จขกท.คิดอยู่ตั้งหลายวันว่าจะลงดีไหม ถ้าไม่ลงก็จะอึดอัดใจ แต่จขกท.ก็ตัดสินใจว่าลงดีกว่า
จขกท.อยากจะแชร์ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตของจขกท.และเป็นข้อคิดในการทำงานของทุกๆคน
จขกท.ขอแทนตัวเองว่า ”เรา” นะคะ
ขอเกริ่นก่อนนะคะ
เราเรียนจบมาแล้ว 2 ปีกว่า จบคณะศิลปะศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ เกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พอเราเรียนจบปุ๊บเราก็ได้งานทำ (แต่กว่าจะหาได้ก็ใช้เวลาเป็นเดือนๆเลย) ซึ่งงานที่เราได้ทำนั้นเป็น Ground Handling ให้กับสายการบินหนึ่ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ซึ่งเป็นสายการบินลูกของสายการบินแห่งชาติ
เป็นบริษัท Outsource ธรรมดาๆ สวัสดิการก็ไม่ได้มีมาก มีแต่ประกันสังคมอย่างเดียว วันหยุด วันลาก็ได้ตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งงานที่เราทำก็เช็คอินผู้โดยสาร บอร์ดผู้โดยสารขึ้นเครื่อง รับเครื่องผู้โดยสารขาเข้าจากภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น แต่ทำงานเป็นกะ ทำ 3 หยุด 1 ทำ 3 หยุด 2 และทำ 4 หยุด 2
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้แต่พอหลังจากวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป เราก็ทำ 4 หยุด 2 เนื่องจากบริษัทหมดสัญญากับสายการบินแม่ในการทำไฟล์ทในประเทศ และทำไฟล์ทต่างประเทศอย่างเดียว
งานที่ทำก็สนุกนะ ได้ใช้ภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาจีนพูดคุยกับผู้โดยสารด้วย 55555 ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่คนอื่นๆไม่ได้เห็นอย่างเช่น ภายในเครื่องบิน เบื้องหลังการทำของฝ่ายต่างๆในสนามบิน ในเครื่องบิน ได้เจอผู้โดยสารมากหน้าหลากตา ได้เห็นpassportประเทศต่างๆที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
แล้วทำไมเราถึงอยากลาออกจากงานที่เราทำมาแล้ว 2 ปีกว่าล่ะ ?
ก็เพราะงานที่ทำมันเป็นกะ ซึ่งกะที่ทำเวลาเข้างานหลากหลายมาก ไม่ได้เป็นแบบเช้า 2 บ่าย 2 อย่างเช่น
วันแรก เราเข้า 03:30 เลิก 13:30 วันที่ 2 เข้า 05:00 เลิก 16:00 วันที่ 3 เข้า 12:00 เลิก 22:00 วันที่ 2 เข้า 13:00 เลิก 00:00 ซึ่งเราต้องเข้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเราปรับตัวในการนอนลำบากมาก
แต่ถ้าเป็นที่อื่น ก็จะเข้า วันแรก เข้า 07:00 เลิก 15:00 วันที่ 2 เข้า 07:00 เลิก 15:00 วันที่ 3 เข้า 15:00 เลิก 23:00 วันที่ 4 เข้า 15:00 เลิก 23:00
และเวลาเข้างานบางทีก็ไม่ได้ทำเลยทำนะ บางวันก็มาฟังบรีฟก่อนถึงไปทำงานได้ บางวันก็ทำไฟล์ทเดียว บางวันก็ทำสองไฟล์ท บางวันก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นStandbyเฉยๆ ซึ่งงานที่ทำก็เป็นไปตามที่หัวหน้า assign บางวันก็ได้ทำกับคนที่สนิท ก็โอเค แต่วันไหนได้ทำกับคนที่ไม่สนิท ไม่ชอบ วันนั้นแย่เลย
