ชะตารักเหนือกาล : A Timeless Love. #28#

การต่อสู้ระหว่างอันทาเออัสกับเดมิเทรียสที่ฟาดฟันใส่กันไม่ยั้งดำเนินใกล้มาถึงจุดจบ คาสเตอร์เฝ้ามองด้วยใจลุ้นระทึก พลัน! สะดุ้งเฮือก เมื่อคมดาบของจอมปิศาจตัดฉับเข้ากลางลำคอของแม่ทัพใหญ่จนขาดกระเด็น

“บ้าจริง ! ทำไมถึงพลาดท่าได้รวดเร็วนัก”

และดูเหมือนว่าแพนดารัสก็ยังดำเนินแผนการไม่สำเร็จ เขาจึงใช้อาวุธจากพลังเวทย์เข้าโจมตีอีกฝ่าย โดยไม่ให้ตั้งตัว ทว่า อันทาเออัสนั้นสร้างเกราะป้องกันการโจมตีด้วยอาคมตั้งแต่แรก คาสเตอร์จึงจำต้องเข้าต่อสู้ด้วยพละกำลังและฝีมือของตนเอง

พลังเวทย์ที่คิดจะใช้เข่นฆ่าศัตรู กลับต้องเก็บมาใช้เสริมสร้างพลังให้ตนเอง รวมทั้งเกราะอาคม ยามถูกคมดาบฟาดฟันลงมาแต่ละครั้งทำเอาสั่นสะเทือนราวจะปริแตก

ภายในหัวตะโกนก้องอย่างร้อนใจ
‘แพนดารัส เจ้ามัวทำอะไรอยู่ !’
 
 แพนดารัสใช้เลือดของแมลงปีศาจทาลงบนดาบ และส่วนที่เหลือนำมาผสมกับผงสมุนไพรก่อเกิดควันจางๆ และพัดมันไปทางภูตรับใช้กับทหารที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง..บรรดาทหารที่เป็นมนุษย์ยามสูดควันเข้าไปเริ่มมึนงง หูตาพร่าพราย แน่นหน้าอกราวกับมีอะไรมาบีบเค้นหัวใจ และล้มลงชักเกร็ง เลือดออกปากออกจมูกสิ้นลมหายใจในเวลาอันสั้น ในขณะที่บรรดาภูตรับใช้ก็มีอาการมึนงง พลางกระอักเลือด จึงรีบช่วยกันไล่ควันให้สลายไป ในจังหวะเดียวกับร่างของแพนดารัสพุ่งเข้าโจมตี เหล่าภูตที่กำลังอ่อนแรงรับมือได้ไม่นาน คมดาบอันว่องไวของแพนดารัสกวัดแกว่งบาดเนื้อตัวให้พิษพุ่งโจมตีดวงจิตรวดเร็วจนเกินกว่าจะต้านทาน กายเนื้อสูญสลายกลายเป็นฝุ่นผง

เมื่อไม่มีใครมาขวางทาง แพนดารัสใช้เลือดที่ได้มาจากผู้เป็นนายสลายเกราะอาคม และใช้แรงอันมหาศาลกระแทกบานประตูอยู่หลายครั้ง กว่าจะสามารถเปิดมันได้

ญารินถอยกรูดจนติดมุมผนังอย่างหวาดกลัว ไม่รู้ถึงต้นสายปลายเหตุที่อีกฝ่ายบุกเข้ามาด้วยท่าทางประสงค์ร้าย และไม่รู้จะหนีไปไหน ได้แต่หันรีหันขวาง ก่อนคว้าเชิงเทียนยาวมาถือไว้มั่น

“อย่าเข้ามานะ..ถ้าไม่อยากตาย ก็รีบออกไปเดี๋ยวนี้ เพราะองค์อันทาเออัสกำลังกลับมาแล้ว”

