาม แอบยิ้ม พระองค์เองก็ทรงมองออกอยู่
"อาจจะมีสหายบางคนของท่านวันชนะ มาข้องเกี่ยวด้วย ก็เป็นได้นะเพคะ ฝ่าบาท"
"ถ้าอย่างนั้น ก็ดีน่ะซี่..." เนรอสตรัสพลางชำเลืองมองสองสาว สลับกับสองหนุ่มอาข่าฝั่งตรงข้าม
"ดีอย่างไรหรือเพคะ ฝ่าบาท ?"
"อ้าว...เซฟิย่า เจ้าไม่รู้หรือ เหล่าสนมทั่วไป ที่มิใช่สนมเอกหรือสนมรอง จะสามารถเป็นไทได้ทันที หากมีคนมารักนาง และนางก็รักตอบ หากมีกรณีเช่นนั้นเกิดขึ้น ให้ทั้งชายและหญิงมาขอเข้าเฝ้าข้า ข้าจะจัดพิธีแต่งงานให้เลย!"
"หาาา.." อาบือและอาเจอะอุทานออกมาพร้อมกัน แล้วต่างพากันยิ้มกรุ้มกริ่มมองมายังสองสาว
ลิลลี่สบตากับอาบือแล้วทำหน้าบึ้ง ส่วนโรซ่าตวาดใส่อาเจอะเบาๆ
"ส่งเสียงดังอะไรกัน!"
สองหนุ่มหัวเราะแหะๆ จักรพรรดิเห็นดังนั้นจึงรีบส่งเสริม
"อืม...ดูท่าทาง เหมาะสมกันดีเสียด้วย!"
"ฝ่าบาทเพคะ!" สองสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
"อะไรกันเล่า ?" จักรพรรดิตรัสถามและอมยิ้ม
"เหมาะสม...อะไรเพคะ ? ใครเหมาะสมกับใคร ?" โรซ่าทูลถาม
"เอ้า! ก็เจ้าสองคน กับบุรุษผู้สหายสองท่านนั้นไง!" ตรัสพลางทอดพระเนตรไปทางสองหนุ่ม
"ฝ่าบาทก็...ตรัสไปไกลเรื่อยเปื่อยแล้วเพคะ! พวกเรายังไม่เคยพูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ!" ลิลลี่กราบทูลต่อจักรพรรดิแล้วหันมาทำหน้าย่นใส่อาบือ
"อย่างนั้นหรือ ? ถ้าเช่นนั้น ก็จงพูดคุยกันเสียเถิด!" เนรอสตรัสยิ้มๆ แล้วทรงดีดนิ้วพระหัตถ์ ตรัสร้องเรียก "ทหาร!"
"พระเจ้าข้า!" ทหารราชองครักษ์รักษาพระองค์สองนายขานรับแล้วก้าวเดินมาหยุดยืนถวายความเคารพเบื้องหน้า
"จัดโต๊ะพิเศษหนึ่งที่ เก้าอี้สี่ตัว พร้อมสุราอาหารกับแกล้ม ให้ลิลลี่และโรซ่าไปนั่งสนทนา และปรนนิบัติสหายสองท่านนั้น!" ตรัสพลางชี้นิ้วพระหัตถ์ไปที่สองหนุ่มอาข่า
"อะไรนะเพคะ!" ลิลลี่ร้องเสียงดังอย่างไม่อยากเชื่อ
"อ๊ายย! ฝ่าบาท ไฉนทรงรับสั่งเช่นนี้!!" โรซ่าก็อดกรี๊ดไม่ได้
"เอาน่า...ทำความรู้จัก สนิทสนมกันเข้าไว้! ข้าหวังดีต่อพวกเจ้านะ" เนรอสตรัสด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน
"ฝ่าบาททรงมีน้ำพระทัยแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงรับน้ำพระทัยของฝ่าบาทไว้เถิด ลิลลี่ โรซ่า" เซฟิย่าช่วยพูดยุยงส่งเสริมอีกคน
สองสาวแสดงอาการอิดเอื้อนหน่อยหนึ่ง แล้วจึงทูลตอบรับ "เพคะ ฝ่าบาท"
"ฮ่าๆๆ" อาบือหัวเราะกับอาเจอะเบาๆ แล้วพ่นสำนวนจีน "ไล่หามา เย่าชือเทียนเอ๋อโยร่วลา!"
(คางคกกำลังจะได้กินเนื้อห่านฟ้าละโว้ย!)
"ไอ้..ย่ะ! เจี๊ยงนี้มาปี!"
( เฮ้ย..พูดบ้าไรไอ้ Mother Fu*ker!)
