สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
เราเข้าใจความรู้สึกค่ะ เราก็เป็นโรคที่รักษาไม่หายเหมือนกัน
แต่เราหยุดสู้แล้ว ถ้าเราสู้กับเขา เราจะเหนื่อย
เราทำแค่เพียงเฝ้าดูเขา ดูเขาเจ็บ ดูเขาปวด และยอมรับว่านี่คือสภาพความเป็นจริงของร่างกายเรา
ในทุกวัน เราคิดแต่ว่า เวลาที่เหลือเราจะต้อง ทำชีวิตตัวเองให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ให้ได้มากที่สุด
เราก็ทำตามแนวทางที่วางไว้ตลอดมา เมื่อเราโฟกัสที่ชีวิตอื่น ความเจ็บป่วยของตัวเองดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยค่ะ
ส่งกำลังใจให้คุณเจ้าของกระทู้นะคะ ชดใช้กันไปให้หมด เมื่อสุดปลายทางทุกอย่างจะจบค่ะ
แต่เราหยุดสู้แล้ว ถ้าเราสู้กับเขา เราจะเหนื่อย
เราทำแค่เพียงเฝ้าดูเขา ดูเขาเจ็บ ดูเขาปวด และยอมรับว่านี่คือสภาพความเป็นจริงของร่างกายเรา
ในทุกวัน เราคิดแต่ว่า เวลาที่เหลือเราจะต้อง ทำชีวิตตัวเองให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ให้ได้มากที่สุด
เราก็ทำตามแนวทางที่วางไว้ตลอดมา เมื่อเราโฟกัสที่ชีวิตอื่น ความเจ็บป่วยของตัวเองดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยค่ะ
ส่งกำลังใจให้คุณเจ้าของกระทู้นะคะ ชดใช้กันไปให้หมด เมื่อสุดปลายทางทุกอย่างจะจบค่ะ
ความคิดเห็นที่ 26
เรียนคุณ จขกท ผมเป็นโรคเดียวกับท่านครับ โรคนี้แนะนำให้หาหมอเฉพาะทาง อายุรกรรมโรคข้อและรูห์มาติก ตาม รพ ใหญ่ๆ เช่นศิริราช ครับ ของผมมีอาการปวด sacro illiac joint จนติดไปแล้ว แต่เนื่องจากเป็น joint ที่ไม่ได้ function อะไร จึงไม่มีผลกระทบต่อชีวิต คนเป็นโรคนี้ต้องตรวจตาด้วยครับ เนื่องจาก มีโอกาสเกิด anterior uveitis (ม่านตาอักเสบ)ได้
ส่วนใหญ่ยาที่ผมใช้คุมอาการคือ salazine 500 mg ทาน วันละ 4 เม็ด ซึ่งสามารถคุมอาการได้ดี และ side effect น้อย ตอนนี้อาการของโรคที่ผมเป็นสงบ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ที่สำคัญคือ การออกกำลัง ให้ ข้อต่างๆเคลื่อนไหวตลอด ห้ามเล่นกีฬาที่ใช้แรงปะทะ เช่นฟุตบอล
ทำใจให้สบาย ไม่เครียด ที่สำคัญคือ อย่าไปหาการแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนโบราณ หรือการแพทย์พื้นบ้าน ขอเป็นกำลังใจให้ จขกท ครับ
ส่วนใหญ่ยาที่ผมใช้คุมอาการคือ salazine 500 mg ทาน วันละ 4 เม็ด ซึ่งสามารถคุมอาการได้ดี และ side effect น้อย ตอนนี้อาการของโรคที่ผมเป็นสงบ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ที่สำคัญคือ การออกกำลัง ให้ ข้อต่างๆเคลื่อนไหวตลอด ห้ามเล่นกีฬาที่ใช้แรงปะทะ เช่นฟุตบอล
