ชะตารักเหนือกาล : A Timeless Love. #29#

ชายชราฉุดกระชากลากถูจนเกือบจะพาญารินขึ้นเรือได้สำเร็จ พลัน! ต้องรีบปล่อยมือ เพื่อหลบคมดาบที่พุ่งมา..หญิงสาวซึ่งใช้เท้ายันหัวเรือ เพื่อรั้งแรงฉุดไว้ เมื่อจู่ๆข้อมือถูกปล่อย จึงร่วงหงาย แต่ยังไม่ทันถึงพื้น ร่างก็ถูกรับไว้และรวบเข้ากอดแนบอกแกร่งแน่น เธอยังไม่ทันได้เงยใบหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ เพราะในวินาทีนั้น ก็ถูกพาพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและรุนแรงจนต้องหลับตาซุกหน้ากับแผ่นอกกว้าง จนได้กลิ่นเจือจางของไม้สนซีดาร์ จึงทำให้เธอรู้สึกโล่งใจจนแทบร้องไห้

‘องค์อันทาเออัส..’

ทว่า..ความยินดีปรีดาเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เมื่อข้อเท้าของอันทาเออัสถูกรัดรึงด้วยริ้วผ้าที่ยื่นออกมาจากชายเสื้อของชายชรา พุ่งไล่ล่าราวกับมีชีวิต และมันก็ทั้งเหนียวทั้งทนทานจนชายหนุ่มไม่สามารถใช้แรงกระชากขาดได้ จึงทำได้เพียงกอดร่างเล็กๆนี้ไว้อย่างปกป้อง ยามร่างตนถูกลากถูลู่ถูกังกลับมาอยู่ที่เดิม

สองหนุ่มสาวต่างช่วยกันประคองร่างขึ้นยืน ญารินเห็นเลือดซึมไหลจากรอยถลอกทั้งไหล่ แขน ขาและแผ่นหลังของเขายามถูกลากครูดมากับพื้นเมื่อครู่ก็ใจเสีย 
“เจ็บมากไหมเพคะ..”

“ข้าไม่เป็นไร” เขาปลอบพลางรั้งร่างของเธอไปอยู่ด้านหลัง ยามหันไปเผชิญหน้ากับชายชรา

“แครอน..ข้าไม่เคยคิดอยากจะล่วงเกินท่านเลยสักครั้ง แต่ว่านางผู้นี้ยังไม่ถึงที่ตาย ท่านช่วยละเว้นสักครั้งเถอะ” พลางล้วงถุงเงินออกมาจากสาบเสื้อ และเทเหรียญเงินในถุงบางส่วนลงฝ่ามือ

“เหรียญทั้งหมดนี้เป็นค่ามัดจำ และหากข้าพานางกลับไปแล้ว จะนำเหรียญเงินเท่าน้ำหนักตัวของนางมามอบให้อีกครั้ง หวังว่าท่านจะรับไมตรีจากข้า” เขานำเหรียญคืนใส่ถุงและโยนให้ชายชรารับไว้

แครอนชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ แต่คำสั่งของผู้เป็นนายยังก้องในหัว ทำให้เขาจำต้องปฏิเสธ
“บุตรแห่งโปเซดอน..ข้าคงไม่อาจทำตามคำขอนั้นได้ แต่ไม่ต้องห่วง หากวันใดเมื่อถึงเวลาของเจ้า ข้าจะดูแลเป็นอย่างดี” และทันทีที่เขาปฏิเสธ ถุงเงินก็อันตรธานหายไป ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกเสียดายแก่ชายชรา

“ท่านชื่นชอบเหรียญเงินเป็นชีวิตจิตใจไม่ใช่เรอะ แล้วเหตุใดคราวนี้ถึงปฏิเสธข้อเสนอดีๆเช่นนี้กัน หรือท่านไม่เชื่อใจข้า”

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เคยผิดวาจา แต่ข้าไม่อาจขัดคำสั่งของผู้เป็นนายได้..หรือไม่เช่นนั้น เจ้าก็ไปเจรจากับเทพฮาเดสด้วยตนเองดีไหม” แครอนเสนอวิธี และลอบมองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ 