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่สะดุ้งสะเทือนกับคำขู่อันสั่นเครือของเธอเลย ใบหน้าถทึงไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ ร่างสูงใหญ่กระโจนใช้ดาบฟาดฟัน โดยไม่พูดไม่จาสักคำ..หญิงสาวหลบหลีกด้วยความหวาดกลัว ตัวเธอนั้นเป็นเพียงผู้หญิงร่างเล็กบอบบางและไม่มีฝีมือการต่อสู้เลยแม้สักนิดเดียว สิ่งที่ทำได้ คือการหนีไปให้เร็วที่สุด สายตาเหลือบมองไปยังบานประตูที่เปิดอ้าและหมายวิ่งออกไป แต่ยังช้ากว่ามือแกร่งที่เอื้อมมากระชากผมจนเจ็บแสบราวหนังหัวจะหลุด แต่มันยังไม่รู้สึกเจ็บเท่ากับปลายแหลมของคมดาบที่แทงเข้ากลางหลังหนักหน่วงจนทะลุหน้าท้องออกมา

ญารินไม่มีแม้เสียงจะกรีดร้อง ร่างทรุดฮวบหลุดจากคมดาบลงนอนสั่นสะท้านกับการพยายามหายใจ  น้ำตาเอ่อไหลพร้อมกับสามัญสำนึกสุดท้าย นึกถึงชายคนรัก..ก่อนดับสูญ

“อันทาเออัส..”
 

อันทาเออัสใจหายวาบ เมื่อรับรู้ว่าเกราะอาคมที่ใช้ปกป้องญารินถูกทำลายแล้ว จึงละมือจากคาสเตอร์หมายกลับไปช่วยหญิงสาว แต่จอมเวทย์หนุ่มพุ่งเข้าขวางสุดฤทธิ์ ชายหนุ่มหมดความอดทนปลดปล่อยพลังโกรธแค้นกลายร่างเป็นกระทิงเผือกตัวเขื่อง รอบกายเต็มไปด้วยไอแห่งพลังปิศาจ ลมหายใจร้อนระอุประดุจเปลวเพลิงพ่นครืดคราด ดวงตาอาฆาตแดงวาวโรจน์จ้องเขม็ง 

คาสเตอร์สัมผัสได้ถึงพลังสังหารที่เพิ่มขึ้นมากมายจนเขาถึงกับขนลุกซู่ด้วยความตื่นกลัว รีบใช้พลังเวทย์พาตนเองหลบหนีเอาตัวรอดก่อน แต่ไม่ว่าจะหนีอย่างไร ก็ไม่อาจสลัดพ้นจากเจ้าวัวปิศาจได้สักที

ในยามโกรธ..อันทาเออัสมักจะควบคุมตนเองไม่ให้กลายร่าง เพราะอารมณ์คลุ้มคลั่งนั้นจะเข้าควบคุมจิตวิญญาณของเขาให้กลายเป็นปิศาจร้าย  จำอะไรไม่ค่อยได้ พุ่งชนทำลายทุกอย่าง เข่นฆ่าทุกชีวิตที่ขวางหน้าโดยไม่สนว่าเป็นใคร จิตใจรุ่มร้อนมุ่งแต่เป้าหมายที่จ้องจะทำลายเท่านั้น..เฉกเช่นยามนี้ ที่ร่างกายใหญ่โตสีขาวเปรอะเปื้อนเลือดที่สาดกระเซ็นมาจากข้าศึก และเหล่าทหารของเขาเองที่กระโจนหลบไม่ทัน

จอมเวทย์หนุ่มซุกตัวหลังก้อนหิน พลางหอบหายใจหนัก เมื่อต้องรีดเค้นพลังเวทย์ทั้งหมดมาใช้ในการหลบหนี
“คงจะพ้นแล้วมั้ง”

พึมพำพลางแค่นยิ้มออกมาอย่างโล่งอก และคิดจะกลับไปหาอาจารย์เฒ่า ก้อนหินใหญ่ที่ใช้เป็นหลักกำบังเมื่อครู่ พลัน! แตกกระจายเป็นเสี่ยงด้วยแรงสองเขาแกร่งพุ่งปะทะ จนร่างของเขาลอยละลิ่วตามแรงกระแทก และในความรวดเร็วนั้น ปลายแหลมคมของสองเขาสังหารพุ่งเสียบร่างในฉับพลัน

กลิ่นคาวเลือด ผสานเสียงแห่งความเจ็บปวดแผดลั่น เสมือนเป็นการกระตุ้นความบ้าคลั่งให้จอมปิศาจทวีมากขึ้น หัวส่ายสะบัดเหวี่ยงร่างจอมเวทย์หนุ่ม ขวิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนกระทืบซ้ำจนหนำใจแล้ว จึงจากไป ทิ้งร่างแหลกเหลวนอนจมกองเลือดชุ่มผืนดินอยู่เช่นนั้น