"เจ้าสองคนน่ะ...ชื่ออะไรกันบ้างนะ ?" จักรพรรดิหันมาถาม
"อ่า...ข้าพะโอง......อาบือ พะยะค่ะ!"
"่ส่วน...ข้าพะโอง...อาเจอะ พะยะค่ะ!"
สองหนุ่มอาข่าผลัดกันตอบ จักรพรรดิเนรอสทรงสดับแล้วยิ้ม ก่อนจะตรัสบอกพวกเขา
"ชื่อของเจ้าสองคนฟังดูแปลก สำเนียงไม่เพราะ ข้าจะตั้งชื่อให้ใหม่ เอาไหม ?"
"เอาๆๆ ขอรับ! เอ๊ย พะยะค่ะ!!' อาบือรีบตอบรับทันที
"อืม...ถ้าอย่างนั้น ข้าให้เจ้ามีนามว่า
ทอรัส ก็แล้วกัน! ส่วนเจ้า..." หันมาทางอาเจอะ "เจ้าจงมีนามว่า
อาชา ตราบใดที่ยังอยู่ที่นี่ เมื่อใช้ภาษาของพวกเราชาวแอตแลนติส เจ้าทั้งสอง จงใช้นามดังที่ข้าตั้งให้นี้เถิด"
"ขอบพระทัย พะยะค่ะ!" สองหนุ่มลุกขึ้นโค้งถวายคำนับพร้อมกัน
"โต๊ะที่ใหม่ พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม จัดเรียบร้อยแล้วพระเจ้าข้า" ทหารราชองครักษ์นายหนึ่งกลับมาทูลบอก
"ดีมาก!" เนรอสตรัสตอบ แล้วทรงหันไปกระตุ้นเตือนหนุ่มสาวทั้งสองคู่ "เอาละ! ลิลลี่ โรซ่า ทอรัส และอาชา พวกเจ้าย้ายไปนั่งคุยกันที่โต๊ะใหม่เถอะนะ"
"ขอบพระทัยพะยะค่ะ/เพคะ ฝ่าบาท" หนุ่มสาวทั้งสี่ลุกขึ้นถวายความเคารพกราบทูลตอบพร้อมกัน ก่อนจะเดินออกจากวงสนทนาใหญ่ตามทหารราชองครักษ์นายนั้นไปยังโต๊ะพิเศษที่องค์จักรพรรดิรับสั่งให้จัดให้เป็นการพิเศษนั้น
แรกเริ่มแห่งการพูดคุยกันระหว่างทั้งสองคู่ ดำเนินไปอย่างเก้อเขินกันทั้งชายและหญิง เพราะต่างฝ่ายต่างนึกไม่ถึงว่าจะได้รับพระราชทานการ "จัดพิเศษ" โดยพระบัญชาแห่งองค์จักรพรรดิเช่นนี้ แต่ด้วยความที่ฝ่ายหญิงนั้นนอกจากรับพระดำรัสให้มาพูดคุยด้วยแล้ว ยังรับพระดำรัสสั่งให้ "ปรนนิบัติ" สองหนุ่มอาข่าอีกด้วย
ซึ่งคำว่า "ปรนนิบัติ" ของจักรพรรดินั้นสามารถตีความได้กว้างไกลและหลากหลาย! เบื้องต้นที่สุดก็คือ ทำหน้าที่เป็น "สาวเสริฟ" ทีแรกฝ่ายชายนั่งอยู่คนละด้านกับฝ่ายหญิง หันหน้าเข้าหากัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป จนลิลลี่และโรซ่าพอจะรู้และจับทางได้แล้วว่าอาบือและอาเจอะมีรสนิยมในการกินการดื่มอย่างไร กับทั้งเริ่มคุยกันถูกคอแล้ว ทั้งสี่คนจึงแยกกันจับคู่โดยคู่หนึ่งนั่งใกล้ชิดกันทางด้านหนึ่งของโต๊ะอาหารไปเลย เพื่อจะได้เสริฟสุราอาหารได้ถนัด นานเข้าถึงกับมีการป้อนกันเลยทีเดียว!
"ข้าชอบสำเนียงการพูดของพวกเจ้านะ" ลิลลี่กล่าวในช่วงหนึ่งของการสนทนา
"ใช่ๆ ข้าก็เหมือนกัน" โรซ่ากล่าวเห็นด้วยกับเพื่อน
"อ่า...มัง..ม่ายชัก ใช่มั้ย ฮ่าๆๆ" อาบือลองถามแล้วหัวเราะ
"ก็ใช่น่ะสิ! ฟังแล้วตลกดี!" ลิลลี่ตอบขณะกำลังรินเหล้าองุ่นเพิ่มให้เขา
"เวลาที่พวกเจ้าพูดภาษาของตัวเอง พวกเจ้าก็พูดแบบนี้หรือเปล่า ?" โรซ่าถามยิ้มๆ
"อ่า...พั่วเรา มีสองสามภาษา ภาษาหลาก คืออาข่า เป็งภาษามาจากพ่อ จากแม่เลย"
"ภาษาชาวเขาน่ะ" อาเจอะกล่าวเสริม "ภาษาชาวเขา พูกล่าย ชักที่สุก! ม่ายมีเพี้ยง ม่ายมีฟังแล้วตาหลก!"