เราก็เลยไม่ไหวแล้ว อยากหางานที่ทำวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วหยุดเสาร์-อาทิตย์ทำแล้ว
อีกอย่างคือ สังคมในบริษัทไม่ค่อยดีเลย เพื่อนร่วมงานบางคนก็ดี บางคนก็ไม่ดี หัวหน้างานบางคนก็ดี บางคนก็ไม่ดี Officeที่ทำงานก็เล็กมาก อยู่แทบไม่ได้เลย บริษัทก็จ่ายเงินเดือนไม่ค่อยตรง uniformกว่าจะได้ เราก็ทำงานผ่านไปปีนึงแล้ว (ซึ่งบางคนที่เข้าทีหลังเรา จนลาออกแล้ว ก็ยังไม่เคยได้ใส่ uniform บริษัทเลย) และบริษัทก็หักเงินค่าประกัน 10,000 บาท (หักออกจากเงินเดือน เดือนละ 3,333.33 บาท เป็นเวลา 3 เดือน) ถ้าทำครบปีแล้วถึงได้คืน บางคนอยู่ไม่ถึงปี ก็ไม่ได้คืน บางคนที่มาทีหลังเราก็โดนหัก 20,000บาท ซึ่งหักไปเรื่อยๆ 6 เดือน ถ้าอยู่ไม่ถึงปี ก็ไม่ได้คืนจ้า สภาพแวดล้อมรอบบริษัทก็ไม่ดี บริษัทที่รอบๆข้างเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับ security เวลาจะใช้ห้องน้ำ ก็ต้องใช้ร่วมกับพวกเค้า พอเราเข้าไปแล้วเรารับสภาพไม่ได้เลย บางคนแปรงฟันหน้าอ่างล้างหน้า บางคนก็มายืดผมหน้ากระจก บางคนก็มาล้างจานหน้าอ่างล้างหน้า เราจะล้างมือก็ล้างไม่ได้เลย เซ็ง!
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราอยากมาลาออกมากกกกกก เราบ่นทุกวัน ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน จนเราทำมาแล้ว 2 ปี ก็ยังไม่ออก555555 และพอเรามาทำงานที่นี่แล้วสุขภาพจิตเราแย่มาก เหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้าเลย
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราออกจากงานที่เราทำมาแล้ว 2 ปี
ตอนนั้นบริษัทปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ 5555 เริ่มด้วยบริษัทหมดสัญญากับในการทำไฟล์ทในประเทศกับสายการบินแม่อย่างที่เราบอกไปข้างต้น จ้างพนักงานที่มีอายุงาน 5 ปีขึ้นไปและมาใหม่ประมาณ 3-4 เดือนออก ด้วยการจ่ายเงินชดเชย บางคนโดนบริษัทย้ายไปทำที่ภูเก็ต ถ้าไม่สะดวกไป บริษัทก็บังคับให้ออก บางคนก็โดนย้ายไปทำที่ดอนเมือง บางคนก็โดนย้ายไปทำให้สายการบินอื่น ตอนนั้นเราก็ยังไม่โดนอะไรจากบริษัทเลย แต่เราก็ยังกลัวว่าถ้าเรายังอยู่จนหมดสัญญาของบริษัท (คือบริษัทจะหมดสัญญาในการทำไฟล์ทต่างประเทศของสายการบินที่เราได้ทำวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พอหลังจากนั้นวันที่ 1 มีนาคม สายการบินแม่ก็จะเข้ามาทำแทนแล้ว) เราก็จะว่างงานเลย เราก็ตัดสินใจสมัครตามบริษัทต่างๆจากเว็บไซต์หางานเป็นสิบๆบริษัท(ซึ่งเราก็ทำแบบนี้ตั้งแต่เราทำงานบริษัทนี้แรกๆเลย) ซึ่งบริษัทที่เราเลือกสมัครก็อยู่แถวบ้านเราทั้งนั้น เพื่อที่เราจะได้งานทำก่อนที่เราจะออก จนกระทั่งบริษัทนึงติดต่อเข้ามา เค้าก็บอกว่าสนใจประวัติเรา เราก็เลยสมัครไป ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาบริษัทก็ติดต่อมานัดให้ไปสัมภาษณ์ที่บริษัท
บริษัทที่ติดต่อมา