ทำใจให้สบาย ไม่เครียด ที่สำคัญคือ อย่าไปหาการแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนโบราณ หรือการแพทย์พื้นบ้าน ขอเป็นกำลังใจให้ จขกท ครับ
ความคิดเห็นที่ 37
จากคนที่เคยเป็นทั้งมะเร็งลำไส้ และ เส้นเลือดหัวใจตีบ ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ปัจจุบันเป็นคนอายุ 40+++ ที่มีซิกแพ็ค แข็งแรง และไร้โรคภัยนะครับ
ตอนผมป่วยไทยยังไม่มี HLA Testing ปัจจุบันผมก็แค่ตรวจสุขภาพประจำปี เพราะร่างกายแข็งแรงมาก แต่ถ้าไปตรวจจริงก็คงเจอความบกพร่องใน DNA ของผมแน่นอน เป็น 2 โรคนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ คงไม่ได้เป็นเพราะความฟลุ๊คอย่างเดียวหรอก
ใช่ สาเหตุของโรคเรื้อรังทั้งหลาย มันมีสาเหตุสำคัญจริงๆอยู่แค่ 3 อย่างคือ
1. ความชรา อายุ
2. จุดบกพร่องใน DNA ของเรา
3. อาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา
แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะไปจิตตกอยู่กับแค่ 2 สาเหตุแรก ยิ่งโดยเฉพาะข้อ 2
ลองหลับตาและคิดภาพดูว่าปัจจุบันเราทำยังไงกับสาเหตุข้อ 3 หลังจากรักษาด้วยาไปแล้ว หมอก็มักจะบอกว่า "ดื่มน้ำเยอะๆ เลือกกินอาหาร ออกกำลังกาย ไม่เครียดนะ.." คนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรังถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตแล้วส่วนใหญ่ก็จะทำตามที่หมอสั่งด้วยการ ไม่กินอะไรที่อยากซัก 2-3 มื้อ ออกไปปั่นจักรยานหรือเดินซักหน่อย ทำกายภาพสัปดาห์ละ 3-6 ชม. พอไม่ดีขึ้นก็กลับมาบอกว่า ออกกำลังกายมันไม่ได้ผลเลย เนี่ยแหละปัญหาความเป็นจริงของข้อ3 แล้วก็มากลุ้มใจกับข้อ 1-2 ต่อไป
จากประสบการณ์ และสิ่งที่ผมเรียนรู้มาทั้งหมด ข้อ3 อาหารที่เรากิน การใช้ชีวิต การดื้ออินซูลิน นั่นแหละครับ สาเหตุที่เร่งกระบวนความชรา ความเสื่อมระดับเซลล์ กับจุดบกพร่องในยีนส์จนเกิดโรค ใช่ครับคนเราช้าเร็วจะป่วย แต่จะป่วยเมื่อยีนส์เราเสื่อมสภาพแล้วจริงๆเมื่อ 70-75 ปีขึ้นไป และคนที่ดูแลตัวเองดีๆแข็งแรงได้นานกว่านั้น ไม่ใช่ป่วยในวัย 40+
การรักษาด้วยยา มันเป็นปลายเหตุแล้ว เหมือนเครื่องยนต์แช่น้ำเกลือจนเป็นสนิม จะไปพ่น ปะผุยังไง แต่ไม่ยกขึ้นจากน้ำเกลือ ยังไงมันก็พัง
