หนึ่งสัปดาห์...หลังจาก "ศึกเหล่านักพลังจิต" ผ่านพ้นไป....
ทางฝั่งจักรวรรดิแอตแลนติสใต้ จักรพรรดิเนรอส เตรียมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองหลังจากการแต่งตั้ง เซฟิย่า ลูกสาวคนโตของหัวหน้าผู้พิพากษาตุลาการศาลทวีป เป็นพระสนมองค์แรก ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีหญิงใดเป็นมาก่อน และเนรอสไม่ใช้คำว่า "เอก" หรือ "รอง" ต่อท้ายตำแหน่ง ราวกับว่าจะไม่มีตำแหน่งรอง จะมีพระสนมเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
การณ์นี้ สร้างความขัดเคืองใจให้แก่เทพพยากรณ์ออเรเคิลอยู่ไม่น้อย พยายามข่มใจอยู่สองสามวัน จนกระทั่งทนไม่ไหว วันหนึ่งจึงรุดขอเข้าเฝ้าเนรอสเป็นการส่วนพระองค์ เนรอสก็ไม่ทรงขัดใจนาง ยอมให้นางเข้าเฝ้าแต่โดยดี
"นี่หมายความว่ากระไรเพคะ ฝ่าบาท ?" ออเรเคิลทูลถามอย่างโกรธเกรี้ยว "พระองค์ไม่ทรงเห็นหม่อมฉันอยู่ในสายพระเนตรแล้วหรือไร ?? จึงได้ทรงแต่งตั้งลูกสาวหัวหน้าผู้พิพากษา ซึ่งเพิ่งตัดสินความให้พระองค์และจักรวรรรดิเราแพ้คดีมาหมาดๆ แท้ๆ ให้เป็นพระสนม ???"
เนรอส ซึ่งประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ มีจอกเสวยน้ำจัณฑ์อยู่ในพระหัตถ์ขวา แย้มสรวลอย่างเย็นพระทัย ก่อนเสวยน้ำจัณฑ์แล้วตรัสตอบ
"ใจเย็นๆ ก่อนเถิด ออร่า....เจ้าก็รู้ดีนี่นา ว่าในช่วงเวลานี้ ตัวเจ้าเองยังไม่พร้อมที่จะถวายตัวปรนนิบัติข้า เนื่องจากต้องรักษาพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ เพื่อพลังจิตจะได้แกร่งกล้าเหนือกว่าผู้ใด ข้าก็ยอมรับเหตุผลข้อนี้ของเจ้า...แต่ว่า ข้าในขณะนี้ เป็นบุรุษหนุ่มซึ่งราวกับช้างตกมัน ไฟราคะร้อนแรงนัก จำเป็นต้องมีใครสักคนหนึ่งคอยปรนนิบัติข้า..."
"สนมนางในของพระองค์ก็มีมากมายนี่เพคะ ไฉนจึงทรงรีบตั้งเซฟิย่าซึ่งเป็น 'คนนอก' หาใช่ชาวจักรวรรดิไม่ มาเป็นพระสนมออกหน้าออกตาด้วยเล่าเพคะ ?"
เนรอสแย้มสรวลอีกครา แล้วตรัสตอบ "ก็เพราะว่า นางนั้น พิเศษ เหนือกว่าหญิงอื่นใด อย่างไรเล่า..." ครั้นตรัสแล้วทรงหรี่พระเนตรเหลือบมองเทพพยากรณ์เหมือนหยั่งเชิง
"อ้อ! แสดงว่า พระองค์ทรงเล็งเห็นสตรีผู้เหมาะสมกับพระองค์แล้วสิ ?" ออเรเคิลกระแทกเสียง "ใช่ไหมเพคะ ? ทรงบอกหม่อมฉันมาตามตรงได้เลยนะเพคะ หม่อมฉันจักได้ทำใจ ไม่ต้องมุ่งหวังตำแหน่งสตรีผู้สูงส่งที่สุดในแผ่นดินเคียงข้างพระองค์ในอนาคตอีกต่อไปแล้ว!"
คราวนี้เนรอสทรงเปล่งสุรเสียงหัวเราะลั่น
"เจ้าหมายถึงตำแหน่งจักรพรรดินีอย่างนั้นหรือ ฮ่ะๆๆ ก็เจ้าไม่สังเกตเห็นหรือ ว่า ข้ามอบตำแหน่งใดให้แก่เซฟิย่า ?"
"พระสนม..."
"ใช่! ตำแหน่งที่ข้ามอบให้นางคือ 'พระสนม' เท่านั้น! ตำแหน่งจักรพรรดินี ยังว่าง !!"
"หมายความว่า พระองค์ ...." ออเรเคิลกล่าวไม่ทันจบ ก็คลายความเครียดทางสีหน้าลง และสายตามีประกายแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
"อืมมม......ข้าจงใจ เว้นไว้ เผื่อว่าเจ้าในอนาคตจะได้แสดงให้ทุกคน รวมทั้งข้าด้วย ได้เห็นเป็นประจักษ์ว่า มันคู่ควรสำหรับเจ้า..."
