ตื่นมาตอนเช้า ก้าวเท้าลงจากเตียงแล้วรู้สึก "จี๊ด" ที่ส้นเท้าเหมือนโดนเข็มแทง หรือเดินนาน ๆ แล้วเจ็บปวดที่หลังข้อเท้าจนแทบเดินไม่ไหว? หลายคนคิดว่าเป็นแค่เรื่องปกติของอายุที่มากขึ้น หรือคิดว่าแค่พักก็คงหาย แต่ความจริงแล้ว อาการปวดส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายในวัย 50+ โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ อาจเป็นสัญญาณเตือนของ "เอ็นร้อยหวายเสื่อม" และ "ถุงน้ำหลังข้อเท้าอักเสบ" ที่หากปล่อยไว้นานอาจทำให้เอ็นฉีกขาดหรือกลายเป็นความเจ็บปวดเรื้อรังที่ทำให้คุณภาพชีวิตเสียไปอย่างคาดไม่ถึง
---
### "คุณหมอคะ แค่จะเดินไปเข้าห้องน้ำตอนเช้า ยังต้องค่อย ๆ กระดึ๊บไปเลยค่ะ"
นี่คือคำบอกเล่าของ "ป้าตุ่ม" (นามสมมติ) หญิงวัย 55 ปี ที่มาหาหมอด้วยใบหน้าหมองเศร้า ป้าตุ่มเล่าว่าเธอสูง 155 เซนติเมตร แต่น้ำหนักตัวอยู่ที่ 80 กิโลกรัม ช่วงหลังมานี้เธอเริ่มรักสุขภาพ อยากจะลดน้ำหนักเลยไปเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะทุกเย็น
"ตอนแรกก็ภูมิใจนะคะหมอ ที่เดินได้วันละเกือบชั่วโมง แต่พอผ่านไปอาทิตย์เดียว ตื่นเช้ามาเท้าแตะพื้นไม่ได้เลย มันเจ็บตรงส้นเท้าลามขึ้นไปที่น่อง พอนั่งพักนาน ๆ แล้วลุกขึ้นเดินก็เจ็บอีก เหมือนเครื่องยนต์มันฝืด ต้องรอวอร์มอัพสักพักถึงจะเดินต่อได้ แต่พอเดินเยอะก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาอีกจนต้องหยุดเดินไปเลยค่ะ"
เคสของป้าตุ่มคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากของคนวัยทำงานตอนปลายและผู้สูงอายุ ที่โครงสร้างร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ประกอบกับน้ำหนักตัวที่เป็น "ภาระ" โดยตรงต่อเอ็นร้อยหวายครับ
---
### อธิบายความจริง: เอ็นร้อยหวายไม่ได้แค่ "อักเสบ" แต่มันกำลัง "เสื่อม"
หลายคนติดปากเรียกว่า "เอ็นอักเสบ" แต่ในทางการแพทย์สำหรับผู้ใหญ่ที่ปวดเรื้อรัง เรามักจะพบว่ามันคือ ภาวะเอ็นร้อยหวายเสื่อม (Achilles Tendinosis) ครับ
ให้คุณลองนึกภาพ "เอ็นร้อยหวาย" เหมือนกับ "เชือกเส้นใหญ่" ที่คอยดึงส้นเท้าเวลาเราเดินหรือเขย่ง ส่วน "ถุงน้ำ" (Bursa) ที่อยู่หลังข้อเท้าก็เหมือน "โช้คอัพ" หรือหมอนใบเล็ก ๆ ที่คอยกันกระแทกระหว่างเชือกกับกระดูกส้นเท้า
- เอ็นเสื่อม: คือการที่เส้นใยเชือกนั้นเริ่มเปื่อย ยุ่ย และมีรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ข้างในสะสมมานาน ไม่ใช่แค่การอักเสบแดงร้อนเหมือนเวลาเราโดนมีดบาด แต่มันคือการ "ซ่อมไม่ทันใช้"
- ถุงน้ำอักเสบ: เมื่อเอ็นมันหนาตัวขึ้น หรือกระดูกส้นเท้ามีแง่งงอกออกมา (กระดูกงอก) มันก็จะไปเสียดสีกับถุงน้ำที่เป็นโช้คอัพ จนถุงน้ำนี้บวมและอักเสบขึ้นมา ทำให้เราเจ็บปวดเมื่อมีการขยับหรือใส่รองเท้าที่รัดส้นครับ
---
### ทำไมวัย 55 ปี น้ำหนัก 80 กก. ถึงเสี่ยงที่สุด?
ปัจจัยสำคัญของเคสป้าตุ่มคือ "แรงกระแทก" ครับ ทุกครั้งที่เราเดิน แรงที่กดลงบนเท้าจะมากกว่าน้ำหนักตัวปกติถึง 3-4 เท่า!