"แล้วก็มี ภาษาจีง...จีงฮ่อ ก็พูกล่าย ค่องข้างชัก สุกท้าย ภาษาไทย ยังม่ายค่อยชัก" อาบือกล่าวต่อ
"ตั้งสามภาษา!" โรซ่ากล่าวแทรก "ตอนนี้ มาอยู่ที่นี่ เรียนพูดภาษาชาวแอตแลนติสอีก ไม่เพี้ยนก็แปลกแหละ!"
"นี่ๆ พวกเจ้ารู้ความหมายของชื่อใหม่ ที่จักรพรรดิทรงตั้งให้พวกเจ้าไหม ?" ลิลลี่เปลี่ยนเรื่องถาม
"แฮ่ะๆ ม่ายรู้จ้า" อาเจอะตอบตามตรง ส่วนอาบือก็ส่ายหน้าแล้วถาม "แปลว่า อะไรมั่งอ่า ?"
"ผลัดกันเฉลยก็แล้วกันนะ" ลิลลี่เริ่มก่อน ทุกคนพยักหน้า
"เจ้าบือ! ชื่อใหม่ของเจ้าคือ
ทอรัส แปลว่า
วัว หรือ
กระทิง!"
"โอ้!! ชอบๆๆ แข็งแรงๆ !" พูดจบทำท่าเบ่งกล้ามโชว์ อาเจอะยิ้ม สองสาวหัวเราะ ก่อนคนเฉลยจะแซว
"
จะแข็งแรง...ซักแค่ไหนกันนี่ ? ชักอยากรู้ซะแล้ว!"
"ฮ่ายย...ย่ะ!
ของยังงี้ มังต้องพิสูกกก" อาบือหรือ "ทอรัส" กล่าวยิ้มๆ
"รู้จักลิลลี่น้อยไปซะแล้ว ทอรัส! นาง 'รีดพิษ' ของเจ้าจดหมดตัวได้เลยจะบอกให้!" โรซ่ากล่าวแล้วยิ้มร่า
"ฮ่าๆ อาบือ หรือทอรัส ม่ายกัว สู้ตาย!" ตอบแล้วชูสองนิ้ว ทำหน้าตาทะเล้นปนหื่น
"แล้ว ชื่อ
อาชา ของข้าล่ะจ๊ะ ?" อาเจอะถามเพื่อตัวเองบ้าง
"อ๋อ...อาชา ก็คือ
ม้า! ม้าพันธุ์ดีด้วยนะ เป็นม้าแข่งก็ได้ ออกศึกก็ได้!" โรซ่าเฉลย
"โอ้ว! อันนี้ แข็งแรงๆ ไม่แพ้ทอรัสแน่นอง!" พูดจบยกหัวแม่มือขึ้นยอตัวเอง
"เจอโรซ่าขย่มเมื่อไร ซี่โครงบานแน่ อาชาเอ๊ย!" ลิลลี่พูดพลางหัวเราะ
"อ๋ายยย..
มังก็ต้องพิสูกก...เหมืองกังน่อ!" ว่าแล้ว "อาชา" ก็ยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกกรึ๊บ
ยิ่งพูดคุยกันนานเข้าก็ยิ่งถูกคอ สนิทสนมกันมากขึ้นทุกที สมาชิกชาวคณะ THE FUGITIVE หลายคนเห็นทั้งสองคู่คุยกันกระหนุงกระหนิงแล้วยิ้มไปตามๆ กัน
อีกช่วงหนึ่งของการสนทนา สองหนุ่มอาข่าเริ่มเมามาย จึงถูกคำถาม
"เจาะใจ" จากสองสาว
"ทอรัส...อาชา!" โรซ่าเอ่ยขึ้นก่อน
"หืมม...ว่าไงจ๊ะ ?" อาบือเอ่ยตอบ ส่วนอาเจอะทำตาปรือ
"พวกเจ้า...ชอบเราสองคน จริงหรือ ?" ลิลลี่ถามแล้วจ้องตาอาบือเขม็ง ส่วนโรซ่าเอามือหยิกแก้มอาเจอะทีหนึ่งเพื่อให้ตาสว่าง!
"ใช่เลย!" อาบือผงกหัวตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด "ใช่...ข้าชอบเจ้า ลิลลี่!"