เมื่ออารมณ์โกรธแค้นได้รับการปลดปล่อย ความคลุ้มคลั่งเริ่มทุเลาเบาบาง สติของอันทาเออัสจึงกลับคืน และรีบคืนร่างเดิม ปลุกฝูงกาปิศาจให้ตื่นขึ้นมารับมือกับภูตแห่งความตายก่อนรีบกลับไปหาญาริน 

ทันทีที่เขาไปถึง ร่างกายพลันแข็งทื่อเย็นเฉียบ ความรู้สึกเหมือนมีใครมากระชากหัวใจหลุดออกจากร่าง กับภาพของหญิงคนรักนอนแน่นิ่งจมกองเลือดแทบเท้าของแพนดารัสที่ยืนอย่างสงบ และเมื่อหันมาเห็นผู้ที่ตนเองกำลังรอคอย จึงพุ่งเข้าโจมตีทันที แต่ไม่นาน..ก็ถูกอันทาเออัสคว้าคอบีบแน่นตามแรงโกรธ พลางยกลอยสุดแขน

ครึก !!

เสียงกระดูกแตกดังมาจากลำคอของแพนดารัส ก่อนร่างจะถูกเหวี่ยงไปกระแทกผนังหินอย่างจัง และร่วงลงมานอนกอง ทั้งลำคอและร่างกายบิดผิดรูป 
เมื่อร่างที่ถูกควบคุมสิ้นลมหายใจ แมลงปิศาจจึงฉีกร่างแพนดารัสออกมา เพื่อกระโจนเข้าหาร่างใหม่ แต่ถูกคมดาบฟันร่างขาดเป็นสองท่อน ตามด้วยไฟอาคมเผาจนดิ้นพล่านสิ้นฤทธิ์ในกองเถ้าถ่าน

อันทาเออัสรีบทรุดกายลงประคองร่างของญารินขึ้นมาด้วยความหวังอันน้อยนิด ว่าเธอยังคงเหลือลมหายใจอยู่เพื่อรอคอยเขา แต่ร่างกายอ่อนปวกเปียกนี้กลับไม่หลงเหลืออะไรให้ได้สัมผัสเลย..ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจ หรือเสียงเต้นของหัวใจ..ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงัน จนรู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ

สองแขนกระชับกอดร่างของหญิงสาวแน่น จูบหน้าผากของเธอพลางกลั้นสะอื้น สมองเร่งคิดหาหนทาง
“ครั้งนี้..ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องมาตายเพราะข้าอีกแล้ว..เจ้าจะต้องมีชีวิตยืนยาวและมีความสุขจนชั่วลูกชั่วหลาน..ข้าสัญญา”

เสียงนั้นยืนยันหนักแน่น ไม่ต่างจากความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะยอมแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง

ชายหนุ่มอุ้มร่างไร้วิญญาณของญาริน พาขึ้นมาบนยอดหอคอยของวิหารเทพโปเซดอน ใช้เลือดของตนวาดเป็นวงกลมกว้างพร้อมอักขระบนพื้นหิน และวาดตราสัญลักษณ์ประจำตัวลงตรงกลาง ก่อนนำร่างของหญิงสาวมานอนราบลงไป

“เจ้าไม่ต้องกลัวนะ..ข้ากำลังไปรับเจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้”

เขากระซิบบอก ก่อนเริ่มร่ายเวทย์เบิกทางสู่ขุมนรก !
 

ยมโลก…

บัลลังก์ทองคำเปล่งประกายสุกสกาวท่ามกลางความมืดมิด และร้อนระอุ กลิ่นไอแห่งความตายฟุ้งลอยไปทั่วผสานเสียงกรีดร้องโหยหวน..ร่างสูงสง่าของบุรุษรูปงามในชุดคลุมดำเดินเรียบเรื่อยมายอบตัวลงนั่งบนบัลลังก์ ริมฝีปากบางหยัดยิ้มรื่นรมย์ ยกแขนเท้าศีรษะตนเองกับที่เท้าแขน ปลายนิ้วเรียวยาวเกี่ยวพันปอยผมยาวดำขลับของตนเองเล่น ยามดวงตาสีทองจดจ้องกระจกไฟบานใหญ่ มองความพินาศที่กำลังเกิดขึ้นกับลาบีรินธ์