จากการที่ค่าไตคุณสูง มันพอเดาได้ว่าคุณใช้ชีวิตที่ผ่านมาไม่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร และก็ยังคงไม่ถูกต้องอยู่ เพื่อไม่ให้ยาวมากขอแนะนำสรุปสั้นๆ ให้เริ่มจากคุมอาหารก่อน
1 งด น้ำตาล น้ำเชื่อมคอร์นไซรัพ(HFCS) แป้งขัดขาว หรืออาหารที่มี GI ต่ำทั้งหลาย
2 งด ทรานส์แฟต หรือไขมันที่ผ่านการฟอก หรือแปรรูปทุกประเภท
3 ทานอาหารกากใยสูง อาหารจริงๆ ผัก ผลไม้(ที่หวานน้อย) เนื้อสัตว์ไม่แปรรูป ข้าวกล้อง ฝักทอง แบบนี้เป็นต้น และไม่ปรุงด้วยสารในข้อ 1-2
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ถ้าคุณตัดข้อ 1-2 ได้ 100% เชื่อไหมว่าทุกคนต้องปฏิวัติการกินแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นี่แหละตัวการสำคัญที่ทำให้คนป่วยก่อนวัยอันควร ทุกวันนี้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ออกมาตรงกันหมด แต่อุตสาหกรรมอาหารและยาก็ยังมีวิธีหลอกล่อให้คุณกินของพวกนี้ ที่เสพติดเพราะรสชาติและความสับสนจากการโฆษณา และเสียเงินรักษาตัวมากๆ และทำเงินให้เขาได้ต่อไปเรื่อยๆ
ผมเริ่มเปลี่ยนตัวเองครั้งแรก จากการออกกำลังกาย ขี่จักรยาน ผมพยายามเป็นปีๆแต่ไม่ได้ผลจนท้อเหมือนกัน แต่พอเริ่มเปลี่ยนอาหารปุ๊บ ชีวิตมันเปลี่ยนไปได้จริงๆ นอกจาก 2 โรคหลักของผมแล้วก็มีหลังเสื่อม เข่าเสื่อม ค่าไต ค่าตับ เหมือนๆกัน แต่สามารถเปลี่ยนจาก อ้วน หน้ามัน สิวเขรอะ ขี้โรค มาเป็นก้ามปู หน้าใส ด้วยการคุมอาหาร และการออกกำลัง ด้วยการ "เปลี่ยนนิสัย" ไม่ใช่แค่ "พยายามมากขึ้น" ครับ
ร่างกายมันรักษาตัวเองได้จริงๆ อันนี้ผมยืนยัน ทุกคนที่ผ่านจุดนี้มายืนยันได้ทั้งนั้น ปัญหาที่ผมเห็นคือคนส่วนใหญ่เป็น คือไม่ตระหนักเรื่องพวกนี้เลย อย่างคนที่เจอผมหลังหุ่นเปลี่ยนแล้ว ทุกคนจะถามว่าผมทำยังไง หาหมอ กินยา กินอาหารเสริม ทาครีมทายาอะไร ทุกคนจะถามแต่ทางลัด เวลาผมบอกใครว่าผมเริ่มโดยการลดน้ำตาลก่อน หรือแม้กระทั่งผมบอกว่า ทุกวันนี้เวลาผมเป็นแผล ผมหายเร็วขึ้นมาก เพราะผมแทบไม่กินน้ำตาลเลย คน 80% คิดว่ามันไม่เกี่ยว ยิ่งถ้าผมบอกใครว่าปัญหาโรคเรื้อรังทั้งหลายสาเหตุอาจจะเพราะ ชาเขียวหรือชาไข่มุก กาแฟ วันละแก้ว ยิ่งไม่มีใครเชื่อ และมันก็กลายเป็นแค่คำว่า "ยังหาสาเหตุไม่ได้" ในตำราแพทย์
