สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาแชร์การหางานและการจัดการกับความรู้สึกตั้งแต่ถูกเลิกจ้างเมื่อกค.ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ได้งาน

1.ตั้งสติและเริ่มการหางานไปพร้อม ๆ กับการพักผ่อน
 
      หลังจากโดนเลิกจ้างดิฉันก็สมัครงานตามเว็บไซด์ไปเรื่อย ส่วนใหญ่จะเป็นเว็ปสีส้ม 1 เดือนแรก ไม่มีใครเรียกสัมภาษณ์เลยค่ะตอนนั้นกลัวมากแต่ก็ยังมีเงินสำรองอยู่เลยไม่ได้คิดอะไรมาก ถือว่าได้ใช้เวลาพักผ่อน เพราะตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมาเกือบ 10 ปีไม่เคยได้หยุดพักจริงจังเลย แต่ควรจะทำบัญชีรายรับรายจ่ายนะคะอย่าเพลอใช้เงินเพลินเชียว (ดิฉันอายุ 28 นะคะ ทำงานมาตั้งแต่อายุ 19)
 
2. เมื่อโอกาสเข้ามากับเงื่อนไขและการตัดสินใจ
 
       และแล้วโอกาสการได้สัมภาษณ์งานก็มาถึงในช่วงเกือบปลายเดือนสิงหา คราวนี้ได้มีโอกาสไป 2 ที่ 1 ที่ใกล้บ้านเงินตรงสายงานเงินเดือนไม่สูงมากแต่พอรับได้ (ไม่ผ่านสัมภาษณ์) กับที่ 2 ไกลบ้าน เงินเดือนค่อนข้างน้อยและตายตัวเคยมาตั้งกระทู้ถามความเห็นเพื่อน ๆ ในนี้ด้วยนะคะ อีก User นึง ซึ่งก็ขอขอบพระคุณมาก ๆ ที่มาตอบกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เลือกไป เพราะคำนวนแล้วมันไม่คุ้มเลยโอกาศก้าวหน้าก็ไม่มี ก่อนจะตัดสินใจดิฉันก็กังวลมากค่ะ เหมือนมีอะไรติดอยู่ในใจมาตลอด
 
3.ความกังวลและเงินที่เริ่มหมดไป
 
      ช่วงเดือนที่ 3 นี้เป็นช่วงที่พีคที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ค่ะ มีโอกาสสัมภาษณ์ประมาณ 5 ที่ ทุกที่เงียบหมด เสียทั้งเวลาและเงินไปมาก กำลังใจจากคนรอบข้างก็ไม่มี ร้องไห้คนเดียวบ่อยมากช่วงนั้น แต่ก็ทำให้ความคิดตกตะกอนได้เยอะเลยค่ะ ถือว่าตั้งแต่เกิดมาชีวิตช่วงนี้แตะขีดต่ำสุดเลยก็ได้ แต่สิ่งที่ดิฉันทำเหมือนเดิมในทุก ๆ เดือนคือขยันส่งรีซูเม่ทุกวัน และติดตามการสัมภาษณ์งานทุกครั้ง เพื่อเอามาปรับปรุงกับการสัมภาษณ์งานครั้งต่อไป ทำการบ้าน ดูคลิปวีดีโอแนะนำต่าง ๆ จนตอนนี้กล้าพูดเลยว่า เลิกประหม่าหรือตื่นเต้นไปแล้วค่ะ
 
4.หวังที่ไม่หวังและในที่สุดก็ได้งานที่ตรงใจ(แม้จะไม่ตรงไปทั้งหมด)
 