อันทาเออัสจึงได้รับความกระจ่างทันทีว่า เหตุใดศึกครั้งนี้ เทพฮาเดสถึงมีส่วนร่วมด้วย เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่เทพฮาเดสต้องการคือดวงวิญญาณของเขา เพื่อหวังจะนำไปใช้แก้เผ็ดเทพโปเซดอน ซึ่งทั้งสองมีเรื่องระหองระแหงกันไม่จบไม่สิ้น และญารินเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมนี้เท่านั้น
ชายหนุ่มกำหมัด ภายในอกอัดแน่นด้วยความคับแค้นใจกับความไร้เหตุผลและเอาแต่ใจของทวยเทพ

“หากข้าข้ามแม่น้ำยมโลกไปแล้ว ก็คงไม่มีทางได้กลับออกมาแล้วล่ะ”

“นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเทพฮาเดส..ข้าบอกแล้วไง ว่าเจ้าต้องลองไปเจรจาดูก่อน”

และในขณะที่อันทาเออัสไม่ทันระวัง  ผ้าที่รัดแน่นกับข้อเท้าเริ่มคลายออก แต่มันกลับตวัดม้วนพันร่างของญารินพาลอยลิ่วกลับไปอยู่ในเรืออย่างรวดเร็ว และพันธนาการอยู่อย่างนั้น

ชายชราแสยะยิ้ม เอ่ยยั่วยุ
“ตอนนี้นางลงเรือมาแล้ว เจ้าจะไปหรือไม่ ข้าไม่อาจคอยเช่นกัน” พลางขยับลำเรือ

อันทาเออัสกระโจนคว้าดาบคู่กายที่ปักติดกราบเรือ ก่อนพลิ้วกายโจมตีแครอนไม่ยั้ง ซึ่งชายชรานั้นหลบหลีกและตอบโต้ได้ว่องไวปานกัน ไม้เท้าในมือเปลี่ยนเป็นเคียวด้ามยาวคมกริบ

ทุกครั้งที่เข้าปะทะ ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงพละกำลังของตนเริ่มถดถอย เพราะในเขตยมโลกนี้ ไม่อาจใช้พลังเวทได้เลย ต่างจากอีกฝ่ายที่ยังคงแข็งแกร่ง สามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้ไม่น้อย 

และในท้ายที่สุด..อันทาเออัสทรุดลงชันเข่า ปลายดาบปักลงแผ่นไม้กลางลำเรือเป็นหลักยึดให้กับร่างกายที่กำลังหอบหายใจอย่างหนัก เลือดทะลักจากบาดแผลลึกกลางลำตัวไหลนองชุ่มพื้น..ญารินเห็นแล้วสงสารจับใจ บอกน้ำเสียงสั่นเครือ

“พอเถอะ..พระองค์กลับไปเถอะเพคะ หม่อมฉันไม่เป็นไร..ได้โปรด กลับไปเถอะนะ..”

เขาฝืนยิ้มอย่างปลอบประโลม
“ข้าสัญญาแล้ว ว่าจะพาเจ้ากลับไป ข้าก็ต้องทำให้ได้”

และพยายามหยัดกายขึ้นยืนพินิจชายชราที่กำลังหยัดยิ้มอย่างผู้ชนะ..อันทาเออัสรู้ว่าแครอนยึดติดอยู่กับเรือ กินนอนก็อยู่บนเรือตลอด และจากที่ต่อสู้กันเมื่อครู่ เขาเพียรพยายามหลอกล่อให้ขึ้นไปต่อสู้บนฝั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ และนอกจากนั้น พลังของอีกฝ่ายก็เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้นเรือ

หากเป็นอย่างที่คาดเดา..พลังที่แท้จริงของแครอนคงขึ้นอยู่กับเรือลำนี้สินะ

‘คงต้องเสี่ยงกันหน่อยล่ะ’

