เจ้าฟ้ามูรตี :: โดย ด๋ง :: บทที่ 3 ราชินีวัยเยาว์

กระทู้สนทนา
บทที่ 1 ปฐมกาล https://pantip.com/topic/39231578/desktop

บทที่ 2 สถาปนาเจ้าฟ้า https://pantip.com/topic/39236906/desktop

☆☆☆☆☆☆☆☆☆

บทที่ 3

         หลายเดือนถัดมา...

         กระบวนเสด็จพระเจ้ากรุงเถมรู และองค์หญิงสุบินสวรรค์ พระราชธิดา ลัดเลาะไปตามลำเนาป่า ฝ่าห้วยหนองคลองบึง ซึ่งสองข้างทางล้วนปกคลุมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์อันเขียวชอุ่มและร่มรื่น จนกระทั่งออกสู่ที่ราบอันกว้างใหญ่

         ในที่สุด กระบวนเสด็จอันอันอลังการก็กลับถึงพระนคร

         สายตาทุกคู่ของบรรดาข้าราชบริพารที่ตามเสด็จต่างทอดยาวออกไปยังบ้านเมืองที่เบื้องหน้า ซึ่งล้วนคราคร่ำไปด้วยผู้คนกำลังประกอบกิจวัตรแห่งตน

         ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังผ่าฟืนอยู่ได้หันมามองยังกระบวนเสด็จพลางหันไปตะโกนร้องบอกผู้อื่นว่า

         " พระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับมาแล้ว..."

         คนอื่นๆต่างพากันหันมามอง แล้วเสียงไชโยโห่ร้องแสดงความยินดีก็ดังกึกก้องไปทั่ว ก่อนที่เหล่าพสกนิกรในเมืองจะแห่กันมาคุกเข่าเฝ้ารับเสด็จกันตลอดสองข้างทางยาวมุ่งสู่พระบรมมหาราชวังเถมรูอันยิ่งใหญ่โอฬารตระการตาที่เบื้องหน้า

         ภายในพระราชวังเถมรูนั้น

         เจ้าพนักงานแบกหามได้วางพระเสลี่ยงทุกองค์ลง องค์หญิงสุบินสวรรค์ทรงลงจากพระเสลี่ยงก่อนเสด็จมาประคองพระมารดาลงจากพระเสลี่ยงเช่นกัน

         แล้วในทันใด เสียงจะติกะวะนาจิ ราชครูหญิง ก็ดังขึ้นจากพระเสลี่ยงองค์ใหญ่ที่อยู่หน้าสุดของกระบวน

         " ฝ่าบาท ฝ่าบาทเพคะ "

         " เกิดเรื่องอันใดขึ้น " พระมเหสีตรัสถาม

         " พระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ได้พระสติเพคะ พระมเหสี "

         " หา!!! .. เสด็จพี่ " พระมเหสีทรงตกใจยิ่ง

         " รีบเชิญองค์ขึ้นห้องบรรทมบัดเดี๋ยวนี้ " จะติกะวะนาจิ ราชครูหญิงหันไปสั่งเหล่ามหาดเล็กหลวง

         ข่าวพระอยู่หัวเจ้าทรงพระประชวรอย่างฉับพลันได้แพร่กระจายจนเป็นที่โกลาหลกันไปทั่วทั้งอาณาจักร แลหลังจากนั้นไม่นานนัก พระอยู่หัวเจ้าก็สวรรคต

         เหล่าปวงประชาพากันโศกสลดรันทดเหลือจะต้าน แลไปยังแห่งหนตำบลใดก็พบได้แต่ใบหน้าอันโศกเศร้าของเหล่าพสกนิกร เสียงปี่กลองอันโหยหวนชวนอาดูรดังระงงมราวชีพจะดับสูญไปทั้งพระนครอยู่หลายราตรีกาลจึงสงบ

         แลในอีกสองปีถัดมานับแต่นั้น...

         เมื่อองค์หญิงสุบินสวรค์ทรงเจริญพระชนมายุได้ 19 พระชันษา เพลานี้ เหล่าขุนนาง มหาอำมาตย์ แลข้าราชบริพารทั้งมวลจึงเล็งเห็นเป็นที่ต้องกันว่า หาเป็นการมิบังควร ในอันที่จะปล่อยแผ่นดินเถมรูให้ว่างกษัตริย์ปกปักษ์พิทักษ์ผล

         คราเมื่อถึงอุดมฤกษ์อันควร จึงร่วมอัญเชิญองค์องค์หญิงสุบินสวรรค์ พระราชธิดาพระองค์เดียวในพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ ขึ้นเสวยสิริราชสมบัติพิพัฒน์มงคล เป็นที่ สมเด็จพระนางเจ้าสุบินสวรรค์ถวัลยราชรานีศรีเถมรู ดำเนินพระราชกรณียกิจการงานทำนุบำรุงพระศาสนาแลอำนวยผลประชาราษฎร์เถมรูให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองสถาพรสงบสุขร่มเย็นสืบไป

