💫🕛💫🚀 แดนศิวิไลซ์ ( หลงกาล ภาค 2 ) ตอนที่ 23 🚀💫🕛💫

กระทู้คำถาม
กลุ่มพลังงานทางจิตสองกลุ่มปะทะกันอย่างจัง ก่อนหน้าที่กลุ่มของออเรเคิลซึ่งมีกาดิซผู้เป็นรองหัวหน้าคณะนักพลังจิตแห่งฝ่ายจักรวรรดิร่วมด้วยจะเข้าจู่โจมจิตของผู้พิพากษาผู้กำลังหลับใหล โดยที่ทั้งสองไม่ทันรู้ตัว เพราะมุ่งแต่จะเข้าครอบงำจิตของผู้พิพากษาแต่เพียงอย่างเและเพราะมีกันเพียงแค่สอง ทั้งสองจึงแยกห่างจากกันด้วยพลังปะทะที่โจมตีมาจากด้านหลังซึ่งมีถึง 4

"เราถูกโจมตีขอรับ ท่านหัวหน้า" กาดิซรายงานต่อเจ้านาย

"ข้ารู้แล้ว!" ออเรเคิลกล่าวด้วยเสียงคำรามอย่างขุ่นเคือง "มันมากันถึง 4 คน แต่ไม่มีทางเอาชนะข้าได้แน่นอน! เจ้าเข้าไปหาผู้พิพากษาก่อน บีบบังคับมันให้จงได้! ข้าจะสู้กับพวกมันเอง!! ไม่ต้องห่วงข้า ไปเดี๋ยวนี้!!!"

"ขอรับ ท่านหัวหน้า" กาดิซรับคำสั่ง แล้วแยกตัวจากเทพพยากรณ์ มุ่งตรงเข้าสู่ห้องนอนของผู้พิพากษาแห่งศาลทวีปซึ่งจะนั่งบัลลังก์อ่านคำตัดสินและพิจารณาว่าจะ "วีโต้" คำตัดสินหรือไม่ในวันรุ่งขึ้นโดยเร็ว

ฝ่าย 4 นักพลังจิตจากสหพันธรัฐเมื่อเห็นดังนั้น สองคนคือสาวแอนนาและยูไล เกลเลอร์แยกกลุ่มออกมาทันที กำลังจะตามไปขัดขวางกาดิซ แต่เทพพยากรณ์ออเรเคิลพุ่งมาขวางทางอย่างทันท่วงที และเสี้ยววินาทีนั้น นางก็เริ่มใช้วิชาจิตขั้นสูงซึ่งเทียบได้กับ "มโนมยิทธิ" 

"อัตตาข้า จงมีจำนวนเกินร้อย ณ บัดนี้ !!" นางนึกภาวนา

ทันทีที่สิ้นสุดคำภาวนาอธิษฐาน ร่างของนางก็ได้แยกออกจากร่างเดิมจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด แปดเป็นสิบหก ฯลฯ ยกกำลังสองขึ้นไปเรื่อยๆ จนมีเกินร้อยร่าง ดักขวางทาง 4 นักพลังจิตไว้หมดทุกทาง!!

"นางแยกร่างได้!! ทำไงดี ??" ยูไล เกลเลอร์ร่ำร้องขณะที่ตนเองกำลังตกตะลึง

"นั่นเป็นวิชาซึ่งในทางพุทธศาสนาเรียกว่า มโนมยิทธิ!" มหาเอกบอก "ตัวจริงของนางมีเพียงหนึ่ง นอกนั้นเป็นมายา จับต้องไม่ได้!!"

"แล้วจะรู้ได้ยังไงคะพี่เอก ว่าตัวไหนคือตัวจริง ??" แอนนาถามอย่างเร่งร้อน

"ไม่มีทางอื่น นอกจากฝ่าเข้าไป!" มหาเอกตัดสินใจอย่างรวดเร็ว "ถ้ากระทบถูกตัวจริงของนางได้ ร่างมายาทั้งหลายจะสูญสลายไปทันที เหมือนอย่างที่อุบาสกคนหนึ่งคว้าจับแขนพระจูฬปันถกะตามพระดำรัสของพระพุทธองค์ทรงชี้แนะแล้วพันร่างก็หายไป!"