บริษัทที่ติดต่อเข้าเป็นบริษัทโลจิสติส อยู่แถวบ้านประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงถึงที่ทำงาน บริษัทนี้เป็นบริษัทคนไทย ซึ่งทำเกี่ยวกับคลังสินค้า ดูแลสินค้าที่ลูกค้าเอามาฝากไว้บริษัท ตำแหน่งที่เราสมัครไปเป็นตำแหน่ง Customer Service ซึ่งนั่งทำอยู่ในออฟฟิศ เวลาเข้างาน จันทร์ถึงเสาร์ เวลา 08:30 ถึง 17:30 แต่ถ้าผ่านโปรก็จะได้หยุด 2 เสาร์ในหนึ่งเดือน ซึ่งสวัสดิการดีกว่าบริษัทเราทำอยู่ อย่างเช่น วันหยุดตาประเพณี วันหยุดพักผ่อนสูงสุด 14 วัน ท่องเที่ยว/สัมมนา งานเลี้ยงบริษัท ตรวจสุขภาพ ประกันสังคม เป็นต้น
พอถึงวันที่นัดสัมภาษณ์ เราก็ขับรถไปเขียนใบสมัครที่บริษัท ซึ่งก่อนที่จะสัมภาษณ์นั้น เค้าก็จะมีแบบทดสอบให้ทำได้แก่ แบบทดสอบทางเชาว์ คอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ พอเราทำแบบทดสอบเสร็จ เราก็ไปสัมภาษณ์กับทาง HR และHR ก็บอกว่าเดี๋ยวสัมภาษณ์กับหัวหน้างานต่อ แต่วันนั้นหัวหน้างานไม่อยู่ ไม่ว่าง เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวตอนบ่ายติดต่อสัมภาษณ์ไปใหม่ ซึ่งบ่ายวันนั้นก็ไม่เห็นมีใครติดต่อกลับมาเลย ในใจเราก็คิดว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าได้ก็ดี
ประสบการณ์ทำงาน 2 วันแล้วออก
จขกท.อยากจะแชร์ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตของจขกท.และเป็นข้อคิดในการทำงานของทุกๆคน
จขกท.ขอแทนตัวเองว่า ”เรา” นะคะ
ขอเกริ่นก่อนนะคะ
เราเรียนจบมาแล้ว 2 ปีกว่า จบคณะศิลปะศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ เกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พอเราเรียนจบปุ๊บเราก็ได้งานทำ (แต่กว่าจะหาได้ก็ใช้เวลาเป็นเดือนๆเลย) ซึ่งงานที่เราได้ทำนั้นเป็น Ground Handling ให้กับสายการบินหนึ่ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เป็นบริษัท Outsource ธรรมดาๆ สวัสดิการก็ไม่ได้มีมาก มีแต่ประกันสังคมอย่างเดียว วันหยุด วันลาก็ได้ตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งงานที่เราทำก็เช็คอินผู้โดยสาร บอร์ดผู้โดยสารขึ้นเครื่อง รับเครื่องผู้โดยสารขาเข้าจากภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น แต่ทำงานเป็นกะ ทำ 3 หยุด 1 ทำ 3 หยุด 2 และทำ 4 หยุด 2
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
งานที่ทำก็สนุกนะ ได้ใช้ภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาจีนพูดคุยกับผู้โดยสารด้วย 55555 ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่คนอื่นๆไม่ได้เห็นอย่างเช่น ภายในเครื่องบิน เบื้องหลังการทำของฝ่ายต่างๆในสนามบิน ในเครื่องบิน ได้เจอผู้โดยสารมากหน้าหลากตา ได้เห็นpassportประเทศต่างๆที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
แล้วทำไมเราถึงอยากลาออกจากงานที่เราทำมาแล้ว 2 ปีกว่าล่ะ ?