         มโหรีหลวงวงใหญ่แห่งราชสำนักเถมรูประโคมเพลงวิมานเมืองกระเดื่องแดนดินสามชั้น ต่อด้วยการรัวฉาบทอง ฉาบเงิน และสั่นกระดิ่งทองแดง 999 ครั้ง ท่ามกลางเหล่าขุนนางทั้งมวลที่เฝ้าแห่แหนอยู่ ณ ท้องพระโรงแห่งนี้

         จะติกะวะนาจิ ราชครูหญิงวัย 70 ชันษา ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งราชสำนักค่อยๆขยับกายอย่างช้าๆนุ่มเนิบพลางอัญเชิญพระมหามงกุฏอันวางอยู่บนพานทอง ก่อนจะสืบบาทเข้าใกล้องค์พระนางอยู่หัวเจ้า ซึ่งประทับนั่งอย่างสง่างามเต็มตามพระราชอิสริยยศอยู่ที่พระบรมราชบัลลังก์

         ราชครูชราทูนพานขึ้นเหนือเศียร ณ เบื้องพระพักตร์ ก่อนที่พระนางกษัตรียาจะทรงเอื้อมพระหัตถ์มาประคองพระมหามงกุฎองค์นั้นขึ้นสวมบนพระเศียร

         มโหรีหลวงวงใหญ่แห่งราชสำนักเถมรูลั่นประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์ พลางสั่นกระดิ่งอีก 999 ครั้ง ก่อนที่วงเครื่องสายจะครวญเพลง ปักษิณบินร่อนวอนองค์เทวาถวายชัย สามเที่ยวจบ เป็นอันสำเร็จเสร็จสิ้นพระราชพิธีหลวงในครั้งกระนั้น

- - - - - - - - -

         ลุล่วงสู่เพลาเย็นย่ำ..

         ปรากฏชายหนุ่มเรือนกายกำยำล่ำสัน ใบหน้าคมคายวัย 20 ปี ผู้หนึ่ง กำลังเดินมาตามเส้นทางเล็กๆ ภายในอุทยานกลางพระบรมมหาราชวังเถมรู บุรุษผู้องอาจสง่างามผู้นี้มีนามว่า ตรึงสมัย เป็นนายทหารคู่พระหทัยแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสุบินสวรรค์ถวัลยราชรานี

         ตรึงสมัยผู้นี้มีดวงหน้าหล่อเหล่าคมคาย ปากนิดจมูกหน่อย อีกทั้งเรือนการก็สมส่วน ท่วงท่าองอาจผึ่งผายสมเป็นชายชาติทหาร เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบทหารอันน่าเกรงขามและกำลังเดินมาตามทางเดินเล็กๆ ซึ่งสองข้างทางปกคลุมไปด้วยพุ่มไม้อันรกชัด

         ทันใดกันนั้นเอง...

         พลันปรากฏบุรุษชาติอาชาไนยเรือนร่างกำยำยิ่งใหญ่ดุดันดุจคชสารกระโจนออกจากพุ่มไม้แล้ววาดลำแขนโอบกระชากกายตรึงสมัยผู้กำยำน้อยกว่าเข้าพงป่าละเมาะข้างทางไปโดยอุกอาจ

         ตรึงสมัยเงยหน้าจ้องมองเจ้าของเรือนกายอันยิ่งใหญ่อลังการที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าพลางทำตาหวานซึ้ง

         " สมิงสาตาบู...? ไยฉุดกระชากลากเราเข้ามาในพงพนาเช่นนี้ "

         บุรุษร่างใหญ่หล่อล่ำจ้องมองตรึงสมัยด้วยแววตากราดเกรี้ยวก่อนกล่าว

         " เจ้าหลบหน้าข้าทำไม ตรึงสมัย เจ้าคิดจะหนีห่างจากข้างั้นหรือ "

         ชายผู้นั้นตวาดก้องพลางก้มหน้าลงพรมจุมพิตลงตรงซอกศอของตรึงสมัยอย่างหิวกระหายโดยพลัน

         ตรึงสมัยเรือนกายอ่อนระทวยราวขี้ผึ้งต้องเพลิง ทั้งยังยินยอมพร้อมใจและปล่อยให้ชายฉกรรจ์ผู้เหิมเกริมกระทำการเช่นนั้นได้โดยไม่ขัดขืนแต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อยกระไรนี่ หรือว่าทั้งสองนั้นเป็นคู่รักอภิรมย์สมสวาทดังคาดหมายกันมาแต่เก่าก่อน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่