"อ่า..และข้า ก็ชอบเจ้า โรซ่า!" อาเจอะรีบตอบตามมาติดๆ
"แต่ว่า...พวกเรา มิใช่สาวบริสุทธิ์นะ! เราสองคนได้เป็นนางสนมของจักรพรรดิมาแล้ว เคยถวายตัวแด่พระองค์มาแล้ว" โรซ่าพูดด้วยเสียงกระซิบเพราะไม่ต้องการให้คนที่โต๊ะใหญ่ได้ยิน
"ใช่! นางสนมทุกคนในวัง ล้วนเคย 'รับใช้' องค์จักรพรรดิมาแล้วทั้งนั้น!" ลิลลี่กล่าวต่อจากเพื่อน
"และพวกเจ้าได้ยินองค์จักรพรรดิตรัสกับพระสนมเอกเซฟิย่าไหม ?" โรซ่ากล่าวต่อไป
"..พระองค์ตรัสว่า ข้ากับลิลลี่ สามารถเป็นไทได้ทันที หากมีคนมารักเรา และเราก็รักเขา แล้วพากันไปขอเข้าเฝ้า พระองค์จะทรงจัดพิธีแต่งงานให้"
(มีต่อครับ) ^^
💫🕛💫🚀 แดนศิวิไลซ์ ( หลงกาล ภาค 2 ) ตอนที่ 62 🚀💫🕛💫
หลังจากผ่านพ้นศึกครั้งใหญ่สุดและอยู่รอดปลอดภัยจากการรุกรานของพวกอสูรต่างพิภพผู้มาจากดาวไซเมนนัส โดยความช่วยเหลือจากสามเทพชาวอาโนมูอาผู้มาจากแอนโดรเมด้ากาแล็กซี่ ยานบินของชาวเนโอโซรอส และยานแม่จากกองกำลังสหประชาดาราจักร ทำให้พวกไซเมนนัสยอมเดินทางออกจากโลกและต้องตามยานแม่จากกองกำลังสหประชาดาราจักรไปที่ดาวสมาพันธ์ทวิภาคีแห่งสองดาราจักรซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองกาแล็กซี่ เพื่อรอการพิจารณาลงโทษจากศาลแห่งสมาพันธ์ต่อไปนั้น ความสุขและบันเทิงเริงรมณ์ จึงเป็นสิ่งที่ชนชาวโลกบนแผ่นดินแอตแลนติสได้ตักตวงกันทั่วบ้านทั่วเมือง ตั้งแต่หัวค่ำกันเลยทีเดียว
เฉพาะกลางเมืองโลโคเทีย มีการจัดงานเลี้ยงกันกลางแจ้งเพื่อรองรับผู้คนอย่างเต็มที่ บรรดาสาวๆ ผู้ถูกลักพาตัวและได้รับความช่วยเหลือพากลับมาทั้งหมดต่างก็ยังไม่รีบกลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดของตน ขออยู่ร่วมงานเลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกนางเสียก่อน ซึ่งอันที่จริงไม่จำเป็นต้องร้องขอ เจ้าเมืองอย่างอิบิคัสและเซบาสเต็นผู้สหายก็ยินดีเลี้ยงอยู่แล้ว อย่าว่าแต่พวกนางเพียงแค่ร้อยกว่าคนเลย จะเลี้ยงคนทั้งเมืองด้วยซ้ำ จักรพรรดิเนรอสเองก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารเครื่องดื่มและอื่นๆ สำหรับงานเลี้ยงทั่วแผ่นดินโดยไม่อั้น และจะจัดงานเลี้ยงครั้งมโหฬารนี้ไปถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน และจักรพรรดิยังจะทรงถือโอกาสคัดเลือกบรรดาสาวบริสุทธิ์ 30 นางซึ่งเกือบจะถูกพวกอสูรชาวไซเมนนัสฉีดเชื้อผสมพันธุ์แต่รอดมาได้เอาไว้เป็นนางสนมชุดใหม่อีกด้วย สร้างความตื่นเต้นแก่พวกนางอย่างล้นเหลือ ก่อนจะถึงวันอภิเษกสมรสและสถาปนาพระสนมเอกเซฟิย่าขึ้นเป็นจักรพรรดินีในวันที่เจ็ด
