ชะตารักเหนือกาล : A Timeless Love. #18#

ริก้านั่งบนรถม้าลาก มุ่งออกนอกปราสาทตรงไปยังหมู่บ้านเชิงเขา เพื่อรับผ้าไหมตามคำสั่ง แต่ยังไม่ทันจะเข้าเขตหมู่บ้าน จู่ๆตัวรถก็โยกโคลงแปลกๆ จึงรีบหยุดม้าเพื่อลงมาดู และเห็นว่ากงล้อข้างหนึ่งเลื่อนออกมาจนเกือบหลุดจากเพลาไม้

“ทำไมเป็นเช่นนี้เล่า”

หญิงสาวนึกหงุดหงิด เพราะไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร เหลียวมองไปทางหมู่บ้านที่ยังอยู่อีกไกล แล้วหันกลับไปยังปราสาทอย่างครุ่นคิด พลางเหลียวมองหาผู้คนบนถนนสายเปลี่ยวที่มีแต่ต้นไม้สองข้างทางกับเสียงนกกา แล้วก็ถอนใจ

“เวลานี้ จะมีชายใดผ่านมาให้ข้าใช้งานกันเล่า” 

ข้าวของที่ต้องการนั้น มีมากเกินกว่าจะบรรทุกได้หมดบนหลังม้าใช้งานตัวนี้ จึงคิดขี่มันกลับปราสาทเพื่อเปลี่ยนรถลากคันใหม่
และให้นึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง เพราะตัวเองนั้นก็ขี่ม้าไม่ค่อยจะคล่องเสียด้วย
แต่เหมือนโชคยังเข้าข้าง เมื่อปรากฏร่างของไซนอนเดินออกมาจากแนวป่า ในมือถือคันธนูไม้

“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่เรอะ”

ริก้ายิ้มกว้าง เมื่อคิดว่าเขามาได้จังหวะในการช่วยเหลือพอดี เธอรีบชี้ถึงต้นเหตุ
“ล้อมันหลุดน่ะ แต่ข้าซ่อมไม่เป็น เลยจะกลับเข้าปราสาทไปเปลี่ยนรถคันใหม่”

“เช่นนั้นคงเสียเวลามากนะ”

 “ถ้าเช่นนั้น เจ้าซ่อมเป็นไหม”

ไซนอนหันไปเพ่งพินิจพลางลูบคาง แล้วหันกลับมาตอบด้วยรอยยิ้มมั่นใจ
“ได้สิ..ใช้เวลาไม่นานหรอก”

“โอ้! ดีจริงๆ” ริก้ายิ้มกว้าง และตั้งหน้าตั้งตาดูเขาลงมือซ่อมล้อ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ยังไม่ลงมือเสียที นอกจากมองใบหน้าของเธออยู่นั่นล่ะ
“เอาแต่มองหน้าข้าอยู่เช่นนี้ แล้วเมื่อไหร่รถม้าของข้าจะวิ่งได้กันเล่า”

ชายหนุ่มยิ้มละไม ก้าวเข้าใกล้พลางยกมือขึ้นมาดึงผ้าคลุมศีรษะที่เลื่อนหลุดของเธอให้ขยับเข้าที่เข้าทางอย่างอ่อนโยน
“เจ้าไปยืนพักใต้ร่มไม้ก่อนเถอะ เสร็จแล้ว ข้าค่อยเรียกเจ้า”

ริก้านิ่งไปอึดใจ ยามสบดวงตาพราววิบวับ เต็มไปด้วยความปรารถนาดีอย่างไม่ปิดบัง..ถึงแม้รูปร่างของเขา จะไม่สูงใหญ่ อุดมไปด้วยมัดกล้ามอย่างเหล่านักรบ แต่ใบหน้านั้น ก็จัดว่าหล่อเหลาชวนมองอยู่ไม่น้อย และความอ่อนโยนที่ได้รับจากเขาเมื่อครู่ ก็ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวได้มากมาย

ไซนอนใช้เวลาไม่นานในการทำลิ่มไม้ตอกเสริมความแน่นหนาให้กับกงล้อ..มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ในเมื่อ..ปัญหาที่เธอประสบอยู่ขณะนี้ เขาเป็นผู้กระทำขึ้นเอง