"หมายความว่า ข้าก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยหรือเพคะ ??" นางย้อนทูลถามพร้อมกับมองหน้าเจ้าเหนือหัวอย่างข้องใจ
"มันก็สมควรต้องเป็นเช่นนั้น มิใช่หรือ ??" เนรอสตอบแล้วแย้มสรวลอีกครั้ง และรู้สึกว่าขณะนี้ พระองค์เริ่มจะประสบความสำเร็จกับการวางพระองค์อยู่เหนือนางแล้ว
"อืม...หม่อมฉันพอเข้าใจแล้วเพคะ"
"ดีแล้วที่เจ้าเข้าใจ...และจงจำไว้..." เนรอสทรงหรี่พระเนตรมองนางอย่างมีความหมาย ทรงแย้มสรวลขณะทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ ย่างก้าวเข้าไปใกล้นางแล้วทรงกระซิบข้างหู
"...ข้ายังโหยหา...การเสพความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเจ้าเสมอ! มันคงจะเลิศล้ำเหนือกว่าพรหมจรรย์ของหญิงใดๆ ใต้หล้าเป็นแน่!!" ตรัสจบแล้วทรงหอมแก้มนางฟอดหนึ่งก่อนจะกลับไปประทับนั่งบนบัลลังก์ตามเดิม
ออเรเคิลยิ้มออกมาได้ รู้สึกปลอดโปร่งขึ้น แต่ก็ยังไม่วายแสดงความกังขาออกมาอีก ด้วยความข้องใจ ผสมกับความหึงหวงอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
"ถึงหม่อมฉันจะเข้าใจฝ่าบาทแล้วในตอนนี้ก็ตามที แต่ก็ยังข้องใจในตัวพระสนม ทำไมต้องเป็นนางเซฟิย่า นางมีอะไรดีกว่าหญิงอื่นในวังหรือเพคะ ?"
"ก็เพราะนางเป็นลูกสาวของผู้พิพากษาตุลาการศาลทวีปอย่างไรเล่า..." เนรอสทรงเฉลย "..ข้อนี้สำคัญมากนะ ออร่า...เจ้าอย่าลืมว่า เรายังอยู่ในกระบวนการร้องขออุทธรณ์อยู่ เรายังมิได้พ่ายแพ้คดีโดยเด็ดขาด...และตอนนี้..." ทรงหยุดไว้แล้วทรงสบตานางเหมือนจะทดสอบว่านางตามทันความดำริของพระองค์ได้หรือไม่
"ตอนนี้ พระองค์ผูกพันครอบครัวของหัวหน้าผู้พิพากษา แห่งตุลาการศาลทวีปไว้แล้ว..."
"ใช่..."
"ดังนั้น พระองค์ และพวกเราชาวจักรวรรดิ น่าจะได้เปรียบสำหรับคดีความในศาลชั้นอุทธรณ์ !!"
"ถูกต้อง!!" เนรอสพยักพระพักตร "และข้า ก็ได้ส่งสาสน์ไปถึง 'พ่อตา' ของข้าแล้ว...ทั้งพยายามชักชวนให้เขาพาครอบครัวย้ายมาอยู่ด้วยกันทั้งหมดที่นี่ และพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาช่วยเป็นฝ่ายเราในการอุทธรณ์ด้วย"
"แต่ฝ่าบาท...เรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวดองนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วแล้วนะเพคะ หม่อมฉันคิดว่า ทางตุลาการศาลทวีป ต้องมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าผู้พิพากษาซึ่งจะนั่งบัลลังก์อ่านคำตัดสินคดีเป็นแน่ เพราะถ้าบิดาของเซฟิย่ายังดำรงตำแหน่งอยู่ ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับ ต้องถูกผู้คนครหานินทาอย่างมากมายแน่นอน"
"ข้าเข้าใจดี สำหรับข้อนี้ เพราะฉะนั้น ข้าจึงส่งคนไปเจรจาเกลี้ยกล่อมเขาก่อน ให้เขาเป็นพวกของเราเสียก่อน หลังจากนั้นก็พยายามผลักดันใครสักคนขึ้นไปเป็นหัวหน้าผู้พิพากษาแทนเขา...ออร่า คราวนี้ เจ้าคงจะเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้ง หมดข้อข้องใจแล้วกระมัง ?"
"เพคะ ฝ่าบาท" เทพพยากรณ์น้อมกายถวายความคารวะ "ขอทรงอภัยโทษสำหรับความโกรธเคืองของหม่อมฉันที่แสดงต่อพระองค์ด้วยเพคะ ฝ่าบาท"
"ไม่เป็นไรดอก ออร่า...เจ้าก็อย่าคิดมากจนฟุ้งซ่านไปเลย" เนรอสแย้มสรวลอีกครั้งและทรงโบกพระหัตถ์ "เอาละ..เพราะฉะนั้น เจ้าเอง ก็ต้องมีงานอีกด้านหนึ่งซึ่งเจ้าถนัด ที่จะช่วยสนับสนุนงานนี้อีกแรง!"