โต๊ะอาหารจำนวนนับหมื่นที่ เรียงรายเป็นแถวๆ นับร้อยแถว อาหารเครื่องดื่มถูกนำมาเสริฟตลอดเวลาไม่ขาดสาย ทั้งประกอบด้วยมหรสพ ดนตรี การขับร้อง การละเล่น สารพัดอย่าง ถูกจัดไว้อย่างอภิมโหฬาร
ในบรรดาโต๊ะเหล่านั้น มีหนึ่งโต๊ะใหญ่ซึ่งจัดเป็นโต๊ะ VIP อันมีแต่บุคคลสำคัญร่วมโต๊ะสังสรรค์กัน ไล่ตั้งแต่หัวโต๊ะคือจักรพรรดิเนรอส ทางซ้ายของพระองค์คือพระสนมเอกเซฟิย่าพร้อมด้วยสองสาวใช้ผู้ใกล้ชิดคือลิลลี่และโรซ่า ต่อด้วยบิดามารดาของเซฟิย่าคือเฮโรดัสหัวหน้าตุลาการศาลทวีปและท่านผู้หญิงเซบิน่า พ่วงท้ายด้วยฟิลิปเป้และเซฟิน่าผู้เป็นลูกชายและลูกสาวคนเล็ก ส่วนทางขวาของจักรพรรดิเริ่มจากอิบิคัสเจ้าเมืองและเซบาสเต็นผู้สหาย ถัดจากเขาก็เป็นผู้เฒ่าไดโอเซนัสและแม่หมอฟรีด้า มีไดรฟัสต่อท้าย จากนั้นจึงเป็นชาวคณะ THE FUGITIVE ตั้งต้นจากกัปตันวันชนะและครอบครัวซึ่งประกอบด้วย เอ็มม่า แอนนา และเด็กชายแจ๊ค ถัดไปคือสถาพรและเอวา ต่อด้วยออเรร่า ลาลูน่า และสามหนุ่มอาข่าซึ่งแน่นอนว่าคนแรกคือบรรจงนั่งเคียงข้างสาวดาบวงพระจันทร์ แล้วจึงเป็นอาบือ อาเจอะ ตามด้วยสามีภรรยาคือ หนุ่มแซมกับสาวจอย มหาเอกกับรัชนกและรัชนี แอนดี้กับสาวเล็ก ต่อด้วย ยูไล เกลเลอร์ ซึ่งโต๊ะนั้นเวียนมาบรรจบกับโต๊ะของเซฟิน่าพอดี
โต๊ะที่นั่งทางฝั่งชาวคณะของกัปตัน อยู่ตรงกันข้ามกับฝั่งของจักรพรรดิเนรอส ดังนั้นสองหนุ่มอาข่า อาบือและอาเจอะ จึงได้โอกาสเผชิญหน้าและส่งยิ้มบ้าง เหล่บ้าง กับสองสาวลิลลี่และโรซ่าได้อย่างถนัด! ช่วงแรกๆ ก็ไม่มีใครสังเกต แต่หลังจากดื่มกินกันไปนานเป็นชั่วโมงๆ สองหนุ่มอาข่าก็เริ่มออกอาการ "ตาหวาน" มากขึ้น ส่วนลิลลี่และโรซ่าพอเห็นเข้าก็แอบยิ้มบ้าง ยิ้มอย่างเปิดเผยบ้าง แกล้งทำปั้นปึ่งใส่บ้าง จนเซฟิย่าสังเกตเห็น จึงเปรยๆ ขึ้นมาและยิ้ม
"เอ...ดูท่าทาง สาวใช้ของข้า คงต้องลาออกจากตำหนักในอีกไม่ช้าเสียละกระมัง ?"
"หืมม...เจ้าหมายถึง ลิลลี่ และโรซ่าหรือ ? ทำไมกันเล่า ?" จักรพรรดิเนรอสทรงหันพระพักตรมาและแสร้งตรัสถาม แอบยิ้ม พระองค์เองก็ทรงมองออกอยู่
"อาจจะมีสหายบางคนของท่านวันชนะ มาข้องเกี่ยวด้วย ก็เป็นได้นะเพคะ ฝ่าบาท"
"ถ้าอย่างนั้น ก็ดีน่ะซี่..." เนรอสตรัสพลางชำเลืองมองสองสาว สลับกับสองหนุ่มอาข่าฝั่งตรงข้าม
"ดีอย่างไรหรือเพคะ ฝ่าบาท ?"
"อ้าว...เซฟิย่า เจ้าไม่รู้หรือ เหล่าสนมทั่วไป ที่มิใช่สนมเอกหรือสนมรอง จะสามารถเป็นไทได้ทันที หากมีคนมารักนาง และนางก็รักตอบ หากมีกรณีเช่นนั้นเกิดขึ้น ให้ทั้งชายและหญิงมาขอเข้าเฝ้าข้า ข้าจะจัดพิธีแต่งงานให้เลย!"
"หาาา.." อาบือและอาเจอะอุทานออกมาพร้อมกัน แล้วต่างพากันยิ้มกรุ้มกริ่มมองมายังสองสาว
ลิลลี่สบตากับอาบือแล้วทำหน้าบึ้ง ส่วนโรซ่าตวาดใส่อาเจอะเบาๆ
"ส่งเสียงดังอะไรกัน!"
