รหัสลับรัตติกาล ตอนที่ 6

กระทู้สนทนา
G.K.Line

          6.

          “สงสัยพวกเราจะหลงทาง หรือไม่อย่างนั้นก็คงมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นกับพวกเราแล้วละ”

                เหลียงฉีผู้กำลังทำหน้าที่เป็นพลขับบอกกับเฟิงอิ่งคู่หูที่นั่งมาด้วยกัน ไม่แน่ใจว่านานเท่าใดแล้วที่ต้องขับรถติดอยู่ในหมอกทึบแบบนี้ แต่มันก็นานพอที่จะทำให้เกจวัดระดับน้ำมันตกมาอยู่ระดับต่ำสุดมาพักใหญ่ๆ แล้ว

                หมอกลงหนาจนถึงขนาดมองเห็นรอบกายเป็นสีขาวโพลนในระยะห้าเมตร นอกจากเสียงเครื่องยนต์แล้วไม่ปรากฏเสียงอื่นใดอีก ทั้งคู่ต้องใช้สมาธิอย่างสูงในการบังคับยานพาหนะไปบนเส้นทางที่ด้านหนึ่งเป็นเนินสูงและอีกด้านเป็นหุบเหวลึก

                แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุดที่กำลังเกิดขึ้น เพราะตั้งแต่สายหมอกเริ่มโรยตัวจนกระทั่งปกคลุมไปทั่ว จู่ๆ เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาของทั้งคู่ก็มีอาการเดินผิดปกติ มันกระดิกไปมาอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนเสียทีเหมือนไม่อยากเดินต่อ คล้ายกับว่าแบตเตอรี่ในตัวเรือนอ่อนกำลังลงกะทันหันอย่างไรอย่างนั้น อีกทั้งเข็มทิศก็วิ่งเป็นวงกลมราวกับมันหลงทิศไปเสียเอง

                สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้พวกเขาสูญเสียการสังเกต เวลาและทิศทางลงหมดสิ้นไปพร้อมๆ กัน

                ทั้งๆ ที่เป็นถนนเส้นหลักเพียงเส้นเดียวที่ไร้สาขาแตกแขนงแยกออกไป แต่พวกเขากลับขับรถอยู่บนเส้นทางนี้มาอย่างยาวนานโดยไม่สามารถหลุดออกไปจากทางเส้นนี้ได้เสียที ราวกับถนนมันกำลังยืดยาวออกไปเรื่อยๆ จนไร้ที่สิ้นสุด หรือไม่มันก็ขดตัวกลายเป็นวงกลมไปเสียดื้อๆ อย่างนั้น

                ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ทั้งคู่นำเซลล์ของแวมไพร์กลับไปยังองค์กรแล้ว ทั้งหน่วยงานต่างพากันยินดีเพราะทุกคนคิดว่าเซลล์หายากนี้จะทำให้ทุกอย่างบรรลุผลเสียที แต่ทว่าพวกเขาคิดผิด เพราะหลังจากนั้นแม้ว่าการวิจัยจะรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่นานพวกเขาก็ต้องพบทางตันอีกครั้งหนึ่ง

                ผลที่ได้จากการทดลองพบว่า เซลล์ของสิ่งมีชีวิตโบราณตนนี้ถึงแม้จะไม่แก่ไม่ตาย แต่มันยังมีจุดอ่อนใหญ่หลวงที่แก้ไขไม่ได้อยู่สองอย่าง นั่นคือมันแพ้กระสุนเงินกับไม่สามารถโดนแสงแดดได้เลย ซึ่งสองสิ่งนี้ได้กลายเป็นข้อจำกัดอันสำคัญยิ่งหากจะนำเซลล์ไปใช้งานในสภาพจริง

                ใครก็ตามที่ยอมจ่ายก้อนเงินจำนวนมหาศาลย่อมไม่ต้องการสินค้าที่มีตำหนิแม้เพียงเล็กน้อย ดังนั้น มันจึงเป็นที่มาของการต้องออกเดินทางอีกครั้งของเหลียงฉีและเฟิงอิ่ง 

                ข่าวลือมาว่าดินแดนแห่งขุนเขาและสายหมอกแห่งนี้มักมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น สภาพอากาศที่จู่ๆ ก็มีหมอกลงจัดทั้งที่ไม่กี่วินาทีก่อนหน้าบริเวณโดยรอบยังใสกระจ่าง หรือข่าวที่ว่ามีนักท่องเที่ยวหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในระหว่างการเดินทางก็มีให้เห็นอยู่เป็นระยะ