อดีตมหาเปรียญยกเอาเรื่องของพระจูฬปันถกะเถระผู้ซึ่งแยกร่างเป็นพันร่างอยู่เต็มวิหารในสมัยพุทธกาลมาเป็นตัวอย่าง ในครั้งนั้นพระเถระเพิ่งบรรลุธรรมขั้นสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์หลังจากพระพุทธองค์ทรงโปรดใช้พระหัตถ์ลูบศีรษะของท่านเพื่อแก้ความมีปัญญาทึบของท่านให้หายไปและทรงประทานการบริกรรมด้วยผ้าขาวสะอาดผืนหนึ่งด้วยคำว่า "รโชหรณํ" ท่านก็บริกรรมไปเรื่อยๆ ด้วยคำนั้น จนมองเห็นผ้าขาวสะอาดค่อยๆ หมองคล้ำเพราะเหงื่อมือของท่านจับเข้า จึงทำให้ท่านมองเห็นความไม่เที่ยงแล้วบรรลุพระอรหัต จากนั้นท่านจึงอธิษฐานจิตแยกร่างออกเป็นพันร่างเพื่อแสดงความเป็นพระอรหันต์ของท่าน (ตอนนั้นพระพุทธองค์ยังมิได้ทรงห้ามการแสดงปาฏิหาริย์) เพื่อให้พระมหาปันถกะเถระผู้เป็นพี่ชายให้ได้รู้และยอมรับท่านเสียที เนื่องจากก่อนหน้านี้พระเถระผู้พี่ชายเห็นว่าท่านเป็นคนปัญญาทึบ ให้ท่องคาถาเพียงสี่บาทนานนับเดือนก็ท่องไม่ได้ ถึงเวลารับกิจนิมนต์ก็ไม่ให้ท่านไปด้วยจนทำให้ท่านน้อยใจคิดจะลาสิกขา แต่พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดท่านจนหายจากความมีปัญญาทึบและยังได้บรรลุพระอรหัตเสียอีกด้วย พอถึงเวลาที่พระพุทธองค์และเหล่าพระสาวกอรหันต์จะออกไปรับกิจนิมนต์ฉันข้างนอก พระพุทธองค์ทรงยับยั้งการไปไว้ก่อนโดยตรัสว่าให้รอพระจูฬปันถกะนั่นเองและทรงส่งคนไปนิมนต์ท่าน ตอนนั้นเองที่ท่านแยกร่างเป็นพันร่าง อุบาสกนั้นไปถึงวัดแล้วเห็นพระเถระเต็มไปหมดไม่รู้ว่ารูปไหนเป็นตัวจริง พอเอ่ยคำนิมนต์ระบุชื่อท่าน ร่างพันร่าง ปากพันปากก็พูดขึ้นพร้อมกันว่า "อาตมภาพ คือจูฬปันถกะ" อุบาสกนั้นไม่รู้จะทำประการใดจึงรีบกลับไปทูลเรื่องราวต่อพระพุทธองค์ พระศาสดาจึงตรัสชี้แนะว่าจงกลับไปนิมนต์พระจูฬปันถกะอีกครั้ง และสังเกตให้ดี ในพันร่างนั้น ร่างใดขยับปากพูดก่อนจงไปคว้าจับแขนร่างนั้น เขาก็กลับไปหาพระจูฬปันถกะและทำตามพระพุทธดำรัส จึงได้คว้าข้อมือพระเถระได้ ร่างนับพันอันเกิดจากมโนมยิทธิก็หายไป จึงได้นิมนต์พระเถระได้สำเร็จ

เรื่องราวของพระเถระนี้ ทั้งสามคนเคยฟังมหาเอกเล่ามาก่อนแล้ว ดังนั้นพออดีตมหาเปรียญกล่าวเช่นนี้ ทั้งสามจึงเข้าใจได้ทันที

"ตกลงค่ะ ฝ่าเข้าไปเลย!!" แอนนาพูดด้วยน้ำเสียงกร้าว จากนั้นจิตของทั้งสี่คนจึงพุ่งเข้าหาร่างมายาของออเรเคิลซึ่งลอยขวางทางอยู่ข้างหน้าพร้อมกับความพยายามในการ "สแกน" หาร่างจริงของนางไปด้วยเท่าที่พลังความสามารถของแต่ละคนมีอยู่

ทั้งสี่จิตวิญญาณ ทะลุผ่านร่างมายาของเทพพยากรณ์ไปได้หมด และมุ่งหน้าไปยังห้องนอนของผู้พิพากษา ซึ่งกาดิซล่วงหน้าไปก่อนแล้ว !!