สองหนุ่มหัวเราะแหะๆ จักรพรรดิเห็นดังนั้นจึงรีบส่งเสริม
"อืม...ดูท่าทาง เหมาะสมกันดีเสียด้วย!"
"ฝ่าบาทเพคะ!" สองสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
"อะไรกันเล่า ?" จักรพรรดิตรัสถามและอมยิ้ม
"เหมาะสม...อะไรเพคะ ? ใครเหมาะสมกับใคร ?" โรซ่าทูลถาม
"เอ้า! ก็เจ้าสองคน กับบุรุษผู้สหายสองท่านนั้นไง!" ตรัสพลางทอดพระเนตรไปทางสองหนุ่ม
"ฝ่าบาทก็...ตรัสไปไกลเรื่อยเปื่อยแล้วเพคะ! พวกเรายังไม่เคยพูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ!" ลิลลี่กราบทูลต่อจักรพรรดิแล้วหันมาทำหน้าย่นใส่อาบือ
"อย่างนั้นหรือ ? ถ้าเช่นนั้น ก็จงพูดคุยกันเสียเถิด!" เนรอสตรัสยิ้มๆ แล้วทรงดีดนิ้วพระหัตถ์ ตรัสร้องเรียก "ทหาร!"
"พระเจ้าข้า!" ทหารราชองครักษ์รักษาพระองค์สองนายขานรับแล้วก้าวเดินมาหยุดยืนถวายความเคารพเบื้องหน้า
"จัดโต๊ะพิเศษหนึ่งที่ เก้าอี้สี่ตัว พร้อมสุราอาหารกับแกล้ม ให้ลิลลี่และโรซ่าไปนั่งสนทนา และปรนนิบัติสหายสองท่านนั้น!" ตรัสพลางชี้นิ้วพระหัตถ์ไปที่สองหนุ่มอาข่า
"อะไรนะเพคะ!" ลิลลี่ร้องเสียงดังอย่างไม่อยากเชื่อ
"อ๊ายย! ฝ่าบาท ไฉนทรงรับสั่งเช่นนี้!!" โรซ่าก็อดกรี๊ดไม่ได้
"เอาน่า...ทำความรู้จัก สนิทสนมกันเข้าไว้! ข้าหวังดีต่อพวกเจ้านะ" เนรอสตรัสด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน
"ฝ่าบาททรงมีน้ำพระทัยแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงรับน้ำพระทัยของฝ่าบาทไว้เถิด ลิลลี่ โรซ่า" เซฟิย่าช่วยพูดยุยงส่งเสริมอีกคน
สองสาวแสดงอาการอิดเอื้อนหน่อยหนึ่ง แล้วจึงทูลตอบรับ "เพคะ ฝ่าบาท"
"ฮ่าๆๆ" อาบือหัวเราะกับอาเจอะเบาๆ แล้วพ่นสำนวนจีน "ไล่หามา เย่าชือเทียนเอ๋อโยร่วลา!" (คางคกกำลังจะได้กินเนื้อห่านฟ้าละโว้ย!)
"ไอ้..ย่ะ! เจี๊ยงนี้มาปี!" ( เฮ้ย..พูดบ้าไรไอ้ Mother Fu*ker!)
"เจ้าสองคนน่ะ...ชื่ออะไรกันบ้างนะ ?" จักรพรรดิหันมาถาม
"อ่า...ข้าพะโอง......อาบือ พะยะค่ะ!"
"่ส่วน...ข้าพะโอง...อาเจอะ พะยะค่ะ!"
สองหนุ่มอาข่าผลัดกันตอบ จักรพรรดิเนรอสทรงสดับแล้วยิ้ม ก่อนจะตรัสบอกพวกเขา
"ชื่อของเจ้าสองคนฟังดูแปลก สำเนียงไม่เพราะ ข้าจะตั้งชื่อให้ใหม่ เอาไหม ?"