"หม่อมฉันเข้าใจเพคะ! และจะรีบดำเนินการโดยเร่งด่วน"
"ดีมาก! อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์จะขึ้นเดือนใหม่ การพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ก็จะเริ่ม บริวารของเจ้าซึ่งขาดหายไป สูญเสียไปจากศึกครั้งที่ผ่านมา หากสามารถหาคนมาทดแทนได้ครบ 9 คนรวมทั้งตัวเจ้าด้วยก็จะดีมาก แต่ถ้าได้ไม่ครบก็ไม่เป็นไร พยายามหามาให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน!"
"เพคะ ฝ่าบาท!"
"เราแพ้คดีในศาลชั้นต้นแล้วยังไม่พอ ยังแพ้ศึกคาถิ่นของตัวเองอีก! ข้านึกไม่ถึงว่าพวกของวันชนะ จะมียานบินอันทรงพลานุภาพสูงส่งมากถึงเพียงนั้น..." เนรอสตรัสเหมือนรำพึง..." แต่อย่างไรก็ตาม ศึกล้างตาต้องมีขึ้น! "
"และคราวนี้ ฝ่ายเราต้องชนะเท่านั้นเพคะ! ฝ่าบาท" ออเรเคิลทูลเสริมด้วยสีหน้าแววตาดุดัน
"ใช่! ออร่า ครั้งนี้ เราต้องเป็นฝ่ายชนะสถานเดียว !!" เนรอสเปล่งสุรเสียงก้อง
"ไม่ว่าจะด้วยวิถีทางใดก็ตาม ข้าก็ยอมทั้งนั้น!!" จากนั้น ทรงหันมาสบตากับเทพพยากรณ์ แล้วตรัสถ้อยคำแฝงนัยบางอย่างซึ่งนางไม่เข้าใจ
"และดูเหมือนว่า เราจะมีพัฒนาการก้าวไกลทางวิทยาการอย่างก้าวกระโดดด้วยในขณะนี้ ออร่า...ข้าไม่หวั่นใจ ไม่กลัวว่าเราจะพ่ายแพ้ อาจบางที มีหวังสำเร็จถึงขั้นล้มล้างพวกสหพันธรัฐ ผนวกดินแดน รวมแอตแลนติสเป็นจักรวรรดิหนึ่งเดียวเลยด้วยซ้ำ!!"
"อะไร ทำให้ฝ่าบาท ทรงมั่นพระทัยเช่นนี้เพคะ ??" ออเรเคิลทูลถามอย่างงุนงง เพราะนางไม่เคยเห็นเนรอสมั่นอกมั่นใจมากมายเช่นนี้มาก่อน
"เอาเถิดน่ะ ออร่าที่รักของข้า..." เนรอสตรัสพลางทรงกระหยิ่มยิ้มย่อง
"เจ้าคอยดูไปก็แล้วกัน!!"
ทุกถ้อยคำสนทนาระหว่างคนทั้งสอง ล้วนถูกแอบฟังอย่างเงียบๆ โดย เซฟิย่า สาวน้อยผู้ได้มีวาสนากลายมาเป็๋นพระสนม...หลังจากฟังจบ นางจึงค่อยๆ ย่างเท้าจากไปอย่างเงียบกริบ กลับเข้าห้องบรรทม...
**************************************************************************
อีกฝั่งหนึ่ง...ฝ่ายสหพันธรัฐแอตแลนติสเหนือ และคณะของกัปตันวันชนะ....
หลังจากหาที่อยู่ลับๆ แห่งหนึ่งในจักรวรรดิ พร้อมกับอุปกรณ์วิทยุสื่อสารติดตั้งซ่อนไว้ในหูให้แก่ "ไดรฟัส" อดีตบริวารผู้มีพลังจิต มือวางอันดับ 6 ซึ่งยอมแปรพักตรเข้าพวกกับสหพันธรัฐแล้ว โดยรับหน้าที่เป็นสายลับส่งข่าวคราวและรายงานสถานการณ์ภายในจักรวรรดิให้แก่ฝ่ายสหพันธฯ หรือใครก็ได้ในคณะของกัปตันเรียบร้อยแล้ว ชาวคณะทั้งหมดก็กลับไปรวมกับเหล่าบุคคลสำคัญในแคว้นโลโคเทียอีกครั้ง เพื่อเตรียมวางแผนรับมือกับสถานการณ์ข้างหน้าต่อไป...
