ภาพจากอินเตอร์เน็ต
ย้อนไปเมื่อเดือนธันวาคมปี 2566 ช่วงนั้นเป็นปีที่กระแสสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงได้เกิดขึ้นจังหวะนั้นเองเดือนธันวาคมผมได้มีโอกาสได้นัดเจอกับคนใน pantip อีก 2 คนไปเดินขึ้นภูกระดึง ซึ่งเป็นการเดินขึ้นเขาเข้าป่าแบบเต็มรูปแบบครั้งแรกในชีวิตวัยย่าง 37 ในขณะที่2-3ปี นั้นผมยังมีอาการปวดหลังแต่ได้รักษาฟื้นฟูมาระดับนึง จนยังพอใช้ชีวิตเดินได้ ทำไรได้แต่เพียงแต่ยกของหนักไม่ได้ จนผมยังท้อเลยว่าชาตินี้จะมีโอกาสสะพายเป้เดินเที่ยวได้มั้ย
และโอกาสท้าทายคุณภาพชีวิตก็มาถึง ผมตัดสินใจไปขึ้นภูกระดึง โดยผมแบกเป้แต่ผมไม่ค่อยเอาไรไป (เอาจริงๆผมไม่ได้เตรียมตัวหรือว่าไม่รู้เลยว่าการเดินป่าต้องใช้อะไรบ้างเรียกว่าผมไปแต่ตัวกับเสื้อผ้าแล้วก็ของใช้ส่วนตัวเหมือนไปโรงแรมทั่วไปด้วยซ้ำ) มันเลยทำให้น้ำหนักกระเป๋าผมอยู่ที่ประมาณ 4-5 กิโลกรัม แค่นั้นเองกับระยะเวลาเดินทาง 4 วัน 3 คืน ผมก็เลยเลือกที่จะแบกเป้ขึ้นไปไม่ได้ฝากลูกหาบ
เริ่มจากผมนั่งรถไปที่หมอชิตรอรถไปที่ผานกเค้า ผมขึ้นรถคันเวลา 20:30 น นั่งกลางคืนไปถึงผานกเค้า ร้านเจ๊กิมตี 3 ก็ทำธุระส่วนตัวที่ร้านเจ๊กิมแล้วก็รอเพื่อนมารับหลังจากนั้นผมก็ไปถึงตีนเขาเพื่อเตรียมขึ้นจองเต็นท์จองอะไรประมาณ 7 โมงเช้าจุดเริ่มต้นของความท้าทายชีวิตก็เริ่มขึ้น ขึ้นระหว่างทางมันก็จะเป็นทางคันดิน คันหิน บันไดมีหลายๆชั้นหลายๆขั้นตอนหลายๆซำ ขึ้นไปถามว่าเหนื่อยไหม มันเป็นเรื่องธรรมดาแต่สิ่งหนึ่งคือ ประสบการณ์และเรื่องราวระหว่างทางนี่แหล่ะที่จะหาไม่ได้ถ้าไม่ได้เดินขึ้นไปเอง (ผมคิดว่ามีแต่นักขึ้นเขาเท่านั้นที่รู้ )
ผมเดินจาก 7 โมงเช้าไปถึงหลังแปรตอนประมาณ บ่าย2 มันเป็นระยะทางการเดินขึ้นเขา 6.5 กิโลเมตรหลังจากนั้นจากหลังแปเดินไปถึงที่พักที่ทำการอีก 3 กิโลเมตรใช้เวลาอีกประมาณชั่วโมงนึงเบ็ดเสร็จแล้วถึงที่ทำการประมาณ 15:00 น กว่า ก็ไปติดต่อเอาเต็นท์เอาที่นอนที่เราจองเอาไว้บางคนก็รอรับกระเป๋าจากลูกหาบ อันนี้คือการเดินขึ้น ส่วนวันที่ 2 ก็เดินบนนั้นผมเดินรอบบนภูวันที่ 2 อีกประมาณ 20 กิโลเมตรโดยตั้งแต่เช้ายันมืด ผ่านผาต่างๆ ได้เดินไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางระหว่างทางกันไป เล่าเรื่องราวปัญหาชีวิตและประสบการณ์ชีวิตเรื่องราวต่างๆของแต่ละคน ซึ่งคุณจะมีเวลาพูดคุยด้วยกันทั้งวันทั้งคืนล่ะครับ ตกดึกมานอนเต๊นท์ หาไรกินข้างบน นอนดูดาว บนนั้นดาวเยอะและสวยมาก เห็นชัดกว่าภาคกลางบ้านเรา แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ไม่ได้อินกับการท่องเที่ยวอะไรมากส่วนตัวผมชอบที่จะไปที่ไหนครั้งเดียวไม่อยากไปซ้ำที่แต่หลายๆคนไปขึ้นภู 2 ครั้ง 3 ครั้งก็มีแล้วแต่เหตุผลของแต่ละคนแต่ส่วนตัวแล้วเป็นประสบการณ์ที่ดีประสบการณ์หนึ่งในชีวิตนี้แต่คิดว่าคงไปครั้งเดียวเพราะว่ามันต้องใช้เข่าเยอะ เพราะมันต้องเดินขึ้นตลอด วันที่3ก็เดินลงอีก ครึ่งวัน รวมแล้ว3วันผมเดินร่วม40กิโลเมตร ...