"ใครกระทบถูกตัวนางบ้าง ?" ยูไลถามในขณะที่ทุกคนกำลังมุ่งหน้าไป

"ไม่มีค่ะ" แอนนาตอบ "ถ้ามี เราคงได้เห็นร่างแยกของนางหายไปหมดแล้วสิ"

แต่ออเรเคิลยังคงมุมานะที่จะขัดขวางพวกเขา เพื่อมิให้พวกเขาไปขัดขวางกาดิซ ทั้งพันร่างของนางยังคงติดตามมาข้างหลังอย่างรวดเร็ว และบางส่วนแยกกลุ่มแซงขึ้นไปดักข้างหน้าอีกครั้ง และตามด้วยอธิษฐานจิตอีกรูปแบบหนึ่ง

"แสงสว่าง !!"

พริบตานั้น รอบตัวของทุกคนพลันปรากฏแสงสว่างจ้า ราวกับเปลี่ยนกลางคืนเป็นกลางวัน แต่มันสว่างมากกว่าแสงยามทิวา สว่างมากเกินไปจนบดบังทัศนียภาพทุกอย่างรอบตัว มองเห็นแต่แสงสีขาวจัดจ้าครอบงำทุกคนไว้ตรงกลาง!

จิตวิญญาณของคนทั้ง 4 กลายเป็นสภาพเคว้งคว้าง ไม่รู้จะไปทางไหน !!

"กองเพลิง !!" ออเรเคิลอธิษฐานจิตเพิ่มเติมอีก! คราวนี้รอบตัวของทุกคนปรากฏเป็นเพลิงลุกไหม้ไปทั่ว ราวกับถังแก๊สขนาดยักษ์ถูกชนวนระเบิดปล่อยฮีเลียมเผาไหม้อ๊อกซิเจนในอากาศลุกไหม้กระจายไปทุกทิศทุกทาง!! พร้อมกับรังสีความร้อนแผดเผา

"โอ๊ยย !!", "อ๊ากกก...", "โอ๊วว์..."

สามคน คือยูไล แอนนา และเด็กชายแจ๊ค พากันร้องระงมด้วยความปวดแสบปวดร้อน! ร่างทุกคนลอยเคว้งคว้างตั้งตัวไม่ติด

แต่มหาเอกยังคงนิ่ง!!

ตอนนี้ มีแต่เขาคนเดียว ที่สามารถตั้งจิตเป็นสมาธิอย่างไม่ประมาท และจะช่วยทุกคนได้!

"ฮ่า ๆๆๆๆ........." ออเรเคิลระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ "เป็นอย่างไรเล่า ? คงประจักษ์แล้วสินะ ว่าพลังของพวกเจ้าแม้รวมกันทั้งหมดก็ไม่อาจสู้กับข้าได้! พวกเจ้ากำลังถูกเผา! พลังของพวกเจ้าจะหดหาย เพราะข้า จะสูบกินพลังของพวกเจ้าทุกคนด้วย!! ฮ่า ๆๆๆๆ......"

ฉับพลันทันใดนั้น ขณะที่ออเรเคิลกำลังหัวเราะร่วนและเริ่มปฏิบัติการ "ดูดพลัง" มหาเอกซึ่งนิ่งเงียบสงบอยู่ ก็เปล่งเสียงดังก้องกังวาน

"อาโป สัพพัตถะ !!! (น้ำ จงมีในที่ทุกสถาน) "

เป็นการอธิษฐานจิตเรียก "อาโปธาตุ" คือธาตุน้ำ ออกมาเพื่อดับไฟนั่นเอง !!

