[SR] ภูบักได-เชียงคาน 11-14 ตุลาคม 2562 เหนื่อยล้ากว่าเดิมเมื่อเดินเข้าป่า!!!

สวัสดีสมาชิกพันทิปทุกท่านนะครับ กระทู้นี้เป็นกระทู้พันทิปกระทู้แรกของผม ผมจะมารีวิวสถานที่ท่องเที่ยวที่ฮอตฮิตของจังหวัดเลยกันนะครับ"ภูบักได" และ "เชียงคาน" 
ในแบบฉบับไม่มีรถส่วนตัวเลย จะพยายามลงรายละเอียดให้ได้มากที่สุดเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัวเป็นข้อมูลนะครับ 
ขอนำรูปตัวเองมาเปิดเป็นรูปแรกเลยแล้วกันนะครับ ><
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


เราเริ่มเดินทางโดยนัดกันที่มจธ.และโบกแท๊กซี่ไปที่สถานีหมอชิต พวกเราจองตั๋วโดยสารขาไปกับแอร์เมืองเลยนะครับ ซึ่งก่อนหน้าจะจองก็เจอปัญหาเลย เนื่องจากผมเองเป็นนักเดินทาง
มือใหม่จัดๆที่ไม่เคยนั่งรถบขส.มาก่อนเลยในชีวิต!!! ทำให้ไม่รู้ว่าอานุภาพของวันหยุดยาว 3วันมันทำอะไรเราได้บ้าง ก่อนจะออกทริปก้ได้ไปคุยกับอาจารย์รายวิชา GEN441 หรือ
เจนท่องเที่ยวของพวกเราชาวบางมดนั่นเอง อาจารย์ก็ถามว่าจองตั๋วกันยัง เท่านั้นแหละ เลิกลั่กกันเลยครับ - - แต่แรกเราวางแผนว่าจะไปลงที่ภูเรือรอบที่เล็งไว้แต่แรกเต็มทุกสาย 
เดชะบุญยังเหลือที่นั่งของแอร์เมืองเลย เส้นทางกรุงเทพหมอชิต2 - ขนส่งเมืองเลย แค่คันเดียวและเหลือ 6ที่นั่งเท่ากันจำนวนคนในทริปของเราพอดี คงเป็นโชคดีของพวกเราด้วย
ทำให้แพลนเดิมที่วางแผนไว้ต้องขยับเวลานิดหน่อย T T 
พวกเราถึงสถานีหมอชิต2เวลา13.30น.โดยประมาณ ก็ไปรับตั๋ว นั่งทานข้าวและหาที่นั่งรอขึ้นรถ รถของเรารอบ15.30น. ล้อหมุนออกจากกทม. รถสภาพโอเค แอร์เย็นนั่งสบาย

โดยรถจะแวะจอดให้เราที่ปั๊มNGV กม.89 สระบุรีเวลาประมาณ17.30,ปั๊มเชลล์ปากช่องเวลาประมาณ20.00และแวะรอบสุดท้ายที่ปั๊มNGVพงษ์ธนวัตติ์ จ.ชัยภูมิ เวลาประมาณเที่ยงคืน
ระหว่างนี้ก็หลับยาวๆวนไปเลยครับและแล้วพวกเราก็ถึงขนส่งเมืองเลย เวลาประมาณ3.00น. ถือว่าเลทจากตารางเดินรถค่อนข้างมาก จุดหมายต่อไปของพวกเราก็คือภูบักได จากแผนเดิมคือพวกเราให้พี่ที่เราเช่ารถอีแต๊ก(คือรถอะไรรอดูต่อไปนะฮะ)
มารับที่ภูเรือ กลายเป็นต้องให้พี่เขามารับเราที่ขนส่งเมืองเลยแทน เรานัดหมายไว้เวลา5.00น. ค่ารถ1500บาท