เรื่องแรกสุดที่มีการประชุมหารือกันก็คือ เรื่องคดีความในศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งทางฝ่ายจักรวรรดิได้ยื่นร้องต่อตุลาการศาลทวีปแล้วและจะเริ่มการพิจารณาคดีกันในเดือนหน้า ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า หัวหน้าผู้พิพากษาจะต้องมีการลงมติคัดเลือกคนใหม่เพื่อขึ้นนั่งบัลลังก์พิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างแน่นอน
"ท่านเฮโรดัส..." อิบิคัส ผู้นำแห่งโลโคเทียกล่าวกับหัวหน้าผู้พิพากษา "เห็นทีคดีความชั้นอุทธรณ์นี้ ท่านคงไม่ได้เป็นผู้นั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาเป็นแน่ ทางฝ่ายโน้นต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาชนะ เพื่อให้ได้สิทธิในการกลับเข้าร่วมอาศัยในแคว้นแคสสิโอเปียอีกครั้ง ท่านต้องพยายามรวบรวมพรรคพวกที่จะอยู่ข้างฝ่ายเราให้ได้มากที่สุด"
"แน่นอนว่าข้าต้องพยายามทำเช่นนั้น" หัวหน้าผู้พิพากษาเจ้าของนาม "เฮโรดัส" พยักหน้าตอบ "และเราต้องชนะคดีเป็นครั้งที่สองให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีการฎีกา ซึ่งจะทำให้เสียเวลาและเหนื่อยกันอีกมาก"
"ที่สำคัญคือ หากไปถึงชั้นฎีกา ผู้นั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา จะไม่สามารถเปลี่ยนคำตัดสินของคณะลูกขุนได้ นั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุด" เซบาสเต็นสหายสนิทของผู้นำแว่นแคว้นกล่าวเสริม
"อีกเรื่องหนึ่ง ที่ข้าอยากถามความเห็นของท่านทั้งหลาย..." อิบิคัสเปลี่ยนเรื่องแล้วชำเลืองมองชาวคณะของกัปตันซึ่งกำลังพักผ่อนกันอยู่ข้างนอกที่ประชุม "...คือ เรื่องของเหล่าสหายอาคันตุกะ ผู้มาจากอนาคตเหล่านั้น..."
"ทำไมหรือ อิบิคัส ?" เซบาสเต็นถาม
"ให้ข้าลองเดาดูนะ..." ผู้เฒ่าไดโอเซนัสกล่าวแทรก "...ท่านผู้นำแว่นแคว้น คงจะอยากให้พวกเขาอยู่ช่วยพวกเราต่อไป ไม่อยากให้พวกเขาจากไปในเวลานี้ ซึ่งเป็นเวลาที่สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ"
"ท่านอาจารย์กล่าวตรงกับใจของข้า ซึ่งกำลังคิดอยู่พอดีเจ้าค่ะ" แม่หมอผู้เป็นศิษย์รักกล่าวแสดงความเห็นบ้าง
"เฮ้อ..." อิบิคัสถอนใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับกับทุกคนในที่ประชุม "ถูกต้องแล้ว ท่านผู้อาวุโส แม่หมอฟรีด้า...ข้าต้องการพวกเขาจริงๆ แต่ก็รู้สึกเกรงใจพวกเขาไม่น้อยเลย เพราะพวกเขาได่วมมือกับพวกเรา ช่วยเหลือพวกเรามามาก โดยหวังว่าจะได้สิ่งตอบแทนจากเรา คือ
'ควอนโตเนี่ยม' แร่ธาตุสำคัญซึ่งได้ฉายาว่า
'ธาตุกายสิทธิแห่งเทพ' อันหาได้จากดินแดนในจักรวรรดิเท่านั้น"
"พวกเราเคยให้คำมั่นสัญญากับพวกเขาไว้ว่า จะช่วยหาแร่ธาตุนั้นให้แก่พวกเขา..." เซบาสเต็นกล่าว
"แล้วพวกท่านได้หาไว้ให้พวกเขาหรือยังเจ้าคะ ?" แม่หมอฟรีด้าถาม
"ก็ได้มาบ้างแล้ว แม่หมอ" อิบิคัสตอบ "และสามารถแบ่งให้พวกเขานำไปใช้กับยานบิน ช่วยให้พวกเขาเดินทางข้ามกาลเวลาปัจจุบันของพวกเรา กลับไปยังปัจจุบันกาลของพวกเขาได้ทันที..."
"แล้วในหมู่พวกเขา เคยมีผู้ใดเอ่ยปากทวงถามบ้างหรือไม่ หลังจากกลับมาจากจักรวรรดิแอตแลนติสใต้แล้ว ?" ไดโอเซนัสถามคำถามสำคัญ
"ยังเลย ท่านผู้อาวุโส" อิบิคัสตอบ "และข้าเดาใจพวกเขาไม่ออกจริงๆ โดยเฉพาะบุรุษนามวันชนะ ผู้นำของพวกเขา"
"อืม...บุรุษหนุ่มใหญ่ผู้นั้น ลักษณะนิ่ง สุขุมยิ่งนัก มีลักษณะแห่งผู้นำที่เหมาะสม" ไดโอเซนัสกล่าววิจารณ์กัปตัน
"ดูท่าทางบรรดาบริวารของเขาทุกคน มีความผูกพัน รักและเคารพเขามากนะเจ้าคะ ความสามัคคีในหมู่คณะของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมทีเดียว"