“เรียบร้อย”
ชายหนุ่มหันไปบอก

ริก้าเข้ามาสำรวจความเรียบร้อยแล้วก็ยิ้มพึงใจ
“ขอบใจมากนะ ถ้าเจ้าไม่บังเอิญผ่านมาทางนี้ ข้าคงต้องเสียเวลาไปอีกครึ่งวันเป็นแน่..ว่าแต่ เจ้ามาทำอะไรแถวนี้เรอะ”

“ข้ามาล่าสัตว์น่ะ”

“หือ!?..แล้วเจ้าไม่ได้ฝึกทหารอย่างคนอื่นเขาเรอะ”

ชายหนุ่มทำสีหน้าซุกซนราวเด็กหนุ่ม แล้วยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปากริก้า
“ชู่ว์..” สบสายตากับเธอ กระซิบกระซาบ “เจ้าช่วยปิดเป็นความลับหน่อยนะ ไม่อย่างนั้น ข้าโดนทำโทษหนักแน่”  นอกจากเสียงทุ้มนุ่มนวลแล้ว ทั้งสีหน้าและแววตาของเขานั้นช่างแสนอ้อนวอน..หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงประหม่า เขินอาย

“ได้สิ..ได้..ข้าไม่บอกใครเด็ดขาด”

ไซนอนยิ้มโปรยเสน่ห์
“ข้ารู้อยู่แล้ว ว่านอกจากเจ้าจะมีใบหน้างดงามแล้ว จิตใจเจ้าก็งดงามเช่นกัน”

หญิงสาวใบหน้าแดงจัด..พูดอะไรไม่ออก

ชายหนุ่มอาสาขับรถม้าให้ เพื่อเป็นเพื่อนเธอทำธุระในหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้ ริก้าจิตใจเริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง จึงยอมตกลงโดยง่าย..และในค่ำคืนนั้น สองหนุ่มสาวแอบนัดพบกันอีกครั้ง..

แพนดารัสวาดแผนผังปราสาทลงบนแผ่นกระดาษตามที่ไซนอนบอก และรอจนหมึกแห้ง ลวดลายทั้งหมดค่อยๆจางหาย แล้วม้วนส่งให้ไซนอน
 เพราะว่าภายในอาณาเขตปราสาทแห่งนี้ไม่อาจเสี่ยงที่จะใช้เวทมนต์ได้ ผู้เป็นนายจึงมอบกระดาษแผ่นนี้มาให้ ซึ่งผิวของมันเคลือบน้ำยาพิเศษ ที่จะเขียนอะไรลงไป ก็ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า นอกจากจะเอาไปรนไฟเท่านั้น  

“เจ้ามั่นใจนะ ว่าจะไม่มีใครจับได้” เขาถามเพื่อให้เพื่อนยืนยันความมั่นใจอีกครั้ง ซึ่งไซนอนก็พยักหน้าอย่างมั่นใจ

“เจ้าเชื่อใจข้าได้”
 

ยามสาย..ญารินนั่งวาดรูปอยู่ริมทะเลสาบ โดยมีอันทาเออัสนั่งดีดพิณคลอเบาๆ ฟังระรื่นหูยามชื่นชมธรรมชาติอันงดงาม ทว่า ขณะนี้จิตใจของหญิงสาวไม่สงบอย่างเช่นทุกวัน เพราะความต้องการบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกร้อนรนจนไม่มีอารมณ์วาดรูปเอาเสียเลย

ชายหนุ่มปรายสายตามอง ก่อนเอ่ยถามราวรู้ใจ “เจ้าต้องการสิ่งใดเรอะ” ในขณะยังคงบรรเลงทำนองต่อไป

หญิงสาวหันมายิ้มหวาน
“พรุ่งนี้..หม่อมฉันอยากออกไปซื้อของกับพี่แอคเนสด้วย..พระองค์อนุญาตได้ไหมเพคะ”

ปลายนิ้วเรียวยาวพลันชะงัก เสียงเพลงเงียบลงทันใด รวมทั้งตัวเขาด้วยเช่นกัน

ญารินเริ่มคร่ำครวญ
“ตั้งแต่หม่อมฉันหลงเข้ามาในปราสาทแห่งนี้ ก็ไม่เคยออกไปไหนเลย..ถึงแม้ว่าที่นี่จะสวยงาม แต่หม่อมฉันก็ยังอยากเห็นโลกกว้างมากกว่านี้นะเพคะ..แล้วหม่อมฉันได้ยินว่า ภายในเมืองนั้นสวยงามมาก หม่อมฉันอยากเห็นศิลปะวิทยาการก่อสร้างของเมืองด้วยตาตัวเองสักครั้ง..พระองค์ให้หม่อมฉันไปเถอะนะเพคะ”