อันทาเออัสเรียกพละกำลังอีกเฮือก ฝืนความเจ็บปวดที่แล่นจี๊ดไปทั่วร่าง ยามดึงสองเขาของตนออกมาจากศีรษะ ซึ่งถือว่าเป็นอาวุธต้นกำเนิด สามารถปรับเปลี่ยนได้ดั่งใจ นำมาประกบหลอมรวม แปรเปลี่ยนเป็นขวานเล่มใหญ่ และเมื่อพลังครึ่งหนึ่งของสองเขาถูกนำออกจากร่าง อาการบาดเจ็บเพิ่มรุนแรงจนสติแทบดับวูบ แต่เขาก็ยังพยายามฝืนทน

แครอนหัวเราะกับสภาพของคู่ต่อสู้
“เจ้ายอมแพ้เสียเถอะ ก่อนที่จะเจ็บตัวมากไปกว่านี้ เอ๊ะ!..หรือเจ้าอยากจะมอบวิญญาณให้ข้าเสียตอนนี้เลย ”
เขาเย้ยหยันแต่กลับถูกอีกฝ่ายจ้องเขม็ง ก่อนแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม

“ท่านบังคับข้าเองนะ”

“หือ !?” 

สิ่งที่แครอนไม่เข้าใจเมื่อครู่ พลัน! กระจ่างแจ้ง เมื่อร่างที่โทรมไปด้วยเลือด กระโดดเงื้อขวานขึ้น ซึ่งในแวบแรก..คิดว่าชายหนุ่มจะฟันลงมาที่ร่างเขา จึงรีบกระโดดหลบ ทว่าคมขวานกลับจามลงกลางลำเรือด้วยพลังทำลายล้างที่ปิศาจกระทิงหนุ่มทุ่มสุดตัว จนพื้นเรือแตกเป็นเสี่ยง สร้างความเสียหายลุกลามไปถึงกระดูกงู ซึ่งส่งเสียงลั่นก่อนหักสะบั้น 

ผืนผ้าที่พันธนาการหญิงสาวคลายตัวกลับคืนเสื้อคลุมของแครอนที่กำลังกรีดร้อง ราวสติแตก 

อันทาเออัสฉวยโอกาสนี้รีบกระโจนไปคว้าร่างของญารินพาทะยานจากไป โดยมีเสียงจากเจ้าของเรือที่กำลังจมลงใต้แม่น้ำยมโลก ตะโกนก่นด่าไล่หลังมา
 

ญารินฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อกลับมาอยู่บนหอคอย และรู้สึกเจ็บร้าวทั่วบริเวณบาดแผลที่ได้รับจากแพนดารัส จนเธอร้องครางออกมาอย่างอดรนทนไม่ไหว

อันทาเออัสรีบเข้ามาประคอง
“เจ้าอย่าเพิ่งขยับตัว ข้าร่ายเวทรักษาให้แล้ว แต่บาดแผลนี้สาหัสเกินไป คงต้องใช้เวลารักษาสักระยะ”

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย เธอเงยหน้าเพื่อมองเขาให้เต็มตา รอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า พลันชะงักค้าง ก่อนเพ่งมองเส้นผมยาวของเขาที่กลายเป็นสีดอกเลา ใบหน้านั้น ซีดเซียวจนแทบไม่เห็นสีเลือด 

“ทำไมสีผมของพระองค์ถึง...แล้วยังบาดแผลอีก..ทำไมเลือดถึงยังไม่หยุดไหลล่ะเพคะ หรือต้องใส่ยาอะไรหรือเปล่า..ให้หม่อมฉันช่วยนะ”
หญิงสาวพยายามลุกขึ้นแต่ถูกเขารวบไปกอด กระซิบบอกอยู่เหนือศีรษะ

“ข้าไม่เป็นไร..”
สองแขนยังคงโอบกอด พลางลูบแผ่นหลังบางอย่างปลอบประโลม ทั้งๆที่ในขณะนี้ หัวใจของเขากำลังร้าวราน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่นึกกลัวที่สุดในชีวิต

“สิ่งที่เจ้าปรารถนามาตลอด คือการกลับไปหาครอบครัวใช่ไหม”

ญารินขมวดคิ้ว เริ่มสังหรณ์ใจบางอย่าง และหมายจะเงยมองสีหน้าของคนพูด แต่เขากลับกดกอดแน่น เพราะหากเห็นใบหน้าของเธอในยามนี้ ความตั้งใจคงพังครืน

“ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้านนะ..”