"เอาๆๆ ขอรับ! เอ๊ย พะยะค่ะ!!' อาบือรีบตอบรับทันที
"อืม...ถ้าอย่างนั้น ข้าให้เจ้ามีนามว่า ทอรัส ก็แล้วกัน! ส่วนเจ้า..." หันมาทางอาเจอะ "เจ้าจงมีนามว่า อาชา ตราบใดที่ยังอยู่ที่นี่ เมื่อใช้ภาษาของพวกเราชาวแอตแลนติส เจ้าทั้งสอง จงใช้นามดังที่ข้าตั้งให้นี้เถิด"
"ขอบพระทัย พะยะค่ะ!" สองหนุ่มลุกขึ้นโค้งถวายคำนับพร้อมกัน
"โต๊ะที่ใหม่ พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม จัดเรียบร้อยแล้วพระเจ้าข้า" ทหารราชองครักษ์นายหนึ่งกลับมาทูลบอก
"ดีมาก!" เนรอสตรัสตอบ แล้วทรงหันไปกระตุ้นเตือนหนุ่มสาวทั้งสองคู่ "เอาละ! ลิลลี่ โรซ่า ทอรัส และอาชา พวกเจ้าย้ายไปนั่งคุยกันที่โต๊ะใหม่เถอะนะ"
"ขอบพระทัยพะยะค่ะ/เพคะ ฝ่าบาท" หนุ่มสาวทั้งสี่ลุกขึ้นถวายความเคารพกราบทูลตอบพร้อมกัน ก่อนจะเดินออกจากวงสนทนาใหญ่ตามทหารราชองครักษ์นายนั้นไปยังโต๊ะพิเศษที่องค์จักรพรรดิรับสั่งให้จัดให้เป็นการพิเศษนั้น
แรกเริ่มแห่งการพูดคุยกันระหว่างทั้งสองคู่ ดำเนินไปอย่างเก้อเขินกันทั้งชายและหญิง เพราะต่างฝ่ายต่างนึกไม่ถึงว่าจะได้รับพระราชทานการ "จัดพิเศษ" โดยพระบัญชาแห่งองค์จักรพรรดิเช่นนี้ แต่ด้วยความที่ฝ่ายหญิงนั้นนอกจากรับพระดำรัสให้มาพูดคุยด้วยแล้ว ยังรับพระดำรัสสั่งให้ "ปรนนิบัติ" สองหนุ่มอาข่าอีกด้วย ซึ่งคำว่า "ปรนนิบัติ" ของจักรพรรดินั้นสามารถตีความได้กว้างไกลและหลากหลาย! เบื้องต้นที่สุดก็คือ ทำหน้าที่เป็น "สาวเสริฟ" ทีแรกฝ่ายชายนั่งอยู่คนละด้านกับฝ่ายหญิง หันหน้าเข้าหากัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป จนลิลลี่และโรซ่าพอจะรู้และจับทางได้แล้วว่าอาบือและอาเจอะมีรสนิยมในการกินการดื่มอย่างไร กับทั้งเริ่มคุยกันถูกคอแล้ว ทั้งสี่คนจึงแยกกันจับคู่โดยคู่หนึ่งนั่งใกล้ชิดกันทางด้านหนึ่งของโต๊ะอาหารไปเลย เพื่อจะได้เสริฟสุราอาหารได้ถนัด นานเข้าถึงกับมีการป้อนกันเลยทีเดียว!
"ข้าชอบสำเนียงการพูดของพวกเจ้านะ" ลิลลี่กล่าวในช่วงหนึ่งของการสนทนา
"ใช่ๆ ข้าก็เหมือนกัน" โรซ่ากล่าวเห็นด้วยกับเพื่อน
"อ่า...มัง..ม่ายชัก ใช่มั้ย ฮ่าๆๆ" อาบือลองถามแล้วหัวเราะ
"ก็ใช่น่ะสิ! ฟังแล้วตลกดี!" ลิลลี่ตอบขณะกำลังรินเหล้าองุ่นเพิ่มให้เขา
"เวลาที่พวกเจ้าพูดภาษาของตัวเอง พวกเจ้าก็พูดแบบนี้หรือเปล่า ?" โรซ่าถามยิ้มๆ
"อ่า...พั่วเรา มีสองสามภาษา ภาษาหลาก คืออาข่า เป็งภาษามาจากพ่อ จากแม่เลย"
"ภาษาชาวเขาน่ะ" อาเจอะกล่าวเสริม "ภาษาชาวเขา พูกล่าย ชักที่สุก! ม่ายมีเพี้ยง ม่ายมีฟังแล้วตาหลก!"
"แล้วก็มี ภาษาจีง...จีงฮ่อ ก็พูกล่าย ค่องข้างชัก สุกท้าย ภาษาไทย ยังม่ายค่อยชัก" อาบือกล่าวต่อ
"ตั้งสามภาษา!" โรซ่ากล่าวแทรก "ตอนนี้ มาอยู่ที่นี่ เรียนพูดภาษาชาวแอตแลนติสอีก ไม่เพี้ยนก็แปลกแหละ!"
"นี่ๆ พวกเจ้ารู้ความหมายของชื่อใหม่ ที่จักรพรรดิทรงตั้งให้พวกเจ้าไหม ?" ลิลลี่เปลี่ยนเรื่องถาม
"แฮ่ะๆ ม่ายรู้จ้า" อาเจอะตอบตามตรง ส่วนอาบือก็ส่ายหน้าแล้วถาม "แปลว่า อะไรมั่งอ่า ?"
