ทำอย่างไร เมื่อลูก ‘หัวร้อน’ เพราะติดเกม

ทำอย่างไร เมื่อลูก ‘หัวร้อน’ เพราะติดเกม
     อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า เด็กที่ใช้เวลาเล่นเกม ‘มากเกินไป’ มักจะมีอาการสมาธิสั้น ขาดการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น พัฒนาการด้านภาษาและสังคมเจริญเติบโตช้า และแน่นอนว่าในส่วนของการเรียนก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย
     แต่พ่อแม่หลายๆ บ้าน ก็ไม่สามารถหาวิธีจัดการให้ลูกลดหรือเลิกการเล่นเกมได้ เพราะเกมได้รับการออกแบบมาให้มีทั้งภาพ สี เสียงและเทคนิคต่างๆ ที่ตื่นเต้น เร้าใจ โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่ยังมีวุฒิภาวะไม่มากพอ ก็จะยิ่งถูกกระตุ้นเร้าและถูกดึงดูดให้เสพติดได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก 
     นอกจากนี้การเล่นเกมยังเป็นกิจกรรมที่สามารถตอบสนองความต้องการและความมีตัวตนของเด็กด้วยดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เด็กถูกบังคับให้เลิกหรือหยุดเล่นก็จะแสดงอาการหงุดหงิด ต่อต้าน ไม่พอใจ หรือบางคนก็อาจจะรุนแรงถึงขั้นอาละวาด ทำลายข้าวของ ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น ...ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในข่าวบ่อยๆ 
     แต่ก่อนที่จะปล่อยให้ลูกหลานของเราไปถึงจุดนั้น  มาดูกันก่อนไหมครับว่า อะไรคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ ‘เด็กติดเกม’ ?
 
1. การเลี้ยงดู ในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ยุ่งวุ่นวายกับหน้าที่การงานเป็นหลัก ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เด็กๆ ก็จำเป็นต้องหันไปหากิจกรรมอื่นเพื่อคลายความเบื่อหรือเหงาให้กับตัวเอง ซึ่งเกมก็เป็นทางเลือกที่ง่ายและสะดวกที่สุด และยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่เลือกที่จะตามใจเพื่อชดเชยเวลาที่ขาดหายไป หรือใจอ่อนไม่ลงโทษ เมื่อเด็กๆ ทำผิด ก็จะยิ่งทำให้เด็กขาดการฝึกอบรมเรื่องวินัยและการเคารพกฎกติกามากขึ้นไปอีก
2. สังคมที่เปลี่ยนไป ยุคนี้เป็นยุคที่มีเครื่องมือสร้างความสนุกสนานและความตื่นเต้นให้แก่เด็กๆ มากมาย แต่กลับขาดสถานที่ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างปลอดภัย หรือปลดปล่อยความเครียดจากการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน เด็กส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้ ‘เกม’ เป็นทางออก
3. สาเหตุจากตัวเด็กเอง เด็กที่มีความผิดปกติบางอย่าง เช่น สมาธิสั้น มีภาวะซึมเศร้า รวมถึงมีปัญหาที่บ้านหรือโรงเรียน เด็กกลุ่มนี้ก็จะมีความเสี่ยงที่จะติดเกมมากกว่าเด็กทั่วไป 
 
แม้จะมีปัจจัยมากมายที่ผลักดันให้เด็กติดเกม แต่คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งถอดใจนะครับ เพราะทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ และวันนี้พี่หมอก็มีวิธีที่จะช่วยให้ลูกๆ ของเราออกห่างจากเกมมาแนะนำ
1. ให้ลูกๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดกฏ กติกาและเวลาในการเล่นเกมร่วมกัน แล้วเคารพกติกานั้นอย่างเคร่งครัด ซึ่งทั้งครอบครัวก็ควรที่จะหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ปัดให้เป็นความรับผิดชอบของคนใดคนหนึ่ง
2. แต่ถ้าลูกไม่ทำตามกติกา ให้หลีกเลี่ยงการดุ บ่น ตำหนิ ใช้อารมณ์หรือถ้อยคำที่รุนแรง แต่เปลี่ยนเป็นการพูดคุยด้วยความเข้าใจ อาจจะลองเล่นเกมกับลูกดูก็ได้ โดยระหว่างที่เล่นหรือหลังเล่นเสร็จ คุณพ่อคุณแม่อาจจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงข้อดีข้อเสียของเกมนั้นๆ ถ้าพบว่าเป็นเกมที่รุนแรงหรือไม่เหมาะสม ก็ค่อยหาทางเบี่ยงเบนความสนใจให้ไปเล่นเกมอื่นที่สนุกและมีประโยชน์มากกว่า 
3. สำหรับเด็กที่มีปัญหาติดเกมมากจนเริ่มส่งผลต่อพฤติกรรม หรือแสดงอาการต่อต้านที่รุนแรง คุณพ่อคุณแม่ควรพามาพบจิตแพทย์เด็ก เพื่อทำการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
 
แต่ที่สำคัญ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้เวลากับลูกมากขึ้น หรือพยายามหากิจกรรมที่ลูกๆ ชอบมาทำด้วยกัน เช่น เล่นกีฬา ไปเที่ยว ทำอาหาร ฯลฯ ...เกมก็จะค่อยๆ ลดทอนความสำคัญลงไป จนถึงวันหนึ่งก็อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเด็กๆ อีกต่อไป ใช่มั้ยล่ะครับ?
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่