ที่ผมพูดมาทั้งหมด ไม่ใช่การดูถูกซ้ำเติมว่าผมทำได้ คุณทำไม่ได้นะครับ (ผมคงชั่วมากถ้าคิดดูถูกคนหัวอกเดียวกัน) แต่อยากให้ถามตัวเองว่า คุณถึงจุดที่คุณออกกำลังกายเป็นนิสัย เปลี่ยนกิจวัตรตัวเองเกือบทั้งหมดให้เอื้อกับการออกกำลังกาย การออกกำลังกายคือหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ละครั้งไม่ใช่แค่เมื่อยแต่ "หนักและเหนื่อย" แบบที่ชีวิตก่อนหน้านี้ไม่เคยทำมาก่อนเลยอาทิตย์ละ 5-6วัน แม้ว่าจะเจ็บปวดทรมานสาหัสยังไง การอู้เพียงครั้งเดียวคือเรื่องคอขาดบาดตาย คุณกลัวที่แม้แต่การกินน้ำหวานแก้วเดียว หรือขนมชิ้นเล็กๆชิ้นเดียวหรือยัง บุหรี่เหล้าสารเสพติดทุกชนิดแม้แต่กาแฟเลิกหมด นอนหลับเป็นเวลาเหมือนเด็กน้อย ยอมทิ้งโอกาสเงินทองมากมายเพื่อจะเลี่ยงความเครียดอย่างไม่เสียดาย คุณไปถึงจุดนั้นหรือยัง ถ้ายังมันเป็นข่าวดีมากนะครับ เพราะแปลว่าคุณยังมีโอกาสที่จะสู้ให้เต็มที่มากกว่านี้ได้อีกเยอะ
ไม่ใช่ผมไม่เข้าใจความเจ็บปวดของคุณนะ โรคของผม ชีวิตของผมก็มีความเจ็บปวดไม่น้อยกว่าเลย อันนี้สาบานได้ แต่ชีวิตที่แข็งแรง ยืนยาว และมีความสุข เป็นของมีราคาครับ ความพยายามเหล่านั้นเป็นราคาที่ต้องจ่าย และเชื่อผมเถอะครับมันถูกมากถ้าเทียบกับสิ่งที่ผมได้รับกลับคืนมา
ยังไม่ 50 นี่คือยังหนุ่มมากๆครับ คุณกำจัดพฤติกรรมทั้งหลายที่เร่งกระบวนการชรา และการเจ็บป่วยของคุณได้ ร่างกายมันเยียวยาได้แบบน่ามหัศจรรย์ การแพทย์ปัจจุบันมันเหมือนแค่การปะผุจริงๆ สิ่งที่จะเยียวยาคุณได้คือร่างกายคุณเองครับ
คนเราป่วยเพราะพฤติกรรมการกินไม่ดี จนทำให้เราป่วยเป็นโรคตามจุดอ่อนของกรรมพันธ์ จุดอ่อนในกรรมพันธ์อย่างเดียวไม่ใช่สาเหตุให้เราเป็นโรคขึ้นมาเองได้ครับ
ตอนผมป่วยไทยยังไม่มี HLA Testing ปัจจุบันผมก็แค่ตรวจสุขภาพประจำปี เพราะร่างกายแข็งแรงมาก แต่ถ้าไปตรวจจริงก็คงเจอความบกพร่องใน DNA ของผมแน่นอน เป็น 2 โรคนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ คงไม่ได้เป็นเพราะความฟลุ๊คอย่างเดียวหรอก
ใช่ สาเหตุของโรคเรื้อรังทั้งหลาย มันมีสาเหตุสำคัญจริงๆอยู่แค่ 3 อย่างคือ
1. ความชรา อายุ
2. จุดบกพร่องใน DNA ของเรา
3. อาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา
แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะไปจิตตกอยู่กับแค่ 2 สาเหตุแรก ยิ่งโดยเฉพาะข้อ 2
ลองหลับตาและคิดภาพดูว่าปัจจุบันเราทำยังไงกับสาเหตุข้อ 3 หลังจากรักษาด้วยาไปแล้ว หมอก็มักจะบอกว่า "ดื่มน้ำเยอะๆ เลือกกินอาหาร ออกกำลังกาย ไม่เครียดนะ.." คนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรังถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตแล้วส่วนใหญ่ก็จะทำตามที่หมอสั่งด้วยการ ไม่กินอะไรที่อยากซัก 2-3 มื้อ ออกไปปั่นจักรยานหรือเดินซักหน่อย ทำกายภาพสัปดาห์ละ 3-6 ชม. พอไม่ดีขึ้นก็กลับมาบอกว่า ออกกำลังกายมันไม่ได้ผลเลย เนี่ยแหละปัญหาความเป็นจริงของข้อ3 แล้วก็มากลุ้มใจกับข้อ 1-2 ต่อไป