"ใช่แล้ว แม่หมอ" อิบิคัสพยักหน้าเห็นด้วย "ท่านวันชนะเป็นบุรุษผู้มีน้ำใจ พวกเราได้เห็นตัวอย่างกันมาแล้ว อย่างเช่นการรับตัวชายชราผู้ไร้ญาติขาดมิตรเป็นผู้รับใช้ เขามีน้ำใจงดงามจริงๆ"
"และพวกเขาก็ร่วมมือกับพวกเราในการต่อสู้กับฝ่ายจักรวรรดิอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง" อิบิคัสกล่าวพลางเหลือบแลดูกัปตันซึ่งกำลังยืนพูดคุยกับชาวคณะอยู่ข้างนอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางปลอดโปร่ง
(ต่อครับ)
💫🕛💫🚀 แดนศิวิไลซ์ ( หลงกาล ภาค 2 ) ตอนที่ 27 🚀💫🕛💫
ทางฝั่งจักรวรรดิแอตแลนติสใต้ จักรพรรดิเนรอส เตรียมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองหลังจากการแต่งตั้ง เซฟิย่า ลูกสาวคนโตของหัวหน้าผู้พิพากษาตุลาการศาลทวีป เป็นพระสนมองค์แรก ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีหญิงใดเป็นมาก่อน และเนรอสไม่ใช้คำว่า "เอก" หรือ "รอง" ต่อท้ายตำแหน่ง ราวกับว่าจะไม่มีตำแหน่งรอง จะมีพระสนมเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
การณ์นี้ สร้างความขัดเคืองใจให้แก่เทพพยากรณ์ออเรเคิลอยู่ไม่น้อย พยายามข่มใจอยู่สองสามวัน จนกระทั่งทนไม่ไหว วันหนึ่งจึงรุดขอเข้าเฝ้าเนรอสเป็นการส่วนพระองค์ เนรอสก็ไม่ทรงขัดใจนาง ยอมให้นางเข้าเฝ้าแต่โดยดี
"นี่หมายความว่ากระไรเพคะ ฝ่าบาท ?" ออเรเคิลทูลถามอย่างโกรธเกรี้ยว "พระองค์ไม่ทรงเห็นหม่อมฉันอยู่ในสายพระเนตรแล้วหรือไร ?? จึงได้ทรงแต่งตั้งลูกสาวหัวหน้าผู้พิพากษา ซึ่งเพิ่งตัดสินความให้พระองค์และจักรวรรรดิเราแพ้คดีมาหมาดๆ แท้ๆ ให้เป็นพระสนม ???"
เนรอส ซึ่งประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ มีจอกเสวยน้ำจัณฑ์อยู่ในพระหัตถ์ขวา แย้มสรวลอย่างเย็นพระทัย ก่อนเสวยน้ำจัณฑ์แล้วตรัสตอบ
"ใจเย็นๆ ก่อนเถิด ออร่า....เจ้าก็รู้ดีนี่นา ว่าในช่วงเวลานี้ ตัวเจ้าเองยังไม่พร้อมที่จะถวายตัวปรนนิบัติข้า เนื่องจากต้องรักษาพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ เพื่อพลังจิตจะได้แกร่งกล้าเหนือกว่าผู้ใด ข้าก็ยอมรับเหตุผลข้อนี้ของเจ้า...แต่ว่า ข้าในขณะนี้ เป็นบุรุษหนุ่มซึ่งราวกับช้างตกมัน ไฟราคะร้อนแรงนัก จำเป็นต้องมีใครสักคนหนึ่งคอยปรนนิบัติข้า..."
"สนมนางในของพระองค์ก็มีมากมายนี่เพคะ ไฉนจึงทรงรีบตั้งเซฟิย่าซึ่งเป็น 'คนนอก' หาใช่ชาวจักรวรรดิไม่ มาเป็นพระสนมออกหน้าออกตาด้วยเล่าเพคะ ?"
เนรอสแย้มสรวลอีกครา แล้วตรัสตอบ "ก็เพราะว่า นางนั้น พิเศษ เหนือกว่าหญิงอื่นใด อย่างไรเล่า..." ครั้นตรัสแล้วทรงหรี่พระเนตรเหลือบมองเทพพยากรณ์เหมือนหยั่งเชิง
"อ้อ! แสดงว่า พระองค์ทรงเล็งเห็นสตรีผู้เหมาะสมกับพระองค์แล้วสิ ?" ออเรเคิลกระแทกเสียง "ใช่ไหมเพคะ ? ทรงบอกหม่อมฉันมาตามตรงได้เลยนะเพคะ หม่อมฉันจักได้ทำใจ ไม่ต้องมุ่งหวังตำแหน่งสตรีผู้สูงส่งที่สุดในแผ่นดินเคียงข้างพระองค์ในอนาคตอีกต่อไปแล้ว!"
คราวนี้เนรอสทรงเปล่งสุรเสียงหัวเราะลั่น
"เจ้าหมายถึงตำแหน่งจักรพรรดินีอย่างนั้นหรือ ฮ่ะๆๆ ก็เจ้าไม่สังเกตเห็นหรือ ว่า ข้ามอบตำแหน่งใดให้แก่เซฟิย่า ?"
"พระสนม..."
"ใช่! ตำแหน่งที่ข้ามอบให้นางคือ 'พระสนม' เท่านั้น! ตำแหน่งจักรพรรดินี ยังว่าง !!"
"หมายความว่า พระองค์ ...." ออเรเคิลกล่าวไม่ทันจบ ก็คลายความเครียดทางสีหน้าลง และสายตามีประกายแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
"อืมมม......ข้าจงใจ เว้นไว้ เผื่อว่าเจ้าในอนาคตจะได้แสดงให้ทุกคน รวมทั้งข้าด้วย ได้เห็นเป็นประจักษ์ว่า มันคู่ควรสำหรับเจ้า..."