พยายามเว้าวอนออดอ้อนก็แล้ว เขายังคงนิ่งเฉย..หญิงสาวจึงงัดไม้ตายออกมาด้วยการบีบเค้นน้ำตาเป็นลำดับแรก และเมินหน้ามองไปยังทะเลสาบ พลางกอดเข่าทำตัวลีบอย่างน่าสงสาร เปรยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“พรุ่งนี้พระองค์ก็ไม่อยู่..ทั้งพี่แอคเนส ทั้งภูตสายลมก็ไปกันหมด ทุกคนทิ้งหม่อมฉันให้เงียบเหงาเพียงลำพัง ไม่รู้จะกลับกันเมื่อไหร่..หึ! แต่ช่างเถอะ..คนอย่างหม่อมฉันจะเรียกร้องอะไรใครได้ล่ะ”

ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า การแสดงตรงหน้านั้น คือ มารยา

แต่เมื่อเห็นดวงหน้าเศร้าสร้อย น้ำตาคลอเบ้าจนเอ่อล้นหยดร่วงไหลตามผิวแก้มใส อันทาเออัสก็อดใจอ่อนอย่างเสียไม่ได้
“เจ้าอยากไปเที่ยวในเมืองมากเลยเรอะ”

ญารินหันขวับ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มใจอ่อน และยิ้มให้เขาทั้งที่น้ำตายังนองหน้า “เพคะ”

อันทาเออัสเช็ดน้ำตาให้อย่างทะนุถนอมแสนรักใคร่ แต่ใบหน้านั้นแฝงด้วยความกังวล เพราะเกรงว่า หากพ้นสายตาเขาไปแล้ว เธออาจจะพบกับอันตรายที่ไม่คาดฝันได้

เพราะพรุ่งนี้ถึงกำหนดวันที่เขาต้องเข้าประชุมสภา คงไม่อาจปลีกตัวออกมาพาเธอเที่ยวรอบเมืองได้..และด้วยรูปลักษณ์ของเขา คงทำให้ผู้พบเห็นแตกตื่นด้วยความหวาดกลัวเป็นแน่
“เจ้าสัญญากับข้านะ ว่าจะไม่ซุกซน ก่อเรื่องก่อราวอะไรเด็ดขาด”

หญิงสาวนิ่วหน้า
“หม่อมฉันไปเที่ยวชมความสวยงามของบ้านเมืองคนอื่นนะเพคะ จะไปก่อเรื่องก่อราวได้ยังไงกัน” แล้วก็เอียงคอมองเขาดวงตาใสแจ๋ว
"ตกลง..พระองค์ให้หม่อมฉันไปนะเพคะ”

เรียวคิ้วเข้มแทบขมวดเป็นปม ใบหน้าคมหวานเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ยามเส้นเสียงขรึมดังลอดออกมาจากลำคอคล้ายไม่เต็มใจ “อืมม..”
ร่างเล็กๆโผเข้ามานั่งเสียใกล้ จนเข่าแทบจะเกยขึ้นมาบนขาของเขาเลยทีเดียว

“ขอบพระทัยเพคะ..แล้วก็..”

อันทาเออัสมองด้วยความฉงนกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ชวนสยองของเธอ
“อะไรอีกล่ะ..”

“อย่าลืมปัจจัยด้วยนะเพคะ..”

และเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจ เธอจึงขยายความ “ปัจจัย ก็..หมายถึงเงินที่ใช้ซื้อของน่ะเพคะ”

ชายหนุ่มยิ้มเอ็นดู “อ่อ..ได้สิ”

ด้วยความดีใจ ญารินโผนเข้ากอดเต็มตัว พลางฝังจูบกลางลำคอแกร่ง..แม้ผิวจะขาวเนียนละเอียด แต่ก็ไม่อ่อนนุ่มเฉกเช่นผิวสตรี ทว่า..ไม่รู้เป็นอะไร ที่ในระยะหลังมานี้ เธอชอบจูบลำคอที่เจือกลิ่นไม้สนเป็นพิเศษ มีโอกาสเมื่อไหร่ เป็นต้องฝังจูบที่ลำคอของเขาเมื่อนั้น โดยเฉพาะก่อนนอน
 

(ต่อค่ะ)
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่