หลักการกินเพื่อลดไขมันที่มีความย้อนแย้งกัน

เรามักจะได้ยินทฤษฎีเกี่ยวกับการลดไขมัน ด้วยการควมคุมการบริโภคอาหารในรูปแบบต่างๆ
โดยเฉพาะ 2 หลักการนี้ที่ค่อนข้างได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย

1. แบ่งทานอาหารเป็นมื้อย่อยๆหลายๆมื้อ
ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงประโยชน์ในแง่ที่ร่างกายจะมีกระบวนการเผาผลาญอาหารบ่อยครั้งขึ้น และเพื่อให้ร่างกายไม่สะสมพลังงาน เรามักจะเจอหลักการนี้ในสังคมผู้ออกกำลังกาย และกำลังต้องการลดไขมัน (ช่วง Lean) ดังเช่นตัวอย่างแนวคิดนี้เป็นต้น
"การกินแบบ 4-6 มื้อเพื่อปรับปริมาณพลังงาน Energy Input เข้าร่างกายให้ตรงกับการเผาพลาญพลังงานของร่างกาย เพราะร่างกายมันจะค่อยๆใช้พลังงานในแต่ละชั่วโมง การกินเยอะๆใน 1 มื้อ ถือเป็น Over Energy Input แล้วร่างกายจะเอาไปเก็บเป็นพลังงานสะสมทำให้ลดน้ำหนักได้ช้ามาก"
เครดิต : Post-er

2. หลักการ I.F. (จำกัดช่วงเวลาในการท้องว่างให้นานกว่าปกติ)
เป็นทฤษฎีที่แพร่หลายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีให้หลังมานี้ โดยสูตรพื้นฐานของ I.F. คือให้เวลาในการรับประทานอาหารเพียง 8 ชั่วโมง และปล่อยให้ท้องว่าง 16 ชั่วโมงขึ้นไป (ในรายที่ Advance ขึ้น อาจจะปรับเป็น 23/1 คือรับประทานมื้อเดียว) ดังเช่นตัวอย่างแนวคิดนี้เป็นต้น
"ช่วงเวลาที่ท้องว่าง (Fasting) ตับอ่อนจะลดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ร่างกายจะนำน้ำตาลกลูโคสไปส่งที่เซลล์ได้มากขึ้น ลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงตลอดเวลา ตับอ่อนจะไม่สามารถผลิตอินซูลินเพื่อมาจัดการได้เพียงพอ ร่างกายก็จะสะสมไขมันเยอะขึ้น"
เครดิต : fitterminal

*ทั้ง 2 หลักการนี้ ค่อนข้างจะย้อนแย้งกันในเรื่องจำนวนมื้ออาหารต่อวัน ถ้าเปรียบเทียบกัน โดยอ้างอิงว่าการแบ่งมื้ออาหารเป็น 6 มื้อย่อยๆ และกรณีทำ I.F. แบบ 23/1 กินเพียง 1 มื้อ ถ้าได้รับปริมาณสารอาหารเท่ากัน แคลอรี่รวมทั้งวันเท่ากัน มีไลฟ์สไตล์การออกกำลังกายในแต่ละวันเหมือนๆกัน หลักการไหนที่ได้ผลในการลดไขมันมากกว่ากันครับ (ส่วนตัวผมเคยลองทั้งสองแบบแล้ว รู้สึกว่าแบบที่ 2 ลดเห็นผลกว่า) เพื่อนๆท่านไหนเคยทดลองหลักการแบบไหนด้วยตัวเองแล้วได้ผลจริงๆกับตัวท่านบ้างครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่