     ช่วงเดือนที่ 4 ซึ่งก็คือเดือนนี้ ความกดดันทุกอย่างถาโถมดิฉันเป็นอย่างมากเพราะถ้าไม่ได้งานในเดือนนี้ดิฉันจะมีสภาพทางการเงินที่ติดลบ ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อให้ไปสัมภาษณ์งานทั้งหมด 5 ที่ ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างตรงสายงานดิฉันทั้งหมด แต่บอกตามตรงไม่มีความหวังว่าจะได้เลยค่ะเพราะตอนนั้นท้อและเกือบถอดใจไปแล้ว โดยจะมีใกล้บ้าน 1 ที่และไกลบ้าน 4 ที่ จะเล่าที่ ๆ ใกล้บ้านก่อนนะคะ เป็นบริษัทคนไทยงานประเภทบริษัทรับเหมาก่อสร้าง สวัสดิการมีไม่มากฐานเงินเดือนตอนต่อรองดิฉันยอมลดลงมาถึง 20%เพราะอยากได้งานที่นี่มาก คิดว่าคงไม่มีอะไรพลาดแน่นอนเพราะบรรยากาศตอนสัมภาษณ์ดีมาก เจ้าของบริษัทเป็นผู้สัมภาษณ์เอง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้งานเพราะ แพ้ให้กับคาดิเดตอีกคนที่เรียกเงินเดือนมาเพียง 15,000 บาท แต่นับถือ hr บริษัทนี้มากที่ถึงแม้ดิฉันไม่ได้งานก็ยังมีการเมลมาแจ้งผลสัมภาษณ์งานและบอกดิฉันว่าดิฉันเป็นคาดิเดตลำดับที่ 2 ที่บริษัทเลือก   ที่ ๆ 2 เป็นบริษัทโลจีสติกขนาดใหญ่ แต่เป็นงานสัญญาจ้างเพียง 3 เดือน อันนี้พีคมาก ตรงที่ มีการเทส ต่าง ๆ เยอะมาก สัมภาษณ์รอบเช้าต่อด้วยรอบบ่ายเหนื่อย มาก ๆ สุดท้าย ก็ให้รอผลโดยบอกว่าจะติดต่อกลับมาภายหลัง จนมาถึงที่ ๆ 3 อันนี้เป็นบริษัทผลิตบล็อกขนาดใหญ่ คาดิเดต 3 คน สัมภาษณ์คนละชม. อันนี้เครียดมากและเป็นครั้งแรกที่รู้เลยว่าตัวเองไม่ได้ที่นี่แน่นอน ถึงได้ทำก็คงจะไม่มาเพราะคิดว่าน่าจะรับกับวัฒนธรรมขององค์กรไม่ได้ จนมาถึงที่ ๆ 4 และ ที่ ๆ5 สัมภาษณ์วันเดียวกันเมื่อวันที่ 12 ที่ผ่านมา ที่นึงเป็นบริษัทคนไทย งานไม่มีระบบ ต้องเข้าไปปรับระบบทั้งหมด และถูกกดเงินเดือนค่อนข้างมาก และสภาพแวดล้อมในการทำงานค่อนข้างแย่ ออฟฟิศดูสกปรก ซึ่งข้อนี้เป็นเกณฑ์สำคัญในการเลือกที่ทำงานสำหรับดิฉันด้วยนะคะ หลังสัมภาษณ์เสร็จ 1 ชม.ก็โทรมาแจ้งผลว่าได้งาน. ส่วนที่ ๆ 2 เป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เจ้าของคนจีน อันนี้เหมือนจะรู้ว่าได้งานแน่นอนตั้งแต่ตอนโทรเข้ามานัดสัมภาษณ์งานแล้ว เพราะเป็นบริษัทเปิดใหม่ซึ่งขยายฐานการผลิตมาที่จังหวัดที่ดิฉันอยู่เลยต้องการคนพื้นที่ที่มีคอนเนคชั่นแน่นอย่างดิฉันเข้าร่วมงาน และไม่ได้ติดที่เงินเดือนที่ดิฉันขอไป สำหรับบริษัทนี้ดิฉันก็ยังไม่ได้ตอบรับในทันทีแต่ก็มีความสนใจอยู่มากเพราะคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดีกว่ามากแต่ก็ตอบไปว่าขอคิดดูก่อนในวันที่ HR โทรมาแจ้งผล ซึ่งโทรมาภายในวันนั้นไม่เกิน 1 ชม.เช่นกัน สำหรับที่นี่บอกตามตรงว่ากลัวเพราะต้องทำงานกับคนจีน แต่ลักษณะงานก็ไม่ได้ดิลกับคนจีนมากจะมีพาทเนอร์ที่พูดภาษาจีนได้รับหน้าก่อนแล้วค่อยส่งงานมาที่เราอีกที และอีกอย่างคือกลัวการถูกเอาเปรียบ แต่ HR ก็ยืนยันว่าจะมีการส่งสัญญาให้อ่านก่อนตกลงเซ็น สรุป สุดท้ายเราเลือกที่จะทำงานกับบริษัทคนจีน เพราะปรึกษาพี่ที่เคารพแล้วเค้าบอกว่าอีกหน่อยในจังหวัดที่เราทำงานอยู่ จะมีแต่คนจีนมาทำธุรกิจ เลยคิดว่าการหาประสบการ์ณการทำงานกับคนจีนก็ไม่ได้เสียหายอะไรและมันอาจจะเป็นประโยชน์กับเราในอนาคต เราก็เลย ok ตอนนี้ทำงานที่นี่มาได้ครบ 1 อาทิตย์พอดี บรรยากาศถือว่าดีค่ะ แม้จะต้องเรียนรู้ระบบอีกมาก ก็ตาม
 
 5. ข้อคิดจากวิกฤตชีวิตครั้งนี้(สำหรับตัวเรานะคะ)
     -เราสามารถคัดคนไม่ดีออกไปจากชีวิตได้มากจริงๆ
     -บางที่ครอบครัวก็ไม่ใช่ที่พึ่งไม่ใช่ที่พักใจของเรา (ในกรณีของเราครอบครัวพ่อแม่หรือแม้กระทั่งสามีไม่สามารถเป็นที่พึ่งในจิตใจให้เราได้เลยซึ่งมันบั่นทอนจิตใจเรามาก แต่มันก็ทำให้เรารักตัวเองมากขึ้นเช่นกัน)
     -รู้จักรอ และ ให้กำลังใจตัวเองเป็น
     -เรามีสิทธิ์เลือก เชื่อขอให้มั่นในตัวเอง
     -เมื่อตัดสินใจได้แล้ว จงทำให้ดีที่สุด
     -จงหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคุณไว้ให้ได้ สำหรับดิฉันลูกคือสิ่งที่ทำให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ และ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเราไว้บนโลกใบนี้
     -วางแผนการใช้เงินอยู่ตลอด และ ส่งรีซูเม่ทุกวัน มันจะต้องมีซักที่ ที่เป็นของเรา
 
จบแล้วค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครได้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ
 
เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังหางานในช่วงนี้ทุกคนนะคะ ขอให้สมหวังในสิ่งที่หวัง
 
ขอให้อดทนผ่านมันไปให้ได้แม้ในวันที่เราอยากจะยอมแพ้เหลือเกิน
 
เราขอเป็นอีก 1 กำลังใจให้ค่ะ 
หากพิมพ์ผิดพลาดประการใดหรือเนื้อหาวกวนก็ขออภัยด้วยนะคะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่