แม้กาปิศาจจะสามารถรับมือภูตแห่งความตายได้ แต่ด้วยจำนวนที่น้อยเกินไปทำให้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเสาหลักที่คอยปกป้องคุ้มภัยให้ลาบีรินธ์นั้น มีเพียงอันทาเออัสกับกีเท่านั้น ในเมื่อทั้งสองไม่อยู่แล้ว ลาบีรินธ์ก็ไม่ต่างอะไรกับงูไร้หัว และในไม่ช้า ก็จะถูกทำลายย่อยยับ

เขาเปลี่ยนภาพในกระจกมองหาอันทาเออัส พลางคิดว่า หากวิญญาณของชายหนุ่มมาอยู่ใต้อาณัติของเขา คงทำให้เทพโปเซดอนโกรธจนแทบคลั่งเป็นแน่ ซึ่งมันคงทำให้เขาสะใจไม่น้อย

เส้นเสียงทุ้มกังวานเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ข้ากำลังรอเจ้าอยู่ รีบมาหาข้าเร็วๆสิ..หลานรัก”

ขณะที่กำลังใจจดใจจ่อ 

“ท่านฮาเดส ! “
เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นก่อนร่างเพรียวบางสีทองจะปรากฏต่อหน้าเขาเสียอีก

เทพฮาเดสขมวดคิ้วมองชายหนุ่มหน้าสวยกำลังฉีกยิ้มแป้นแล้น ทำตาใสซื่อใส่ เขาถึงกับถอนใจอย่างระอา
“นรกของข้าไม่ใช่สถานที่เที่ยวเล่นของเจ้านะ..ไดโอนีซัส” 

“ครั้งนี้ข้าไม่ได้มาเที่ยว แต่จะมาบอกท่านว่า เทพซุสเรียกประชุมด่วน”

เทพหนุ่มเหยียดยิ้ม 
“ข้าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเทวสภา แล้วเหตุใดต้องไปด้วย” ตอบด้วยความขุ่นเคือง ทั้งๆที่เขาเองก็เป็นหนึ่งในมหาเทพ กลับไม่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสภา เทพทุกองค์ก็ล้วนแต่มองข้ามเขาไปหมด โดยเฉพาะเทพซุสที่ไม่เคยให้ความสำคัญในตัวเขาซึ่งเป็นพี่ชายเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ร่วมชะตากรรมกันมามายาวนาน แต่กับเทพผู้พิการอย่างฮีเฟสตัส หรือเจ้าเด็กอ่อนหัดอย่างไดโอนีซัส กลับถูกยกย่องให้เป็นสมาชิกในสิบสอง เทวสภาแห่งโอลิมปัส

ยิ่งคิด ก็ยิ่งเจ็บใจ !

“แต่เทพซุสมีบัญชา ให้เทพทุกองค์เข้าร่วมสภาเดี๋ยวนี้”

“เดี๋ยวนี้ อย่างนั้นเรอะ ?”

“ใช่ แล้วข้าก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก ท่านต้องไปฟังด้วยตัวเอง..ไปกันเถอะ”

ไดโอนีซัสกวักมือเร่งอีกครั้งก่อนล่วงหน้าไป..ฮาเดสพ่นลมหายใจขัดเคือง
“เหตุใดต้องมีเรื่องเร่งด่วนในเวลาเช่นนี้” แล้วก็ตามติดเทพไดโอนีซัส มุ่งสู่โอลิมปัส
 

ญารินมองไปรอบกายที่มีแต่ความมืดมิด  ในหัวจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเหตุใดเธอถึงมาอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง และเจ้าเสียงแหลมประหลาดที่ดังมาเป็นระยะ สร้างความตื่นตะหนก หวาดกลัวจนลนลาน ไม่หลงเหลือสติพอที่จะคิดทบทวนสิ่งใด นอกจากตะโกนเรียกหาชายคนรักอย่างอับจนปัญญา

“องค์อันทาเออัส พระองค์อยู่ไหน..พาหม่อมฉันออกไปที..”