ระหว่างทางอากาศดีมากถึงมากที่สุด

แวะเช็คอินที่แรกที่ตลาดภูเรือ แวะทานข้าวแล้วตุนเสบียงขึ้นไปภูบักไดกันก่อน พวกเราซื้อคอหมูและหมูสามชั้นขึ้นไปอย่างละ1โลและครึ่งโล พร้อมด้วยเครื่องปรุง มะนาว น้ำปลา ชามพลาสติก มาม่าไว้ตอนมื้อเช้าถัดไป และน้ำเปล่าขวดลิตร 2 แพ็ค หมดไปประมาณ500บาท

และแล้วเราก็ถึงด้านล่างแล้วนะครับ เข้าไปติดต่อพี่ที่เราติดต่อจองรถอีแต๊กไว้ก่อนหน้านี้แล้วคือ พี่แสงเดือน พี่แสงเดือนเห็นพวกเรามาเหนื่อยๆง่วงๆก็เปิดบ้านให้เข้าไปนอนเอาแรงรอรถอีแต๊กพาขึ้นภูบักไดตอน9.00น. ระหว่างนี้ผมก็ออกไปเดินเล่นรอบข้างและจัดสัมภาระ ในวันนั้นพี่แสงเดือนบอกว่ามีคนขึ้นไปเกือบ80คน!!!


ที่บ้านพี่แสงเดือนมีถุงกันทากไว้ขายให้กับผู้ที่ไม่ได้เตรียมมา คำแนะนำของผมสำหรับผู้ที่ไม่ได้เตรียมถุงกันทากมาคือ ซื้อเถอะครับ!!! มันคุ้มกว่าการที่โดนทากกัดมากมาย และที่บ้านพี่แสงเดือนก็มีบริการสั่งอาหารตามสั่งใส่กล่องไปทานเป็นมื้อกลางวันด้านบนด้วย

ถุงเท้ากันทาก

รถอีแต๊กของพวกเรามาถึงแล้วนะครับ พวกเราได้คันใหญ่เพราะจำนวนคนที่มาก ถ้าจำนวนคนน้อยกว่านี้ก็จะได้คันเล็กนะครับ ค่ารถอีแต๊กคันใหญ่ราคา3500บาท พร้อมกับคนขับรถที่จะคอยดูแลเราตลอดทริปนี้ถ้าพร้อมแล้วก็เอาสัมภาระขึ้นรถแล้วลุยกันเลย พวกเราขึ้นรถอีแต๊กเวลา9.00น.

เตรียมพร้อมครับ!!!
ระหว่าง2ข้างทางก็เป็นไร่นาของชาวบ้าน พวกเราก็ได้สอบถามพี่จ้อน คนรถของเราได้ความมาว่าชาวบ้านแถวนี้มักปลูกแก้วมังกร เสาวรส สัปปะรส แมคคาเดเมีย และยางเป็นหลัก

ส่วนรถอีแต๊กที่เห็นๆกันส่วนใหญ่ก็เป็นรถที่ชาวบ้านใช้ทำเกษตรกัน พอหมดฤดูที่ต้องใช้รถไถปรับดินก็นำมาบรรทุกนักท่องเที่ยวขึ้นภูบักไดแรกๆทางยังเป็นปูนอยู่ ในใจก็นึกแล้ว ชิวๆนี่หว่า จะลำบากตรงไหน แต่พอทางต่อๆไปทำให้ผมต้องถอนคำพูดออกแทบไม่ทันเลยทีเดียว!!!ทางเป็นทางลูกรังทั้งชัน ติดหล่ม เนื่องจากก่อนหน้าเรามา1วันฝนตกทำให้ทางยิ่งแย่เข้าไปอีกจนในบางจุดรถอีแต๊กคันเล็กถึงกับขึ้นไม่ไหว ต้องปล่อยลูกทัวร์เดินตามระเบียบแล้วค่อยลากรถขึ้นไปแล้วให้ลูกทัวร์มาโดยสารเหมือนเดิม

ระหว่างทางก็ลงจากรถมาเก็บภาพกันซะหน่อย

รองเท้าที่เลือกมาใส่ลุยคราวนี้เป็นBreakerธรรมดาๆเลยครับ เละก็ไม่เสียดาย เนื่องจากก่แนมาเช็คสภาพอากาศไว้ว่าฝนตก90% T T

รถอีแต๊กของคณะก่อนหน้าติดหล่ม!!!