                แม้ไม่เคยปรากฏว่ามีอสุรกายตนใดมีอิทธิฤทธิ์ขนาดสามารถควบคุมธรรมชาติได้ แต่เรื่องนักท่องเที่ยวหายตัวไปเฉยๆ นี่เป็นฝีมือของเจ้าพวกนั้นออกบ่อย ทั้งสองเหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกันหรือเป็นคนละเรื่องกันก็ได้ ซึ่งนั่นก็มีค่าเพียงพอให้ทั้งคู่ออกเดินทางมาสืบหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

                บางทีอาจจะเป็นอสุรกายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เคยค้นพบ และบางทีอะไรก็ตามที่พวกเขาค้นพบอาจทำให้โครงการวิจัยประสบความสำเร็จ

                “ขืนยังดันทุรังขับต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ น้ำมันคงหมดจนไม่มีเหลือให้ใช้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมา ฉันว่าเราน่าจะลองลงเดินเท้าเพื่อเปลี่ยนเส้นทางดูดีกว่า”

                เหลียงฉีชลอรถก่อนจะบังคับเข้าเทียบเนินข้างทาง คู่หูของเขานิ่งไม่ขัดอะไรขึ้นมาซึ่งแสดงว่าเห็นด้วยกับความคิดนั้น นาฬิกาข้อมือและเข็มทิศถูกตรวจสอบอีกครั้งโดยหวังว่ามันจะกลับมาทำงานเป็นปกติ แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

                ทั้งคู่เหวี่ยงเป้ประจำตัวขึ้นบ่าและเริ่มต้นเดินเท้าขึ้นไปบนเนิน...แต่หลังจากเดินมาเป็นเวลานานก็พบว่าความพยายามไม่เป็นผล เพราะไม่ว่าจะเดินมาไกลเท่าใดรอบกายก็ยังคงถูกล้อมกรอบด้วยหมอกหนา การสูญเสียเครื่องนำทางอาจทำให้พวกเขาเดินเป็นวงกลมย้อนกลับมาจุดเดิมโดยไม่รู้ตัว

                เฟิงอิ่งคว้ามีดพกขึ้นทำสัญลักษณ์ที่เปลือกต้นไม้เป็นระยะ เพื่อเป็นจุดสังเกตป้องกันเรื่องนี้เอาไว้แล้ว แต่ทว่าตลอดระยะเวลาเดินเท้าอันยาวนาน พวกเขาก็ไม่เคยพบสัญลักษณ์ที่ทำไว้เลยสักครั้งเดียว ซึ่งแสดงว่าพวกเขาไม่ได้ย้อนกลับมาทางเก่า

                เมื่อไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่รู้ว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าขณะนี้อยู่ที่ไหน สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวในตอนนี้ก็คือต้องเดินไปเรื่อยๆ เท่านั้น

                นอกจากเสียงเหยียบหญ้าและเสียงลมหายใจหนักหน่วงของกันและกัน รอบกายก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก และยิ่งนานเท่าไหร่ทัศนวิสัยที่ย่ำแย่และหมอกหนาทึบก็ยิ่งส่งผลต่อจิตใจ มันก่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัดและบีบคั้นจนอยากวิ่งหนีออกไปเสียให้พ้นจากสถานที่ประหลาด แต่ก็ไม่อาจทำได้ และการคิดถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็ส่งผลกระทบถึงจิตใจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

                อาหารที่นำติดตัวมาด้วยเพียงน้อยนิดหมดลงไปแล้ว ร่างกายโอดครวญออกมาให้เห็นเป็นความเหนื่อยล้า แขนขาปวดตึงจนแทบไร้ความรู้สึก สมองเริ่มกลายเป็นสีขาวโพลนกลมกลืนไปกับหมอก สับสนจนไม่อาจคิดวิเคราะห์อะไรได้อีก และแล้วในที่สุดร่างกายของคนทั้งคู่ก็หมดเรี่ยวแรง ต้องพากันทรุดลงไปนอนกองอยู่บนพื้นหญ้าเหมือนยอมแพ้แล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น

                “เฮ้อ ปราบสัตว์ประหลาดมาตั้งมาก เจอเรื่องแย่กว่านี้ก็เยอะ ไม่นึกว่าเลยว่าจะต้องมาสิ้นชื่อเอาง่ายๆ แบบนี้” เหลียงฉีแค่นยิ้ม พูดเสียงเนือยยานคางอย่างอ่อนล้าราวกับพ่ายแพ้ในโชคชะตา