และในความเงียบงัน เธอได้ยินเหมือนเสียงของสิ่งหนึ่งกำลังกระทบน้ำดังเป็นจังหวะ จึงเหลียวมองไปตามเสียงนั้น และเริ่มเห็นดวงไฟสีนวลราวกับโคมไฟกำลังเข้ามาใกล้ทุกขณะ

หญิงสาวฉุกคิด..หลังจากที่เธอถูกแทง และด้วยสภาพเช่นนั้น คงไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้เป็นแน่
“หรือนี่คือความฝัน..” 

สองขาค่อยๆก้าวไปทางดวงไฟด้วยความสงสัย จนชนร่างของใครอีกคน เป็นจังหวะเดียวกับแสงสว่างวาบขึ้นจากโคมไม้ไผ่ที่ปักเป็นแนวยาวไปตามริมตลิ่ง ทำให้เธอเห็นผู้คนมากมาย ทั้งคนแก่ เด็ก ผู้หญิงและผู้ชาย บางคนสวมใส่เสื้อผ้านักบวช บางคนเป็นทหาร ซึ่งทุกคนล้วนแต่มีคราบเลือดติดบนเสื้อผ้า เช่นเดียวกับเธอ

ญารินตื่นตะลึง หันรีหันขวางไปยังผู้หญิงที่เธอเพิ่งชนเมื่อครู่
“ที่นี่คือที่ไหนกัน !?”

ผู้ถูกถามตอบกลับมาด้วยสีหน้าคล้ายปลงตกกับชีวิต
“ทางเข้ายมโลกไง”

คนฟังถึงกับเบิกตาค้าง ร่างแทบทรุด
“ไม่นะ..ฉันยังไม่อยากตาย”

จึงรวบรวมกำลังวิ่งฝ่าความมืดกลับไปเส้นทางเดิม แต่ก็ต้องพบว่า ไม่ว่าจะวิ่งไปทางไหน สุดท้ายก็วนกลับมาอยู่ที่เดิม
หญิงสาวทรุดร่างสะอื้นไห้อย่างสิ้นหวัง
“องค์อันทาเออัส..พระองค์อยู่ไหน หม่อมฉันกลัวเหลือเกิน..พ่อจ๋าแม่จ๋า พี่เจได ยูริคงไม่มีโอกาสได้กลับไปหาแล้ว..”

และขณะนั้น เสียงแหบแห้งของชายชราก็ดังขึ้น
“แม่สาวน้อย..เจ้าไม่อาจหนีออกไปจากที่นี่ได้หรอก”

หญิงสาวหันมองชายชราใต้ผ้าคลุมสีดำเก่าซอมซ่อ แต่ก็ไม่อาจเห็นใบหน้าได้ชัดเจน เห็นเพียงมือเหี่ยวย่นกำรอบไม้เท้าที่ทำมาจากไม้เนื้อหยาบ เล็บยาวแหลมสีดำดูน่ากลัว เธอรีบกระถดร่างหนี  พลางส่ายใบหน้าไปมา
“ไม่ไป..ฉันจะอยู่ที่นี่ เดี๋ยวองค์อันทาเออัสต้องมาตามหาฉันแน่”

ชายชราหัวเราะเสียงเย็น
“สถานที่แห่งนี้มีแต่คนตายเท่านั้นที่เข้ามาได้ ต่อให้เป็นเทพ ยังยากที่จะเข้ามาถึง..มาเถอะนังหนู เจ้าคงไม่มีเหรียญเงินให้ข้าสินะ..แต่ไม่เป็นไร สำหรับเจ้า ข้ายกเว้นให้” เพราะเป็นคำสั่งของเทพฮาเดสที่เฉพาะเจาะจง ให้พาวิญญาณดวงนี้กลับขุมนรก เขาจึงต้องยอมละเว้นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาช้านาน
พลางเอื้อมแขนมากำรอบข้อมือหญิงสาวหมายพาขึ้นเรือ

ญารินพยายามยื้อยุดฉุดร่างของตนเองไว้ แต่เหมือนชายชราผู้นี้มีเรี่ยวแรงเกินมนุษย์ทั่วไป ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหน ก็ไม่สามารถดึงแขนของตนออกมาจากฝ่ามือหยาบกร้านนี้
.................................................................
จบตอนค่ะ
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ.love
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่