จากประสบการณ์ และสิ่งที่ผมเรียนรู้มาทั้งหมด ข้อ3 อาหารที่เรากิน การใช้ชีวิต การดื้ออินซูลิน นั่นแหละครับ สาเหตุที่เร่งกระบวนความชรา ความเสื่อมระดับเซลล์ กับจุดบกพร่องในยีนส์จนเกิดโรค ใช่ครับคนเราช้าเร็วจะป่วย แต่จะป่วยเมื่อยีนส์เราเสื่อมสภาพแล้วจริงๆเมื่อ 70-75 ปีขึ้นไป และคนที่ดูแลตัวเองดีๆแข็งแรงได้นานกว่านั้น ไม่ใช่ป่วยในวัย 40+
การรักษาด้วยยา มันเป็นปลายเหตุแล้ว เหมือนเครื่องยนต์แช่น้ำเกลือจนเป็นสนิม จะไปพ่น ปะผุยังไง แต่ไม่ยกขึ้นจากน้ำเกลือ ยังไงมันก็พัง
จากการที่ค่าไตคุณสูง มันพอเดาได้ว่าคุณใช้ชีวิตที่ผ่านมาไม่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร และก็ยังคงไม่ถูกต้องอยู่ เพื่อไม่ให้ยาวมากขอแนะนำสรุปสั้นๆ ให้เริ่มจากคุมอาหารก่อน
1 งด น้ำตาล น้ำเชื่อมคอร์นไซรัพ(HFCS) แป้งขัดขาว หรืออาหารที่มี GI ต่ำทั้งหลาย
2 งด ทรานส์แฟต หรือไขมันที่ผ่านการฟอก หรือแปรรูปทุกประเภท
3 ทานอาหารกากใยสูง อาหารจริงๆ ผัก ผลไม้(ที่หวานน้อย) เนื้อสัตว์ไม่แปรรูป ข้าวกล้อง ฝักทอง แบบนี้เป็นต้น และไม่ปรุงด้วยสารในข้อ 1-2
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ถ้าคุณตัดข้อ 1-2 ได้ 100% เชื่อไหมว่าทุกคนต้องปฏิวัติการกินแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นี่แหละตัวการสำคัญที่ทำให้คนป่วยก่อนวัยอันควร ทุกวันนี้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ออกมาตรงกันหมด แต่อุตสาหกรรมอาหารและยาก็ยังมีวิธีหลอกล่อให้คุณกินของพวกนี้ ที่เสพติดเพราะรสชาติและความสับสนจากการโฆษณา และเสียเงินรักษาตัวมากๆ และทำเงินให้เขาได้ต่อไปเรื่อยๆ
ผมเริ่มเปลี่ยนตัวเองครั้งแรก จากการออกกำลังกาย ขี่จักรยาน ผมพยายามเป็นปีๆแต่ไม่ได้ผลจนท้อเหมือนกัน แต่พอเริ่มเปลี่ยนอาหารปุ๊บ ชีวิตมันเปลี่ยนไปได้จริงๆ นอกจาก 2 โรคหลักของผมแล้วก็มีหลังเสื่อม เข่าเสื่อม ค่าไต ค่าตับ เหมือนๆกัน แต่สามารถเปลี่ยนจาก อ้วน หน้ามัน สิวเขรอะ ขี้โรค มาเป็นก้ามปู หน้าใส ด้วยการคุมอาหาร และการออกกำลัง ด้วยการ "เปลี่ยนนิสัย" ไม่ใช่แค่ "พยายามมากขึ้น" ครับ