ทันทีที่สิ้นเสียงเปล่งของเขา  รอบกายของทุกคนปรากฏเป็นฝนห่าใหญ่ซัดสาดไปทั่วทั้ง 360 องศา ไม่กี่วินาที ฝนอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ทางใจนั้นก็ดับไฟของเทพพยากรณ์ไปเสียสิ้น !! พร้อมกับอาการเจ็บปวดแสบปวดร้อนของทุกคนก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง !!

"หนอยแน่ะ เจ้า!! เจ้าหนุ่ม....เจ้าเป็นใครกันแน่ ??? ผู้ใดคืออาจารย์ของเจ้า ???" เทพพยากรณ์ร้องถามด้วยความคลั่งแค้น

"ข้าชื่อ เอก ซึ่งมีความหมายว่า เป็นหนึ่ง!" มหาเอกกล่าวแนะนำตัวเองเหมือนคุยข่ม จุดประสงค์คือ ยั่วให้นางโกรธมากยิ่งขึ้น "ส่วนอาจารย์ของข้า เจ้าไม่มีวาสนาจะได้พบแน่ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆ !!"

"ชะ! อาจารย์ของเจ้า เป็นผู้วิเศษเหนือกว่าใครๆ กระนั้นรึ ?"

"ถูกต้องแล้ว น้องหญิง! อาจารย์ของข้า วิเศษกว่าใครๆ ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม!!"

คำว่า "น้องหญิง" นั้น เป็นคำแปลมาจากภาษาบาลีว่า "ภคินิ" ซึ่งเป็นคำร้องเรียกหญิงผู้มิใช่ญาติ มิใช่คนสนิทคุ้นเคย

"หนอยแน่! บังอาจเรียกข้าว่า น้องหญิง กระนั้นรึ ??" ออเรเคิลออกอาการเต้นเร่าๆ โมโหโกรธากับคำพูดของชายผู้ทรงพลังจิตอันเหลือเชื่อสำหรับนาง อย่างที่ไม่เคยได้พบมาก่อนในชีวิต และกระตุ้นความอยากเอาชนะให้แก่นางอย่างมากมายมหาศาล

"ข้า จะดูดพลังของเจ้ามาให้หมดทีเดียว!!" นางแผดเสียงดังลั่น แล้วยื่นฝ่ามือทั้งสอง ปล่อยพลัง "ดูดกลืน" เข้าใส่มหาเอกทันที!

แต่อดีตมหาเปรียญตั้งมั่นในสมาธิแล้ว เขากำหนดจิตภาวนาพระคาถา "ชินบัญชร" ตั้งแต่ต้นจนจบภายในชั่วเวลาลัดนิ้วมือเดียว!

ออเรเคิลถึงกับตะลึงลาน! เพราะนางมองเห็นร่างของเขาถูกครอบกำบังไว้ด้วยกำแพงแก้วทั่วทุกทิศ! และยังมองเห็นภาพนิมิตเป็นร่างของเหล่าพระอรหันต์ทุกองค์ตามที่มีในบทสวดพระคาถานั้นปรากฏ!!

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แทนที่นางจะได้ดูดพลังของฝ่ายตรงกันข้ามเข้ามาในตนเอง กลับกลายเป็นตรงกันข้าม! พลังของนางซึ่งปล่อยออกไปนั้น กลับถูกดูดกลืนเข้าไปหามหาเอกเป็นระยะๆ !!!

"นี่มัน...อะไรกัน ?? เป็นไปได้อย่างไร ???" เทพพยากรณ์ถึงกับร้องกรี๊ด

"เยี่ยงนี้ สุภาษิตในภาษาบ้านเกิดของข้า กล่าวว่า 'ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว' ขืนเจ้ายังพยายามดูดพลังจิตของข้าต่อไป พลังของเจ้าเองนั่นแหละ จะอ่อนด้อยลงไปทุกขณะ!!" มหาเอกกล่าวยิ้มๆ แล้วบอกกับสามคนที่มาด้วยกัน

"น้องแอน น้องแจ๊ค คุณยูไล ไปหาท่านผู้พิพากษาเถอะ ทางนี้ ผมเอาอยู่ ไม่ต้องห่วง !!"

"Great !!" ยูไลร้องออกมาด้วยความดีใจและสะใจ แล้วออกปากชวนอีกสองคนไปตามคำบอกของอดีตมหาเปรียญโดยทันที

"Let's go! go go go go go !!!"