"หมายความว่า ข้าก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยหรือเพคะ ??" นางย้อนทูลถามพร้อมกับมองหน้าเจ้าเหนือหัวอย่างข้องใจ
"มันก็สมควรต้องเป็นเช่นนั้น มิใช่หรือ ??" เนรอสตอบแล้วแย้มสรวลอีกครั้ง และรู้สึกว่าขณะนี้ พระองค์เริ่มจะประสบความสำเร็จกับการวางพระองค์อยู่เหนือนางแล้ว
"อืม...หม่อมฉันพอเข้าใจแล้วเพคะ"
"ดีแล้วที่เจ้าเข้าใจ...และจงจำไว้..." เนรอสทรงหรี่พระเนตรมองนางอย่างมีความหมาย ทรงแย้มสรวลขณะทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ ย่างก้าวเข้าไปใกล้นางแล้วทรงกระซิบข้างหู
"...ข้ายังโหยหา...การเสพความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเจ้าเสมอ! มันคงจะเลิศล้ำเหนือกว่าพรหมจรรย์ของหญิงใดๆ ใต้หล้าเป็นแน่!!" ตรัสจบแล้วทรงหอมแก้มนางฟอดหนึ่งก่อนจะกลับไปประทับนั่งบนบัลลังก์ตามเดิม
ออเรเคิลยิ้มออกมาได้ รู้สึกปลอดโปร่งขึ้น แต่ก็ยังไม่วายแสดงความกังขาออกมาอีก ด้วยความข้องใจ ผสมกับความหึงหวงอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
"ถึงหม่อมฉันจะเข้าใจฝ่าบาทแล้วในตอนนี้ก็ตามที แต่ก็ยังข้องใจในตัวพระสนม ทำไมต้องเป็นนางเซฟิย่า นางมีอะไรดีกว่าหญิงอื่นในวังหรือเพคะ ?"
"ก็เพราะนางเป็นลูกสาวของผู้พิพากษาตุลาการศาลทวีปอย่างไรเล่า..." เนรอสทรงเฉลย "..ข้อนี้สำคัญมากนะ ออร่า...เจ้าอย่าลืมว่า เรายังอยู่ในกระบวนการร้องขออุทธรณ์อยู่ เรายังมิได้พ่ายแพ้คดีโดยเด็ดขาด...และตอนนี้..." ทรงหยุดไว้แล้วทรงสบตานางเหมือนจะทดสอบว่านางตามทันความดำริของพระองค์ได้หรือไม่
"ตอนนี้ พระองค์ผูกพันครอบครัวของหัวหน้าผู้พิพากษา แห่งตุลาการศาลทวีปไว้แล้ว..."
"ใช่..."
"ดังนั้น พระองค์ และพวกเราชาวจักรวรรดิ น่าจะได้เปรียบสำหรับคดีความในศาลชั้นอุทธรณ์ !!"
"ถูกต้อง!!" เนรอสพยักพระพักตร "และข้า ก็ได้ส่งสาสน์ไปถึง 'พ่อตา' ของข้าแล้ว...ทั้งพยายามชักชวนให้เขาพาครอบครัวย้ายมาอยู่ด้วยกันทั้งหมดที่นี่ และพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาช่วยเป็นฝ่ายเราในการอุทธรณ์ด้วย"
"แต่ฝ่าบาท...เรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวดองนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วแล้วนะเพคะ หม่อมฉันคิดว่า ทางตุลาการศาลทวีป ต้องมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าผู้พิพากษาซึ่งจะนั่งบัลลังก์อ่านคำตัดสินคดีเป็นแน่ เพราะถ้าบิดาของเซฟิย่ายังดำรงตำแหน่งอยู่ ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับ ต้องถูกผู้คนครหานินทาอย่างมากมายแน่นอน"
"ข้าเข้าใจดี สำหรับข้อนี้ เพราะฉะนั้น ข้าจึงส่งคนไปเจรจาเกลี้ยกล่อมเขาก่อน ให้เขาเป็นพวกของเราเสียก่อน หลังจากนั้นก็พยายามผลักดันใครสักคนขึ้นไปเป็นหัวหน้าผู้พิพากษาแทนเขา...ออร่า คราวนี้ เจ้าคงจะเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้ง หมดข้อข้องใจแล้วกระมัง ?"
"เพคะ ฝ่าบาท" เทพพยากรณ์น้อมกายถวายความคารวะ "ขอทรงอภัยโทษสำหรับความโกรธเคืองของหม่อมฉันที่แสดงต่อพระองค์ด้วยเพคะ ฝ่าบาท"
"ไม่เป็นไรดอก ออร่า...เจ้าก็อย่าคิดมากจนฟุ้งซ่านไปเลย" เนรอสแย้มสรวลอีกครั้งและทรงโบกพระหัตถ์ "เอาละ..เพราะฉะนั้น เจ้าเอง ก็ต้องมีงานอีกด้านหนึ่งซึ่งเจ้าถนัด ที่จะช่วยสนับสนุนงานนี้อีกแรง!"