ร่างกายมันรักษาตัวเองได้จริงๆ อันนี้ผมยืนยัน ทุกคนที่ผ่านจุดนี้มายืนยันได้ทั้งนั้น ปัญหาที่ผมเห็นคือคนส่วนใหญ่เป็น คือไม่ตระหนักเรื่องพวกนี้เลย อย่างคนที่เจอผมหลังหุ่นเปลี่ยนแล้ว ทุกคนจะถามว่าผมทำยังไง หาหมอ กินยา กินอาหารเสริม ทาครีมทายาอะไร ทุกคนจะถามแต่ทางลัด เวลาผมบอกใครว่าผมเริ่มโดยการลดน้ำตาลก่อน หรือแม้กระทั่งผมบอกว่า ทุกวันนี้เวลาผมเป็นแผล ผมหายเร็วขึ้นมาก เพราะผมแทบไม่กินน้ำตาลเลย คน 80% คิดว่ามันไม่เกี่ยว ยิ่งถ้าผมบอกใครว่าปัญหาโรคเรื้อรังทั้งหลายสาเหตุอาจจะเพราะ ชาเขียวหรือชาไข่มุก กาแฟ วันละแก้ว ยิ่งไม่มีใครเชื่อ และมันก็กลายเป็นแค่คำว่า "ยังหาสาเหตุไม่ได้" ในตำราแพทย์
ที่ผมพูดมาทั้งหมด ไม่ใช่การดูถูกซ้ำเติมว่าผมทำได้ คุณทำไม่ได้นะครับ (ผมคงชั่วมากถ้าคิดดูถูกคนหัวอกเดียวกัน) แต่อยากให้ถามตัวเองว่า คุณถึงจุดที่คุณออกกำลังกายเป็นนิสัย เปลี่ยนกิจวัตรตัวเองเกือบทั้งหมดให้เอื้อกับการออกกำลังกาย การออกกำลังกายคือหน้าที่ที่ต้องทำ แต่ละครั้งไม่ใช่แค่เมื่อยแต่ "หนักและเหนื่อย" แบบที่ชีวิตก่อนหน้านี้ไม่เคยทำมาก่อนเลยอาทิตย์ละ 5-6วัน แม้ว่าจะเจ็บปวดทรมานสาหัสยังไง การอู้เพียงครั้งเดียวคือเรื่องคอขาดบาดตาย คุณกลัวที่แม้แต่การกินน้ำหวานแก้วเดียว หรือขนมชิ้นเล็กๆชิ้นเดียวหรือยัง บุหรี่เหล้าสารเสพติดทุกชนิดแม้แต่กาแฟเลิกหมด นอนหลับเป็นเวลาเหมือนเด็กน้อย ยอมทิ้งโอกาสเงินทองมากมายเพื่อจะเลี่ยงความเครียดอย่างไม่เสียดาย คุณไปถึงจุดนั้นหรือยัง ถ้ายังมันเป็นข่าวดีมากนะครับ เพราะแปลว่าคุณยังมีโอกาสที่จะสู้ให้เต็มที่มากกว่านี้ได้อีกเยอะ
ไม่ใช่ผมไม่เข้าใจความเจ็บปวดของคุณนะ โรคของผม ชีวิตของผมก็มีความเจ็บปวดไม่น้อยกว่าเลย อันนี้สาบานได้ แต่ชีวิตที่แข็งแรง ยืนยาว และมีความสุข เป็นของมีราคาครับ ความพยายามเหล่านั้นเป็นราคาที่ต้องจ่าย และเชื่อผมเถอะครับมันถูกมากถ้าเทียบกับสิ่งที่ผมได้รับกลับคืนมา
ยังไม่ 50 นี่คือยังหนุ่มมากๆครับ คุณกำจัดพฤติกรรมทั้งหลายที่เร่งกระบวนการชรา และการเจ็บป่วยของคุณได้ ร่างกายมันเยียวยาได้แบบน่ามหัศจรรย์ การแพทย์ปัจจุบันมันเหมือนแค่การปะผุจริงๆ สิ่งที่จะเยียวยาคุณได้คือร่างกายคุณเองครับ
คนเราป่วยเพราะพฤติกรรมการกินไม่ดี จนทำให้เราป่วยเป็นโรคตามจุดอ่อนของกรรมพันธ์ จุดอ่อนในกรรมพันธ์อย่างเดียวไม่ใช่สาเหตุให้เราเป็นโรคขึ้นมาเองได้ครับ
แสดงความคิดเห็น
เมื่อผมเป็นโรคที่ยังไม่มีทางรักษา เจ็บปวดทรมานมากขึ้นทุกวัน แม้แต่ยาแก้ปวดก็กินไม่ได้ ผมควรทำยังไงกับชีวิตดี