จิตวิญญาณของคนทั้งสามพุ่งปราดออกไปโดยพลัน ออเรเคิลขยับตัวจะตามไปขวาง แต่ก็ถูกขวางหน้าไว้โดยมหาเอกอย่างทันท่วงที

"อย่าพยายามอีกต่อไปเลย น้องหญิง! เจ้าจงกลับไปเข้าร่างเสียเถิด! เร็วด้วยนะ เพราะข้ารู้ว่าร่างของเจ้าตอนนี้นั่งสงบนิ่งอยู่ ณ ที่ใด และข้าจะโทรจิตบอกสหายของข้า ให้ไปหามัน !!" มหาเอกได้ทีเกทับบลัฟแหลก

ออเรเคิลถึงกับหน้าถอดสี ร้องคำรามด้วยความเจ็บใจ

"ฮึ่มม....ฝากไว้ก่อนเถิดเจ้าหนุ่ม !!"

แล้วร่างของนางก็หายวับไป ณ บัดนั้น! จากนั้น มหาเอกก็รีบติดตามสามคนซึ่งไปก่อนล่วงหน้าโดยไม่รอช้า....


*****************************************************************
ก่อนหน้านั้น....หลังจากออเรเคิล สั่งให้กาดิซรีบเข้าไปหาตัวผู้พิพากษา...

รองหัวหน้าคณะนักพลังจิต เข้าถึงตัวของผู้พิพากษาซึ่งกำลังหลับสนิทในห้องนอน 

ความครุ่นคิดถึงการนั่งบัลลังก์พิพากษาอันจะมีในวันรุ่งขึ้นครอบงำจิตใจเขาอยู่นานก่อนจะดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา และก่อให้เกิดความฝัน...

ในฝันนั้น กาดิซ ได้แทรกเข้ามา และพยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมพร้อมกับการสะกดจิตบีบบังคับไปด้วย

ในความฝัน...ทั้งสองนั่งสนทนากันในห้องรับแขกภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ของผู้พิพากษาเอง เขากำลังครุ่นคิด ใช้ความคิดอย่างหนัก ในขณะที่กาดิซกำลังพูดจาเกลี้ยกล่อม ทั้งเอาอามิสสินจ้างรางวัลมาล่อใจ และทั้งข่มขู่ในบางครั้ง

"ใต้เท้าโปรดพิจารณาใคร่ครวญให้ดี!" รองหัวหน้าคณะนักพลังจิตพูดย้ำ "จำนวนสมาชิกในคณะลูกขุนซึ่งลงคะแนนกัน ทั้งสองฝ่ายก้ำกึ่งสูสีกันมาก อาจเป็นไปได้ว่าคะแนนอาจจะออกมาเป็น 50 ต่อ 50 หรือหากจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ก็คงจะเกิน 50 ไปไม่มาก เป็นต้นว่า อาจเป็น 51 ต่อ 49 ซึ่งสำหรับหลักเกณฑ์ของศาลแล้วถือว่าไม่เป็นเอกฉันท์ เพราะสูสีกันมากเกินไป และถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้ ใต้เท้าสามารถอยู่ข้างเราได้โดยที่ใครๆ ก็มิอาจตำหนิติเตียน หากผลคะแนนลงมติให้ฝ่ายเราชนะ ได้รับการยกฟ้อง ก็ย่อมเป็นการสะดวกมากยิ่งขึ้น ไร้ข้อครหาทินทา แคสสิโอเปียก็จะเป็นของเรา จักรวรรดิแอตแลนติสใต้โดยทันที พวกสหพันธรัฐจะยื่นอุทธรณ์ก็สุดแล้วแต่ ถึงอย่างไรการชนะคดีก่อนย่อมเป็นการได้เปรียบ แต่ถ้าหากผลคะแนนลงมติจากคณะลูกขุนเสียงข้างมาก ซึ่งมันต้องสูสีกันแน่ ให้ทางฝ่ายนั้นชนะคดี ทางจักรวรรดิเราจะเสียหายเป็นอันมาก และล่าสุด ข้าทราบมาว่าอาจจะมีแนวโน้มให้ฝ่ายโน้นชนะคดี..."

(มีต่อครับ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่