สุดท้ายจากข่าวช่วงนี้ต้นปี 69 กระแสข่าวการสร้างกระเช้ามันก็เกิดขึ้นมาอีกครั้งส่วนตัวผมมองว่าเอาจริงๆผมก็ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเพราะอะไรเพราะว่าภูกระดึงมันเหมือนเป็นสถานที่ที่มีมนต์ขลังในความทรงจำสักอย่างหนึ่งอย่างผมเป็นเด็กยุค 90 ผมเกิดมาในยุคที่ไม่มีโซเชียลสถานที่หนึ่งที่ญาติๆ เพื่อนๆ จะมาคุยกันก็คือไปขึ้นภูกระดึง สมัยเด็กๆผมคิดว่ามันต้องเป็นสถานที่ที่ขึ้นยากลำบาก โหดมากแล้วก็ไม่คิดว่าชีวิตหนึ่งจะได้มีโอกาสไปจนได้มาได้ขึ้นครั้งนี้แหละเพราะสมัยนั้นมันไม่มีหรอกผมไม่รู้จักหรอกภูสอยดาว เขาหลวงสุโขทัย ดอยขุนตาลหรืออะไรแบบนี้มีแต่คนรู้จักแต่ภูกระดึงเท่านั้น มันเลยเหมือนกับเป็นสถานที่ที่อยู่ในความทรงจำมากกว่า
และการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงป้าย"ครั้งหนึ่งในชีวิตเราคือผู้พิชิตภูกระดึง" ป้ายแห่งความทรงจำของทุกคนก็คงจะหมดความหมาย
เพราะจะกลายเป็นว่าต่อไปคนก็แค่ซื้อตั๋วนั่งกระเช้าขึ้นไปแล้วก็ไปถ่ายรูปแต่ความภาคภูมิใจ ประสบการณ์ชีวิตมันความสะใจมันจะไม่มีเลย
ทุกครั้งที่ผมเห็นรูปที่ผมถ่ายคู่กับป้ายนี้มันเหมือนกับเป็นความภูมิใจจริงๆ ที่เราพิชิตร่างกายที่แย่ๆ จนขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ เราเอาชนะร่างกาย ชนะหัวใจที่จะขึ้นต่อก็เหนื่อยแต่ก็ต้องขึ้น จะลงก็ลงไม่ได้ เพราะเราเดินมาไกลแล้ว มันช่างพิสูจน์หัวใจและร่างกายจริงๆ ....
ประสบการณ์ครั้งนั้นจริงๆผมตั้งใจจะเขียนหลังจากกลับจากรอบนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำสักที เลยวันนี้ถือโอกาสเขียนเลยแล้วกัน
สุดท้าย "การขึ้นเขาเดินป่ามันไม่ได้ลำบากเท่ากับใจที่จะกล้าอยู่อย่างลำบากได้หรือเปล่า"
โชคดีครับ....