น้ำเสียงสั่นเครือ 

“กลับไปใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าเคยเป็น..”

ญารินเริ่มใจเสีย เมื่อคาดเดาว่าเขากำลังจะทำอะไร “พระองค์ไปกับหม่อมฉันนะ..เราไปด้วยกัน แล้วหม่อมฉันจะสอนให้พระองค์รู้จักกับโลกของหม่อมฉัน..นะ..ไปด้วยกันนะเพคะ”

เธอวอนขอ และสัมผัสถึงกล้ามเนื้อสั่นเทาจากร่างที่กำลังโอบกอด

“ข้าอยากไปกับเจ้านะ..อยากเรียนรู้โลกที่เจ้าถือกำเนิดมา อยากใช้ชีวิตด้วยกันไปจนแก่เฒ่า..แต่ว่าข้าไม่อาจละทิ้งประชาชนได้..ข้าหันหลังให้พวกเขาไม่ได้จริงๆ”

เขากระชับกอดเธอแน่นขึ้น ไม่อาจกลั้นสะอื้นได้อีกต่อไป เสียงกรีดร้องของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ต่างเรียกหาความช่วยเหลือจากเขามันพุ่งเสียบลึกเข้าไปในสามัญสำนึกให้เจ็บปวด ในขณะที่พลังชีวิตของเขาใกล้ดับสูญ

“ถ้าอย่างนั้น ก็ช่วยพวกเขาก่อน แล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม..แล้วพอพระองค์แข็งแรงดี ก็ค่อยพาหม่อมฉันกลับไปเยี่ยมบ้าน..แบบนี้พระองค์ทำได้ไหมเพคะ หรือถ้าทำไม่ได้ เราค่อยคิดหาวิธีกันใหม่..นะเพคะ” ญารินเสนอความคิดเห็นที่คิดว่าดีที่สุด

อันทาเออัสถอนหายใจยาว พลางคลายวงแขน และมองสบสายตาคาดหวังของเธอ..เขากวาดมองทั่วดวงหน้าที่ตราตรึงอยู่ในความรู้สึก ไม่ว่ายามหลับหรือตื่น เขาอยากมีเธออยู่เคียงข้างเสมอ

“หลังจากที่ช่วยเหลือประชาชนแล้ว ข้าจะหลับใหลเป็นเวลานานนับร้อยปี กว่าพลังชีวิตของข้าจะฟื้นคืน..และข้า ไม่อาจทอดทิ้งให้เจ้าอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิตได้ ดังนั้น การส่งเจ้ากลับบ้าน จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด..ที่นั่นมีคนคอยห่วงใยและปกป้อง..เจ้าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเช่นเมื่อก่อน..”
หากแต่ว่า..พลังชีวิตที่มีในขณะนี้ เหลือทางเลือกเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น..ระหว่างผู้หญิงอันเป็นที่รัก กับประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา
แต่ในเมื่อเขาเลือกที่จะช่วยทั้งสองฝ่าย ดังนั้น..สิ่งที่ต้องแลก ย่อมมีราคาสูงเช่นกัน

ชายหนุ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางปัดปอยผมอันยุ่งเหยิงอย่างใจเย็นให้พ้นจากดวงหน้าเนียนใส ที่กำลังเอ่อท้นด้วยหยาดน้ำตา และเริ่มส่ายใบหน้าไปมา ไม่อยากฟังเหตุผลใดๆ

“ไม่เอา..อย่าผลักไสหม่อมฉันไปไหนนะ..ให้หม่อมฉันอยู่ด้วย..นะ..” เธอวอนขอ หวังว่าครั้งนี้เขาจะตามใจเหมือนที่ผ่านมา ทว่า..เขาไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ใช้ปลายนิ้วช่วยเกลี่ยเช็ดน้ำตา ฝังจูบแน่นลงบนหน้าผาก เปลือกตา ข้างแก้ม และริมฝีปาก ก่อนตัดใจผละจาก พร้อมคำลาที่เสมือนมีดกรีดลงกลางใจ