ระหว่างทางผมก้ต้องย้ายที่นั่งไปด้านหน้าเนื่องจากต้องถ่ายน้ำหนักให้Balance จึงเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น!!! ฮูตเลนส์ของผมหลุดแบบไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็คือเพื่อนที่นั่งหลังเห็นแล้ววิ่งลงไปเก็บให้ สภาพก็คือบิดไปเลยจากการถูกทับ T T

เจ้าฮูตผู้น่าสงสาร T T

เก็บภาพรถของเรากันซะหน่อย

ถึงจุดจอดรถแล้วใช้เวลาเกือบ4ชม.ด้วยความทุลักทุเล แต่แค่จุดจอดรถก็ทำให้เราตะลึงในวิวอันสุดแสนอลังการ ชวนให้นึกว่าเราขึ้นมาสูงขนาดนี้เลยหรอ เห็นหมู่บ้านที่แวะเมื่อเช้าอยู่ไกลลิบๆเลยทีเดียว เราก็หยุดพักทานข้าวกันที่จุดจอดรถเมื่อพร้อมแล้วก็แบกเป้ขึ้นหลังแล้วลุยกันเลย

ทางที่เดินถ้าเป็นมือเก๋าคงไม่วอรี่มาก แต่ผมเป็นคนที่พึ่งเคยเดินป่าครั้งแรก เจอน้ำหนักกระเป๋ากับแรงโน้นถ่วงก็ล่อผมหอบลิ้นห้อยเลย และที่สำคัญคือทาก!!! มันเยอะมากๆขนาดว่ามีคนกล่าวว่า 1ก้าวทาก100ตัวเลยทีเดียว ระหว่างทางเดินขึ้นก็มีจุดพักเป็นจุดๆ แนะนำให้พักบริเวณที่มีหินให้นั่งเพราะจะปลอดภัยจากทากมากที่สุดระยะทางในการเดินส่วนที่ชันประมาณ200เมตร แล้วจะเป็นทางลาดประมาณ2กม. ส่วนตัวผมเองระยะทางแค่นี้สร้างความเหนื่อยได้มากเลยทีเดียว

จุดจอดรถ

กินข้าวเอาแรงกันก่อน

เดินไปเรื่อยๆ ระยะทางและเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก(ก็โกหกนั่นแหละ จริงๆมันนานและไกลมากในความรู้สึกผม-.-)พวกเราก็ถึงจุดกางเต็นท์แล้ว พี่จ้อนก็หาที่กางเต็นท์ทำเลดีให้พวกเราและช่วยพวกเรากางเต็นท์ ก่อกองไฟเพื่อใช้เตรียมอาหาร ระหว่างรอเวลาเย็นพวกเราก็ออกไปถ่ายรูปกัน มุมที่พลาดไม่ได้เลยคือ ผาหลอกลวง ไฮไลต์ของที่นี่เลย พวกเราก็กดมาคนละแช๊ะตามระเบียบ และหาที่นั่งชมวิว ดื่มดำบรรยากาศ บริเวณริมหน้าผาจะเป็นจุดเดียวที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตสำหรับคนที่อยากโทรหาทางบ้าน โทรหาแฟน ก็เชิญริมผาเลยครับ