"หม่อมฉันเข้าใจเพคะ! และจะรีบดำเนินการโดยเร่งด่วน"
"ดีมาก! อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์จะขึ้นเดือนใหม่ การพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ก็จะเริ่ม บริวารของเจ้าซึ่งขาดหายไป สูญเสียไปจากศึกครั้งที่ผ่านมา หากสามารถหาคนมาทดแทนได้ครบ 9 คนรวมทั้งตัวเจ้าด้วยก็จะดีมาก แต่ถ้าได้ไม่ครบก็ไม่เป็นไร พยายามหามาให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน!"
"เพคะ ฝ่าบาท!"
"เราแพ้คดีในศาลชั้นต้นแล้วยังไม่พอ ยังแพ้ศึกคาถิ่นของตัวเองอีก! ข้านึกไม่ถึงว่าพวกของวันชนะ จะมียานบินอันทรงพลานุภาพสูงส่งมากถึงเพียงนั้น..." เนรอสตรัสเหมือนรำพึง..." แต่อย่างไรก็ตาม ศึกล้างตาต้องมีขึ้น! "
"และคราวนี้ ฝ่ายเราต้องชนะเท่านั้นเพคะ! ฝ่าบาท" ออเรเคิลทูลเสริมด้วยสีหน้าแววตาดุดัน
"ใช่! ออร่า ครั้งนี้ เราต้องเป็นฝ่ายชนะสถานเดียว !!" เนรอสเปล่งสุรเสียงก้อง "ไม่ว่าจะด้วยวิถีทางใดก็ตาม ข้าก็ยอมทั้งนั้น!!" จากนั้น ทรงหันมาสบตากับเทพพยากรณ์ แล้วตรัสถ้อยคำแฝงนัยบางอย่างซึ่งนางไม่เข้าใจ
"และดูเหมือนว่า เราจะมีพัฒนาการก้าวไกลทางวิทยาการอย่างก้าวกระโดดด้วยในขณะนี้ ออร่า...ข้าไม่หวั่นใจ ไม่กลัวว่าเราจะพ่ายแพ้ อาจบางที มีหวังสำเร็จถึงขั้นล้มล้างพวกสหพันธรัฐ ผนวกดินแดน รวมแอตแลนติสเป็นจักรวรรดิหนึ่งเดียวเลยด้วยซ้ำ!!"
"อะไร ทำให้ฝ่าบาท ทรงมั่นพระทัยเช่นนี้เพคะ ??" ออเรเคิลทูลถามอย่างงุนงง เพราะนางไม่เคยเห็นเนรอสมั่นอกมั่นใจมากมายเช่นนี้มาก่อน
"เอาเถิดน่ะ ออร่าที่รักของข้า..." เนรอสตรัสพลางทรงกระหยิ่มยิ้มย่อง "เจ้าคอยดูไปก็แล้วกัน!!"
ทุกถ้อยคำสนทนาระหว่างคนทั้งสอง ล้วนถูกแอบฟังอย่างเงียบๆ โดย เซฟิย่า สาวน้อยผู้ได้มีวาสนากลายมาเป็๋นพระสนม...หลังจากฟังจบ นางจึงค่อยๆ ย่างเท้าจากไปอย่างเงียบกริบ กลับเข้าห้องบรรทม...
หลังจากหาที่อยู่ลับๆ แห่งหนึ่งในจักรวรรดิ พร้อมกับอุปกรณ์วิทยุสื่อสารติดตั้งซ่อนไว้ในหูให้แก่ "ไดรฟัส" อดีตบริวารผู้มีพลังจิต มือวางอันดับ 6 ซึ่งยอมแปรพักตรเข้าพวกกับสหพันธรัฐแล้ว โดยรับหน้าที่เป็นสายลับส่งข่าวคราวและรายงานสถานการณ์ภายในจักรวรรดิให้แก่ฝ่ายสหพันธฯ หรือใครก็ได้ในคณะของกัปตันเรียบร้อยแล้ว ชาวคณะทั้งหมดก็กลับไปรวมกับเหล่าบุคคลสำคัญในแคว้นโลโคเทียอีกครั้ง เพื่อเตรียมวางแผนรับมือกับสถานการณ์ข้างหน้าต่อไป...