ก็เพราะงานที่ทำมันเป็นกะ ซึ่งกะที่ทำเวลาเข้างานหลากหลายมาก ไม่ได้เป็นแบบเช้า 2 บ่าย 2 อย่างเช่น
วันแรก เราเข้า 03:30 เลิก 13:30 วันที่ 2 เข้า 05:00 เลิก 16:00 วันที่ 3 เข้า 12:00 เลิก 22:00 วันที่ 2 เข้า 13:00 เลิก 00:00 ซึ่งเราต้องเข้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเราปรับตัวในการนอนลำบากมาก
แต่ถ้าเป็นที่อื่น ก็จะเข้า วันแรก เข้า 07:00 เลิก 15:00 วันที่ 2 เข้า 07:00 เลิก 15:00 วันที่ 3 เข้า 15:00 เลิก 23:00 วันที่ 4 เข้า 15:00 เลิก 23:00
และเวลาเข้างานบางทีก็ไม่ได้ทำเลยทำนะ บางวันก็มาฟังบรีฟก่อนถึงไปทำงานได้ บางวันก็ทำไฟล์ทเดียว บางวันก็ทำสองไฟล์ท บางวันก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นStandbyเฉยๆ ซึ่งงานที่ทำก็เป็นไปตามที่หัวหน้า assign บางวันก็ได้ทำกับคนที่สนิท ก็โอเค แต่วันไหนได้ทำกับคนที่ไม่สนิท ไม่ชอบ วันนั้นแย่เลย
เราก็เลยไม่ไหวแล้ว อยากหางานที่ทำวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วหยุดเสาร์-อาทิตย์ทำแล้ว
อีกอย่างคือ สังคมในบริษัทไม่ค่อยดีเลย เพื่อนร่วมงานบางคนก็ดี บางคนก็ไม่ดี หัวหน้างานบางคนก็ดี บางคนก็ไม่ดี Officeที่ทำงานก็เล็กมาก อยู่แทบไม่ได้เลย บริษัทก็จ่ายเงินเดือนไม่ค่อยตรง uniformกว่าจะได้ เราก็ทำงานผ่านไปปีนึงแล้ว (ซึ่งบางคนที่เข้าทีหลังเรา จนลาออกแล้ว ก็ยังไม่เคยได้ใส่ uniform บริษัทเลย) และบริษัทก็หักเงินค่าประกัน 10,000 บาท (หักออกจากเงินเดือน เดือนละ 3,333.33 บาท เป็นเวลา 3 เดือน) ถ้าทำครบปีแล้วถึงได้คืน บางคนอยู่ไม่ถึงปี ก็ไม่ได้คืน บางคนที่มาทีหลังเราก็โดนหัก 20,000บาท ซึ่งหักไปเรื่อยๆ 6 เดือน ถ้าอยู่ไม่ถึงปี ก็ไม่ได้คืนจ้า สภาพแวดล้อมรอบบริษัทก็ไม่ดี บริษัทที่รอบๆข้างเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับ security เวลาจะใช้ห้องน้ำ ก็ต้องใช้ร่วมกับพวกเค้า พอเราเข้าไปแล้วเรารับสภาพไม่ได้เลย บางคนแปรงฟันหน้าอ่างล้างหน้า บางคนก็มายืดผมหน้ากระจก บางคนก็มาล้างจานหน้าอ่างล้างหน้า เราจะล้างมือก็ล้างไม่ได้เลย เซ็ง!