ถ่ายรูปกันหนำใจแล้วก็กลับมาที่เต็นท์กัน พวกเราก็เริ่มเตรียมมื้อเย็นกันแล้ว เริ่มจากหมักหมูสันคอและหมูสามชั้นที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อเช้า หั่นมะนาวทำน้ำจิ้ม แต่ที่สำคัญคือจะย่างยังไงหล่ะ ไม่มีตะแกรง!!! พี่จ้อนของเราเลยไปหาไม้ไผ่มาให้ทำไม้หนีบหมูครับ และพี่จ้อนก็ยังเตรียมข้าวเหนียวนึ่งมาให้พวกเราอีกด้วย แต่แล้วโชคชะตาก็เหมือนเล่นตลก ขณะที่กำลังกินข้าวกันฝนก็ตกลงมาทำให้พวกเราต้องอพยพที่กินข้าวกัน วุ่นวายเอาเรื่องเลยแหละ เนื่องด้วยฝนตก กิจกรรมยามค่ำคืนของพวกเราเลยไม่มีอะไรทำเลย และด้วยความเหนื่อยล้าของตัวผมเองที่นอนไม่หลับตั้งแต่ขึ้นรถเดินทางตอนบ่ายสามของวันก่อน ทำให้สลบไปอย่างง่ายดาย แต่ตอนกลางคืนก่อนเข้านอน เช็คในเต็นท์ดีๆนะครับ ระวังทากบุก เพราะไม่อย่างงั้นจะไม่ได้นอนทั้งคืนเลยแหละ!!!
เนื่องจากช่วงเตรียมข้าวเย้นพวกเราวุ่นวายกันมากเลยไม่มีรูปมาให้ดูเลยครับ T T
.
.
.
เช้าวันถัดมา
ผมตื่นมาตั้งแต่ตี4เพราะอะไรหน่ะหรอ เพราะเพื่อนบอกว่าเจอทากในเต็นท์!!! จริงๆตอนกลางคืนผมก้ตื่นมาหลายรอบเลยแหละเพราะเจ้าทาก แต่คิดในใจ กรูรอดหล่ะเว้ย ไม่โดนแน่ๆ แต่กลับต้องถอนคำพูดเมื่อหวีผม เลือดชุ่มหัวเลยจ้าแง นึกว่าจะรอดจากทากแล้วนะยังโดนอีก

ประมาณ5.50น.พวกเราก็ไปชมวิวที่ผาหลอกลวงอีกครั้ง แต่แค่พวกเราเปิดเต็นท์ก็ตะลึงกับหมอกแล้ว หมอกหนามากจนแทบจะมองไม่เห็นทางเดินเลยแหละ ยิ่งวิวบริเวณผาหลอกลวงคือที่สุดแล้ว หมอกเต็มบริเวณ
ทำเอาลืมความเหนื่อยในวันที่ผ่านมาไปเลย

หมอกเต็มไปหมดโลยยย

บรรยากาศรอบๆ

หลังจากถ่ายรูปตอนเช้าแล้วก้กลับมาที่เต็นท์ ตอนเช้าพวกเราต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินกันโดยใช้น้ำที่พี่จ้อยไปกรอกให้จากตาน้ำบนภู ความรู้สึกตอนแรกก็คือจะกินได้หรอ แต่พอต้มมาก็ไม่รู้สึกอะไรนะ กินได้หายห่วง

ต้มน้ำด้วยฟืนและแก๊สกระป๋อง

มื้อเช้าหลักสิบท่านกลางวิวหลักล้าน

เสร็จจากถ่ายรูปกับกินข้าวก้กลับมาเก็บเต็นท์เก็บขยะกัน เต็นท์ของผม ผมลืมเอาเชือกมาเลยใช้เถาวัลย์แถวนั้นผูกเอาครับแหะๆ

เวลาประมาณ9.00พวกเราก็เริ่มลงจากภูกันนะครับ ลงมาถึงบ้านลุงกำนันประมาณเกือบๆเที่ยง ลงมาถึงก็อาบน้ำกันก่อนเลยแล้วก้กินข้าวเที่ยงก่อนที่จะให้พี่คนรถที่รับเรามาจากบขส.เลย กลับไปส่งเราที่บขส.เลยเหมือนเดิม เพื่อไปยังจุดหมาย
ต่อไปของเรากันครับ คือ "เชียงคาน"
ชื่อสินค้า:   ภูบักได อ.ภูเรือ จ.เลย
คะแนน:     

SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างแต่ได้รับผลประโยชน์อย่างอื่น เช่น บัตรกำนัล ค่าเดินทางตามจริง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่