เรื่องแรกสุดที่มีการประชุมหารือกันก็คือ เรื่องคดีความในศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งทางฝ่ายจักรวรรดิได้ยื่นร้องต่อตุลาการศาลทวีปแล้วและจะเริ่มการพิจารณาคดีกันในเดือนหน้า ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า หัวหน้าผู้พิพากษาจะต้องมีการลงมติคัดเลือกคนใหม่เพื่อขึ้นนั่งบัลลังก์พิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างแน่นอน
"ท่านเฮโรดัส..." อิบิคัส ผู้นำแห่งโลโคเทียกล่าวกับหัวหน้าผู้พิพากษา "เห็นทีคดีความชั้นอุทธรณ์นี้ ท่านคงไม่ได้เป็นผู้นั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาเป็นแน่ ทางฝ่ายโน้นต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาชนะ เพื่อให้ได้สิทธิในการกลับเข้าร่วมอาศัยในแคว้นแคสสิโอเปียอีกครั้ง ท่านต้องพยายามรวบรวมพรรคพวกที่จะอยู่ข้างฝ่ายเราให้ได้มากที่สุด"
"แน่นอนว่าข้าต้องพยายามทำเช่นนั้น" หัวหน้าผู้พิพากษาเจ้าของนาม "เฮโรดัส" พยักหน้าตอบ "และเราต้องชนะคดีเป็นครั้งที่สองให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีการฎีกา ซึ่งจะทำให้เสียเวลาและเหนื่อยกันอีกมาก"
"ที่สำคัญคือ หากไปถึงชั้นฎีกา ผู้นั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา จะไม่สามารถเปลี่ยนคำตัดสินของคณะลูกขุนได้ นั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากที่สุด" เซบาสเต็นสหายสนิทของผู้นำแว่นแคว้นกล่าวเสริม
"อีกเรื่องหนึ่ง ที่ข้าอยากถามความเห็นของท่านทั้งหลาย..." อิบิคัสเปลี่ยนเรื่องแล้วชำเลืองมองชาวคณะของกัปตันซึ่งกำลังพักผ่อนกันอยู่ข้างนอกที่ประชุม "...คือ เรื่องของเหล่าสหายอาคันตุกะ ผู้มาจากอนาคตเหล่านั้น..."
"ทำไมหรือ อิบิคัส ?" เซบาสเต็นถาม
"ให้ข้าลองเดาดูนะ..." ผู้เฒ่าไดโอเซนัสกล่าวแทรก "...ท่านผู้นำแว่นแคว้น คงจะอยากให้พวกเขาอยู่ช่วยพวกเราต่อไป ไม่อยากให้พวกเขาจากไปในเวลานี้ ซึ่งเป็นเวลาที่สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ"
"ท่านอาจารย์กล่าวตรงกับใจของข้า ซึ่งกำลังคิดอยู่พอดีเจ้าค่ะ" แม่หมอผู้เป็นศิษย์รักกล่าวแสดงความเห็นบ้าง
"เฮ้อ..." อิบิคัสถอนใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับกับทุกคนในที่ประชุม "ถูกต้องแล้ว ท่านผู้อาวุโส แม่หมอฟรีด้า...ข้าต้องการพวกเขาจริงๆ แต่ก็รู้สึกเกรงใจพวกเขาไม่น้อยเลย เพราะพวกเขาได่วมมือกับพวกเรา ช่วยเหลือพวกเรามามาก โดยหวังว่าจะได้สิ่งตอบแทนจากเรา คือ 'ควอนโตเนี่ยม' แร่ธาตุสำคัญซึ่งได้ฉายาว่า 'ธาตุกายสิทธิแห่งเทพ' อันหาได้จากดินแดนในจักรวรรดิเท่านั้น"
"พวกเราเคยให้คำมั่นสัญญากับพวกเขาไว้ว่า จะช่วยหาแร่ธาตุนั้นให้แก่พวกเขา..." เซบาสเต็นกล่าว
"แล้วพวกท่านได้หาไว้ให้พวกเขาหรือยังเจ้าคะ ?" แม่หมอฟรีด้าถาม
"ก็ได้มาบ้างแล้ว แม่หมอ" อิบิคัสตอบ "และสามารถแบ่งให้พวกเขานำไปใช้กับยานบิน ช่วยให้พวกเขาเดินทางข้ามกาลเวลาปัจจุบันของพวกเรา กลับไปยังปัจจุบันกาลของพวกเขาได้ทันที..."
"แล้วในหมู่พวกเขา เคยมีผู้ใดเอ่ยปากทวงถามบ้างหรือไม่ หลังจากกลับมาจากจักรวรรดิแอตแลนติสใต้แล้ว ?" ไดโอเซนัสถามคำถามสำคัญ
"ยังเลย ท่านผู้อาวุโส" อิบิคัสตอบ "และข้าเดาใจพวกเขาไม่ออกจริงๆ โดยเฉพาะบุรุษนามวันชนะ ผู้นำของพวกเขา"
"อืม...บุรุษหนุ่มใหญ่ผู้นั้น ลักษณะนิ่ง สุขุมยิ่งนัก มีลักษณะแห่งผู้นำที่เหมาะสม" ไดโอเซนัสกล่าววิจารณ์กัปตัน
"ดูท่าทางบรรดาบริวารของเขาทุกคน มีความผูกพัน รักและเคารพเขามากนะเจ้าคะ ความสามัคคีในหมู่คณะของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมทีเดียว"
"ใช่แล้ว แม่หมอ" อิบิคัสพยักหน้าเห็นด้วย "ท่านวันชนะเป็นบุรุษผู้มีน้ำใจ พวกเราได้เห็นตัวอย่างกันมาแล้ว อย่างเช่นการรับตัวชายชราผู้ไร้ญาติขาดมิตรเป็นผู้รับใช้ เขามีน้ำใจงดงามจริงๆ"
"และพวกเขาก็ร่วมมือกับพวกเราในการต่อสู้กับฝ่ายจักรวรรดิอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง" อิบิคัสกล่าวพลางเหลือบแลดูกัปตันซึ่งกำลังยืนพูดคุยกับชาวคณะอยู่ข้างนอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางปลอดโปร่ง
(ต่อครับ)