ว่าด้วยเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึง หรือป้ายนี้จะหมดความหมาย
ภาพจากอินเตอร์เน็ต
ย้อนไปเมื่อเดือนธันวาคมปี 2566 ช่วงนั้นเป็นปีที่กระแสสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงได้เกิดขึ้นจังหวะนั้นเองเดือนธันวาคมผมได้มีโอกาสได้นัดเจอกับคนใน pantip อีก 2 คนไปเดินขึ้นภูกระดึง ซึ่งเป็นการเดินขึ้นเขาเข้าป่าแบบเต็มรูปแบบครั้งแรกในชีวิตวัยย่าง 37 ในขณะที่2-3ปี นั้นผมยังมีอาการปวดหลังแต่ได้รักษาฟื้นฟูมาระดับนึง จนยังพอใช้ชีวิตเดินได้ ทำไรได้แต่เพียงแต่ยกของหนักไม่ได้ จนผมยังท้อเลยว่าชาตินี้จะมีโอกาสสะพายเป้เดินเที่ยวได้มั้ย
และโอกาสท้าทายคุณภาพชีวิตก็มาถึง ผมตัดสินใจไปขึ้นภูกระดึง โดยผมแบกเป้แต่ผมไม่ค่อยเอาไรไป (เอาจริงๆผมไม่ได้เตรียมตัวหรือว่าไม่รู้เลยว่าการเดินป่าต้องใช้อะไรบ้างเรียกว่าผมไปแต่ตัวกับเสื้อผ้าแล้วก็ของใช้ส่วนตัวเหมือนไปโรงแรมทั่วไปด้วยซ้ำ) มันเลยทำให้น้ำหนักกระเป๋าผมอยู่ที่ประมาณ 4-5 กิโลกรัม แค่นั้นเองกับระยะเวลาเดินทาง 4 วัน 3 คืน ผมก็เลยเลือกที่จะแบกเป้ขึ้นไปไม่ได้ฝากลูกหาบ
เริ่มจากผมนั่งรถไปที่หมอชิตรอรถไปที่ผานกเค้า ผมขึ้นรถคันเวลา 20:30 น นั่งกลางคืนไปถึงผานกเค้า ร้านเจ๊กิมตี 3 ก็ทำธุระส่วนตัวที่ร้านเจ๊กิมแล้วก็รอเพื่อนมารับหลังจากนั้นผมก็ไปถึงตีนเขาเพื่อเตรียมขึ้นจองเต็นท์จองอะไรประมาณ 7 โมงเช้าจุดเริ่มต้นของความท้าทายชีวิตก็เริ่มขึ้น ขึ้นระหว่างทางมันก็จะเป็นทางคันดิน คันหิน บันไดมีหลายๆชั้นหลายๆขั้นตอนหลายๆซำ ขึ้นไปถามว่าเหนื่อยไหม มันเป็นเรื่องธรรมดาแต่สิ่งหนึ่งคือ ประสบการณ์และเรื่องราวระหว่างทางนี่แหล่ะที่จะหาไม่ได้ถ้าไม่ได้เดินขึ้นไปเอง (ผมคิดว่ามีแต่นักขึ้นเขาเท่านั้นที่รู้ )
ผมเดินจาก 7 โมงเช้าไปถึงหลังแปรตอนประมาณ บ่าย2 มันเป็นระยะทางการเดินขึ้นเขา 6.5 กิโลเมตรหลังจากนั้นจากหลังแปเดินไปถึงที่พักที่ทำการอีก 3 กิโลเมตรใช้เวลาอีกประมาณชั่วโมงนึงเบ็ดเสร็จแล้วถึงที่ทำการประมาณ 15:00 น กว่า ก็ไปติดต่อเอาเต็นท์เอาที่นอนที่เราจองเอาไว้บางคนก็รอรับกระเป๋าจากลูกหาบ อันนี้คือการเดินขึ้น ส่วนวันที่ 2 ก็เดินบนนั้นผมเดินรอบบนภูวันที่ 2 อีกประมาณ 20 กิโลเมตรโดยตั้งแต่เช้ายันมืด ผ่านผาต่างๆ ได้เดินไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางระหว่างทางกันไป เล่าเรื่องราวปัญหาชีวิตและประสบการณ์ชีวิตเรื่องราวต่างๆของแต่ละคน ซึ่งคุณจะมีเวลาพูดคุยด้วยกันทั้งวันทั้งคืนล่ะครับ ตกดึกมานอนเต๊นท์ หาไรกินข้างบน นอนดูดาว บนนั้นดาวเยอะและสวยมาก เห็นชัดกว่าภาคกลางบ้านเรา แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ไม่ได้อินกับการท่องเที่ยวอะไรมากส่วนตัวผมชอบที่จะไปที่ไหนครั้งเดียวไม่อยากไปซ้ำที่แต่หลายๆคนไปขึ้นภู 2 ครั้ง 3 ครั้งก็มีแล้วแต่เหตุผลของแต่ละคนแต่ส่วนตัวแล้วเป็นประสบการณ์ที่ดีประสบการณ์หนึ่งในชีวิตนี้แต่คิดว่าคงไปครั้งเดียวเพราะว่ามันต้องใช้เข่าเยอะ เพราะมันต้องเดินขึ้นตลอด วันที่3ก็เดินลงอีก ครึ่งวัน รวมแล้ว3วันผมเดินร่วม40กิโลเมตร ...