“หากตื่นขึ้นมา แต่ไร้เจ้าอยู่ข้างกาย..แล้วชีวิตข้า จะมีความหมายอะไร”

ญารินพยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในขณะนี้เหนี่ยวรั้งร่างที่กำลังหยัดยืน โดยไม่สนใจกับอาการเจ็บปวดจากบาดแผล แต่ร่างกายที่แสนอ่อนเปลี้ยนี้ทำได้เพียงสะอื้นไห้เท่านั้น สายตารวดร้าวมองชายคนรักที่กำลังร่ายอาคมโดยใช้เลือดของเขาสร้างเกราะโอบอุ้มรอบกายของเธอ

“องค์อันทาเออัส..” เธอวิงวอน

ชายหนุ่มทอดมองด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่ชั่วอึดใจ จึงหันหลังเดินตรงไปยังซุ้มระเบียง ปลายเล็บกรีดอักขระแห่งเทพลงบนแขนทั้งสองข้างปล่อยให้เลือดหยดเป็นทาง ยามตั้งจิตอธิษฐาน

“ข้า..อันทาเออัส เจ้าผู้ครองลาบีรินธ์ ขอสังเวยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณนี้ เป็นเครื่องบรรณการแด่เทพโปเซดอน ขอพระองค์โปรดประทานพร คุ้มภัยให้ทุกสรรพชีวิตภายใต้การปกครองของข้าปลอดภัย และมีชีวิตสงบสุข ชั่วนิรันดร์”

หญิงสาวพยายามลุกขึ้นคุกเข่า สองมือทุบเกราะอาคม อ้อนวอนให้เขาเดินกลับมาหาด้วยหัวใจร้าวราน ร่างโปร่งบางของเขาดูเหมือนจะแตกสลายได้เพียงแค่สายลมพัดผ่าน และหยุดยืนนิ่งอยู่ริมขอบหอคอยที่มีคลื่นสาดซัดอยู่เบื้องล่าง..ดวงตาสีอำพันยังคงประกายเจิดจ้ายามหันกลับมามอง พร้อมรอยยิ้มละมุนละไมในดวงหน้าคมหวาน แต่การกระทำนั้นกลับปลุกเร้าเส้นขนของเธอให้ลุกชูชันด้วยความหวาดกลัวจับใจ

“ได้โปรดกลับมาหาหม่อมฉันเถอะ..อย่าไปยืนตรงนั้น มันอันตรายนะเพคะ..”

เขายังคงยิ้ม ก่อนเอื้อนเอ่ยคำลาชั่วนิรันดร์

“จงลืมข้า..”
และทิ้งร่างลงลับหายไปต่อหน้าต่อตาของญารินที่นิ่งขึง ดวงตาเบิกโพลง ความเจ็บปวดแล่นจู่โจมรวดเร็วรุนแรง ประดุจสายฟ้าฟาด

“ไม่นะ..ไม่ !!” 

เสียงกรีดร้องปานจะขาดใจครั้งแล้วครั้งเล่ามีค่าไม่ต่างอะไรกับฝุ่นผงที่ถูกพัดสลายไปกับสายลม ภาวนาว่ามันเป็นเพียงภาพฝัน เมื่อตื่นขึ้นมา เธอยังคงอยู่ในอ้อมกอดของเขาเฉกเช่นทุกวัน ความสูญเสียครั้งนี้หนักหน่วงเกินจะรับไหว  ลิ่มเลือดอุ่นๆกระอักทะลักออกมาเต็มช่องปาก 
จี้รูปวัวกระทิงปริแตกลั่นเปรี๊ยะ! เสียงแหลมบาดลึกในแก้วหู ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นความมืดมิดเย็นเฉียบ ในจิตสำนึกสุดท้ายยังคงกรีดร้องเรียกหาชายอันเป็นที่รักราวเสียสติ

“อันทาเออัส!!”
..................................................................
จบตอนค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ love
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่