                “นั่นสิ ถ้าใครรู้ว่าเราตายยังไงคงน่าอายพิลึก ถึงตายเป็นผีไปแล้วก็คงสู้หน้าผีตัวอื่นไม่ได้แน่ๆ” เฟิงอิ่งพูดรับอย่างเห็นด้วย น้ำเสียงและสภาพของเขาไม่ต่างกันกับคู่หู

                ทั้งคู่พยายามหัวเราะออกมาแต่ทว่าไม่สามารถบังคับกล้ามเนื้อใบหน้าให้ทำตามนั้นได้ ร่างกายเบาโหวงขึ้นทีละน้อยจนเหมือนกำลังล่อยลอยอยู่ในอากาศ รอบกายเคว้งคว้างไร้ทิศทางและรู้สึกราวกับไม่ใช่เป็นร่างกายของตัวเอง สติรับรู้ของพวกเขากำลังจะหลุดลอยไป

                และแล้วก็มีสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในสายหมอกขาว มันเป็นดวงสีส้มขนาดเท่าลูกโป่งใบใหญ่ๆ ซึ่งพลิ้วไหวส่ายสะบัดคล้ายเปลวเพลิง

                “นายเห็นเหมือนฉันมั้ย เหลียง” เอ่ยถามอย่างอ่อนล้าเต็มที

                “สงสัยคงเป็นนิมิตรของคนที่กำลังจะไปเยือนโลกหลังความตายมั้ง เฟิง”

                หนึ่งดวง สองดวง สามดวง ก้อนไหวระยิบสีส้มประหลาดยังปรากฏเพิ่มอย่างต่อเนื่อง มันเคลื่อนเข้ามาหาบุคคลทั้งสองใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ

                ...ห้าดวง เจ็ดดวง สิบดวง...

                เหลียงฉีจ้องมองจนกระทั่งมันเข้ามาถึงในระยะประชิด จากนั้นจึงค่อยๆ แตกพร่าเลือนรางเป็นภาพมัวเบลอ พร้อมกับเสียงเอะอะ เสียงเหยียบหญ้าดังแว่วเข้ามากระทบโสตประสาท เสียงเหล่านั้นคล้ายดังมาจากที่ซึ่งไกลแสนไกลก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป

                รอบกายมีแต่ความมืดมิด ไม่มีบน ไม่มีล่าง ไม่มีซ้ายขวาหน้าหลัง ทั้งหมดเป็นสีดำเหมือนกันหมด ครู่ถัดมา จุดสีขาวจุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา มันส่องแสงเป็นประกายคล้ายแสงไฟฉายที่ส่องผ่านรูเข็มเจาะบนกระดาษสีดำ ฉับพลันจุดสีขาวเล็กจิ๋วนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนระเบิดออกกลืนกินสีดำไปจนหมดสิ้น

                สว่างไสวเสียจนเหลียงฉีต้องหรี่ตามองจึงค่อยเห็นสภาพโดยรอบ เขาพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนพื้นเมฆขาวไกลสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้ายามนี้เป็นสีฟ้าสดใส อากาศเย็นสบายกำลังพอเหมาะ

                หนุ่มนักล่ายืดอกสูดหายใจรับอากาศบริสุทธิ์เข้าร่างกายจนเต็มปอด ก้าวขาออกเดินชมพื้นที่แปลกตาด้วยความสดชื่น...เขากำลังยืนอยู่บนปุยเมฆ ถ้าอย่างนั้นที่นี่คือสวรรค์อย่างนั้นหรือ แล้วก่อนหน้านี้ล่ะเขาอยู่ที่ไหน

                ใช่แล้ว...เขากำลังนอนอยู่บนพื้นหญ้าในสถานที่ซึ่งรอบกายเต็มไปด้วยหมอกหนา เขาติดอยู่ที่นั่นและหาทางออกไม่ได้ เขาหมดแรงลงและรู้สึกว่าความตายกำลังย่างกรายใกล้เข้ามา แต่แล้วทำไมเขาถึงกลับกลายมาอยู่ที่นี่ได้

                ในขณะที่เดินคิดไปเรื่อยเปื่อย ปุยเมฆที่กำลังเหยียบย่ำอยู่ก็แหวกออกเป็นรูขนาดใหญ่ เหลียงฉีซึ่งไม่ทันระวังจึงยั้งฝีก้าวไว้ไม่ทัน ทั้งร่างถลาลงไปในช่องว่างที่เปิดออก ลอยละลิ่วฝ่ากำแพงอากาศลึกลงไป สายตามองไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง ความเร็วในการดำดิ่งค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่หัวใจก็เต้นรัวแรงแทบทะลุออกมาจากอก จนในที่สุดเขาก็อดทนต่อไปไม่ไหว

                “เฮือก...”