สุดท้ายจากข่าวช่วงนี้ต้นปี 69 กระแสข่าวการสร้างกระเช้ามันก็เกิดขึ้นมาอีกครั้งส่วนตัวผมมองว่าเอาจริงๆผมก็ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเพราะอะไรเพราะว่าภูกระดึงมันเหมือนเป็นสถานที่ที่มีมนต์ขลังในความทรงจำสักอย่างหนึ่งอย่างผมเป็นเด็กยุค 90 ผมเกิดมาในยุคที่ไม่มีโซเชียลสถานที่หนึ่งที่ญาติๆ เพื่อนๆ จะมาคุยกันก็คือไปขึ้นภูกระดึง สมัยเด็กๆผมคิดว่ามันต้องเป็นสถานที่ที่ขึ้นยากลำบาก โหดมากแล้วก็ไม่คิดว่าชีวิตหนึ่งจะได้มีโอกาสไปจนได้มาได้ขึ้นครั้งนี้แหละเพราะสมัยนั้นมันไม่มีหรอกผมไม่รู้จักหรอกภูสอยดาว เขาหลวงสุโขทัย ดอยขุนตาลหรืออะไรแบบนี้มีแต่คนรู้จักแต่ภูกระดึงเท่านั้น มันเลยเหมือนกับเป็นสถานที่ที่อยู่ในความทรงจำมากกว่า
และการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงป้าย"ครั้งหนึ่งในชีวิตเราคือผู้พิชิตภูกระดึง" ป้ายแห่งความทรงจำของทุกคนก็คงจะหมดความหมาย
เพราะจะกลายเป็นว่าต่อไปคนก็แค่ซื้อตั๋วนั่งกระเช้าขึ้นไปแล้วก็ไปถ่ายรูปแต่ความภาคภูมิใจ ประสบการณ์ชีวิตมันความสะใจมันจะไม่มีเลย
ทุกครั้งที่ผมเห็นรูปที่ผมถ่ายคู่กับป้ายนี้มันเหมือนกับเป็นความภูมิใจจริงๆ ที่เราพิชิตร่างกายที่แย่ๆ จนขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ เราเอาชนะร่างกาย ชนะหัวใจที่จะขึ้นต่อก็เหนื่อยแต่ก็ต้องขึ้น จะลงก็ลงไม่ได้ เพราะเราเดินมาไกลแล้ว มันช่างพิสูจน์หัวใจและร่างกายจริงๆ ....
ประสบการณ์ครั้งนั้นจริงๆผมตั้งใจจะเขียนหลังจากกลับจากรอบนั้น แต่ก็ไม่ได้ทำสักที เลยวันนี้ถือโอกาสเขียนเลยแล้วกัน
สุดท้าย "การขึ้นเขาเดินป่ามันไม่ได้ลำบากเท่ากับใจที่จะกล้าอยู่อย่างลำบากได้หรือเปล่า"
โชคดีครับ....