"ผลัดกันเฉลยก็แล้วกันนะ" ลิลลี่เริ่มก่อน ทุกคนพยักหน้า
"เจ้าบือ! ชื่อใหม่ของเจ้าคือ ทอรัส แปลว่า วัว หรือ กระทิง!"
"โอ้!! ชอบๆๆ แข็งแรงๆ !" พูดจบทำท่าเบ่งกล้ามโชว์ อาเจอะยิ้ม สองสาวหัวเราะ ก่อนคนเฉลยจะแซว
"จะแข็งแรง...ซักแค่ไหนกันนี่ ? ชักอยากรู้ซะแล้ว!"
"ฮ่ายย...ย่ะ! ของยังงี้ มังต้องพิสูกกก" อาบือหรือ "ทอรัส" กล่าวยิ้มๆ
"รู้จักลิลลี่น้อยไปซะแล้ว ทอรัส! นาง 'รีดพิษ' ของเจ้าจดหมดตัวได้เลยจะบอกให้!" โรซ่ากล่าวแล้วยิ้มร่า
"ฮ่าๆ อาบือ หรือทอรัส ม่ายกัว สู้ตาย!" ตอบแล้วชูสองนิ้ว ทำหน้าตาทะเล้นปนหื่น
"แล้ว ชื่อ อาชา ของข้าล่ะจ๊ะ ?" อาเจอะถามเพื่อตัวเองบ้าง
"อ๋อ...อาชา ก็คือ ม้า! ม้าพันธุ์ดีด้วยนะ เป็นม้าแข่งก็ได้ ออกศึกก็ได้!" โรซ่าเฉลย
"โอ้ว! อันนี้ แข็งแรงๆ ไม่แพ้ทอรัสแน่นอง!" พูดจบยกหัวแม่มือขึ้นยอตัวเอง
"เจอโรซ่าขย่มเมื่อไร ซี่โครงบานแน่ อาชาเอ๊ย!" ลิลลี่พูดพลางหัวเราะ
"อ๋ายยย..มังก็ต้องพิสูกก...เหมืองกังน่อ!" ว่าแล้ว "อาชา" ก็ยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกกรึ๊บ
ยิ่งพูดคุยกันนานเข้าก็ยิ่งถูกคอ สนิทสนมกันมากขึ้นทุกที สมาชิกชาวคณะ THE FUGITIVE หลายคนเห็นทั้งสองคู่คุยกันกระหนุงกระหนิงแล้วยิ้มไปตามๆ กัน
อีกช่วงหนึ่งของการสนทนา สองหนุ่มอาข่าเริ่มเมามาย จึงถูกคำถาม "เจาะใจ" จากสองสาว
"ทอรัส...อาชา!" โรซ่าเอ่ยขึ้นก่อน
"หืมม...ว่าไงจ๊ะ ?" อาบือเอ่ยตอบ ส่วนอาเจอะทำตาปรือ
"พวกเจ้า...ชอบเราสองคน จริงหรือ ?" ลิลลี่ถามแล้วจ้องตาอาบือเขม็ง ส่วนโรซ่าเอามือหยิกแก้มอาเจอะทีหนึ่งเพื่อให้ตาสว่าง!
"ใช่เลย!" อาบือผงกหัวตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด "ใช่...ข้าชอบเจ้า ลิลลี่!"
"อ่า..และข้า ก็ชอบเจ้า โรซ่า!" อาเจอะรีบตอบตามมาติดๆ
"แต่ว่า...พวกเรา มิใช่สาวบริสุทธิ์นะ! เราสองคนได้เป็นนางสนมของจักรพรรดิมาแล้ว เคยถวายตัวแด่พระองค์มาแล้ว" โรซ่าพูดด้วยเสียงกระซิบเพราะไม่ต้องการให้คนที่โต๊ะใหญ่ได้ยิน
"ใช่! นางสนมทุกคนในวัง ล้วนเคย 'รับใช้' องค์จักรพรรดิมาแล้วทั้งนั้น!" ลิลลี่กล่าวต่อจากเพื่อน
"และพวกเจ้าได้ยินองค์จักรพรรดิตรัสกับพระสนมเอกเซฟิย่าไหม ?" โรซ่ากล่าวต่อไป "..พระองค์ตรัสว่า ข้ากับลิลลี่ สามารถเป็นไทได้ทันที หากมีคนมารักเรา และเราก็รักเขา แล้วพากันไปขอเข้าเฝ้า พระองค์จะทรงจัดพิธีแต่งงานให้"
(มีต่อครับ) ^^