                เหลียงฉีสะดุ้งตื่นจากอาการสลบไสล เหงื่อกาฬไหลอาบทั่วร่างกายจนชุ่มโชก สายตากวาดมองไปทั่ว เขาพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเสื่อในบ้านมุงด้วยใบจากหลังหนึ่ง พยายามข่มใจที่เต้นแรงให้ผ่อนลงจากความน่ากลัวของการฝันว่าตกจากที่สูง

                “ฮ้า ฟื้นแล้วนี่ มา ลุกขึ้นดื่มน้ำให้ชุ่มคอก่อน แล้วก็กินอะไรเสียหน่อย ติดอยู่ที่นั่นตั้งนานแถมยังหลับไม่ตื่นต่ออีกหลายวัน”

                ชายชราท่าทางใจดี ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ช่วยประคองชายหนุ่มให้ลุกขึ้นนั่งก่อนจะส่งข้าวส่งน้ำให้

                “เจ้าหนุ่ม ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ กินนะ ถ้าต้องมาตายเพราะสำลักน้ำหรืออาหารติดคอมันจะเสียทีที่อุตส่าห์รอดมาได้เอานา”

                พูดพลางหัวเราะ แต่หนุ่มนักล่าไม่ได้สนใจจะฟังหรือมีอารมณ์ร่วมไปด้วย เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดื่มกินด้วยความหิวกระหายเพราะร่างกายอดข้าวอดน้ำมาหลายวัน

                “ตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ก็เพิ่งเคยเห็นคนมาจากโลกภายนอกที่ยังเป็นๆ นี่ล่ะ ถ้าไม่โชคดีก็ต้องแข็งแรงหรืออึดมากเลยนะ ถึงรอดจนมาถึงในหมู่บ้านนี้ได้”

                เมื่อความหิวกระหายทุเลาลงบ้างแล้ว เหลียงฉีก็เริ่มหันมาให้ความสนใจกับคำบอกเล่าของชายชราแปลกหน้า

                “ที่นี่คือที่ไหนกันครับ คนมาจากโลกภายนอกงั้นเหรอ...ลุงพูดเหมือนกับที่นี่เป็นเมืองลับแลที่มีคนหลงเข้ามาบ่อยๆ”

                เขาถามพลางเหลียวมองหาคู่หูที่พลัดหลงเข้ามาด้วยกัน เพราะนอกจากตนเองที่เพิ่งลุกขึ้นมา แถวนี้ก็ไม่มีใครนอนสลบไสลอยู่อีก ชายชราชิงบอกอย่างรู้ว่ากำลังมองหาอะไร

                “ไม่ต้องห่วงหรอก เพื่อนของเจ้าเขาฟื้นก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้กำลังออกไปเดินยืดเส้นยืดสายอยู่ข้างนอกบ้าน อ้อ ถูกแล้ว ที่นี่มีคนหลงเข้ามาบ่อยๆ แต่กว่าพวกเราจะไปเจอก็กลายเป็นศพกันไปหมดแล้ว เพิ่งมีพวกเจ้าสองคนนี่ละที่หลงเข้ามาถึงที่นี่ได้แบบยังมีลมหายใจเป็นครั้งแรก”

                คำตอบทำเอากลืนข้าวไม่ลงจนต้องยกน้ำขึ้นดื่มให้คล่องคอ เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนอิ่มสบายดีแล้ว ชายชราคู่สนทนาจึงลุกขึ้นยืน หยิบถ้วยชามที่ทำจากไม้ไปเก็บ ผมบนศีรษะผู้เฒ่าบางจนเห็นหนังหัวเงาวับ หนวดเคราขาวยาวลงมาถึงลูกกระเดือก ถึงแม้หลังโกงเล็กน้อยแต่ก็ยังดูแข็งแรงทะมัดทะแมงดี เสื้อยืดคอกลมสีขาว เสื้อกั๊กและกางเกงขาก๊วยสีกรมท่าเก่าๆ ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม

                “จะออกไปหาเพื่อนเสียก่อนก็ได้นะ อีกสักพักข้าจะพาพวกเจ้าไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่