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราอยากมาลาออกมากกกกกก เราบ่นทุกวัน ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน จนเราทำมาแล้ว 2 ปี ก็ยังไม่ออก555555 และพอเรามาทำงานที่นี่แล้วสุขภาพจิตเราแย่มาก เหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้าเลย
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราออกจากงานที่เราทำมาแล้ว 2 ปี
ตอนนั้นบริษัทปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ 5555 เริ่มด้วยบริษัทหมดสัญญากับในการทำไฟล์ทในประเทศกับสายการบินแม่อย่างที่เราบอกไปข้างต้น จ้างพนักงานที่มีอายุงาน 5 ปีขึ้นไปและมาใหม่ประมาณ 3-4 เดือนออก ด้วยการจ่ายเงินชดเชย บางคนโดนบริษัทย้ายไปทำที่ภูเก็ต ถ้าไม่สะดวกไป บริษัทก็บังคับให้ออก บางคนก็โดนย้ายไปทำที่ดอนเมือง บางคนก็โดนย้ายไปทำให้สายการบินอื่น ตอนนั้นเราก็ยังไม่โดนอะไรจากบริษัทเลย แต่เราก็ยังกลัวว่าถ้าเรายังอยู่จนหมดสัญญาของบริษัท (คือบริษัทจะหมดสัญญาในการทำไฟล์ทต่างประเทศของสายการบินที่เราได้ทำวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พอหลังจากนั้นวันที่ 1 มีนาคม สายการบินแม่ก็จะเข้ามาทำแทนแล้ว) เราก็จะว่างงานเลย เราก็ตัดสินใจสมัครตามบริษัทต่างๆจากเว็บไซต์หางานเป็นสิบๆบริษัท(ซึ่งเราก็ทำแบบนี้ตั้งแต่เราทำงานบริษัทนี้แรกๆเลย) ซึ่งบริษัทที่เราเลือกสมัครก็อยู่แถวบ้านเราทั้งนั้น เพื่อที่เราจะได้งานทำก่อนที่เราจะออก จนกระทั่งบริษัทนึงติดต่อเข้ามา เค้าก็บอกว่าสนใจประวัติเรา เราก็เลยสมัครไป ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาบริษัทก็ติดต่อมานัดให้ไปสัมภาษณ์ที่บริษัท
บริษัทที่ติดต่อมา
บริษัทที่ติดต่อเข้าเป็นบริษัทโลจิสติส อยู่แถวบ้านประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงถึงที่ทำงาน บริษัทนี้เป็นบริษัทคนไทย ซึ่งทำเกี่ยวกับคลังสินค้า ดูแลสินค้าที่ลูกค้าเอามาฝากไว้บริษัท ตำแหน่งที่เราสมัครไปเป็นตำแหน่ง Customer Service ซึ่งนั่งทำอยู่ในออฟฟิศ เวลาเข้างาน จันทร์ถึงเสาร์ เวลา 08:30 ถึง 17:30 แต่ถ้าผ่านโปรก็จะได้หยุด 2 เสาร์ในหนึ่งเดือน ซึ่งสวัสดิการดีกว่าบริษัทเราทำอยู่ อย่างเช่น วันหยุดตาประเพณี วันหยุดพักผ่อนสูงสุด 14 วัน ท่องเที่ยว/สัมมนา งานเลี้ยงบริษัท ตรวจสุขภาพ ประกันสังคม เป็นต้น
พอถึงวันที่นัดสัมภาษณ์ เราก็ขับรถไปเขียนใบสมัครที่บริษัท ซึ่งก่อนที่จะสัมภาษณ์นั้น เค้าก็จะมีแบบทดสอบให้ทำได้แก่ แบบทดสอบทางเชาว์ คอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ พอเราทำแบบทดสอบเสร็จ เราก็ไปสัมภาษณ์กับทาง HR และHR ก็บอกว่าเดี๋ยวสัมภาษณ์กับหัวหน้างานต่อ แต่วันนั้นหัวหน้างานไม่อยู่ ไม่ว่าง เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวตอนบ่ายติดต่อสัมภาษณ์ไปใหม่ ซึ่งบ่ายวันนั้นก็ไม่เห็นมีใครติดต่อกลับมาเลย ในใจเราก็คิดว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถ้าได้ก็ดี