ลองคำนวณง่าย ๆ นะครับ ป้าตุ่มหนัก 80 กิโลกรัม ทุกก้าวที่เดิน เอ็นร้อยหวายต้องรับแรงกระแทกเทียบเท่ากับน้ำหนัก 240-320 กิโลกรัมเลยทีเดียว! เมื่อรวมกับอายุที่มากขึ้น การสร้างคอลลาเจนในเอ็นลดลง ความยืดหยุ่นก็น้อยลง เหมือนเชือกที่ตากแดดตากฝนมานานจนเริ่มกรอบ พอไปใช้งานหนัก (เดินนาน ๆ) เชือกก็เลยเริ่มเปื่อยและอักเสบตามมานั่นเองครับ
---
### อาการแบบไหน... ที่ใช่ "เอ็นร้อยหวายเสื่อมและถุงน้ำอักเสบ"
ลองเช็กตัวเองดูนะครับว่ามีอาการเหล่านี้ไหม:
1. เจ็บส้นเท้าก้าวแรก: ตื่นเช้ามาวางเท้าลงพื้นแล้วเจ็บจี๊ด แต่พอเดินไปสักพักอาการจะเริ่มทุเลาลง
2. เจ็บหลังนั่งนาน: พอนั่งพักดูทีวีหรือทำงานนาน ๆ แล้วลุกขึ้นก้าวแรก จะมีอาการเจ็บคล้ายตอนเช้า
3. คลำเจอหัวโน: มีก้อนนูนแข็ง ๆ หรืออาการบวมบริเวณหลังส้นเท้า บางคนจะใส่รองเท้าหุ้มส้นไม่ได้เลยเพราะมันจะเสียดสีจนเจ็บ
4. เจ็บเมื่อเขย่ง: เวลาจะหยิบของที่สูง หรือเดินขึ้นบันได จะเจ็บแปล๊บที่หลังส้นเท้าอย่างชัดเจน
---
### การตรวจวินิจฉัย: หมอเขาตรวจอะไรกันบ้าง?
เมื่อมาพบหมอ สิ่งแรกที่หมอจะทำคือการ ตรวจร่างกาย ครับ หมอจะลองกดดูว่าจุดที่เจ็บที่สุดอยู่ตรงไหน (ถ้าเจ็บตรงจุดที่เอ็นเกาะกับกระดูก มักจะเป็นเรื่องกระดูกงอกร่วมด้วย) และตรวจความตึงของกล้ามเนื้อน่อง
1. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามี "กระดูกงอก" ที่ส้นเท้าหรือไม่ บางคนมีแง่งกระดูกแหลม ๆ งอกออกมาไปทิ่มเอ็นร้อยหวายตลอดเวลาที่ขยับ
2. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้ดีมากครับ เพราะหมอจะเห็นเลยว่าเอ็นร้อยหวายหนาตัวขึ้นไหม มีน้ำในถุงน้ำ (Bursitis) หรือเปล่า และเห็นรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ภายในเอ็นได้ทันที
3. เอ็มอาร์ไอ (MRI): มักจะทำในรายที่รักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่าเอ็นมีการฉีกขาดรุนแรง เพื่อวางแผนการผ่าตัด
---
### แนวทางการรักษา: เริ่มต้นที่ตัวเอง จบที่ความเชี่ยวชาญของหมอ
1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด 70% ของการรักษา)
- พัก: เมื่อเจ็บให้หยุดกิจกรรมที่กระแทก เช่น เดินเร็ว วิ่ง หรือกระโดด เปลี่ยนมาปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำแทน
- รองเท้า: เลือกรองเท้าที่มีส้นหนานิดหน่อย (ประมาณ 1 นิ้ว) และนุ่ม เพื่อช่วยลดแรงดึงของเอ็นร้อยหวาย ห้ามใส่รองเท้าแบนราบ (Flat shoes) เพราะจะทำให้เอ็นร้อยหวายยิ่งตึง
- ยืดกล้ามเนื้อน่อง: ท่าดันกำแพงค้างไว้ โดยให้ขาข้างที่เจ็บอยู่หลัง ส้นเท้าติดพื้น (ทำสม่ำเสมอแต่ห้ามทำแรงจนเจ็บ)
2. การใช้ยา
- ยากิน: ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดในช่วงแรก แต่ไม่ควรทานต่อเนื่องนาน ๆ เพราะอาจมีผลต่อกระเพาะและไตได้ครับ
3. การรักษาด้วยเทคโนโลยี
- การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-guided Injection): ในกรณีที่ถุงน้ำอักเสบมาก หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ดูตำแหน่งที่แม่นยำเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่ "รอบ ๆ" เอ็น หรือในถุงน้ำ หมายเหตุ: โดยปกติหมอจะไม่ฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในตัวเอ็นร้อยหวายโดยตรง เพราะอาจทำให้เอ็นเปื่อยและขาดได้ครับ จะใช้ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ฉีด
- การใช้คลื่นกระแทก (Shockwave Therapy): เป็นการใช้คลื่นเสียงพลังงานสูงไปกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมเอ็นที่เสื่อมด้วยตัวเอง วิธีนี้ได้ผลดีมากในรายที่เป็นเรื้อรัง
4. การผ่าตัด
- จะทำก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น โดยหมอจะเข้าไปเล็มเนื้อเยื่อที่เสื่อมออก หรือเอาแง่งกระดูกงอกที่คอยทิ่มเอ็นออกครับ
---
### 💡การพยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?💡
ข่าวดีคือ ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ! แต่ต้องใช้เวลา เพราะเอ็นร้อยหวายมีเลือดมาเลี้ยงน้อย การซ่อมแซมจึงช้ากว่ากล้ามเนื้อ ปกติอาจใช้เวลา 3-6 เดือนในการฟื้นฟู
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ภาวะแทรกซ้อน หากปล่อยทิ้งไว้จนเอ็นเปื่อยมาก ๆ อาจเกิด "เอ็นร้อยหวายขาด" จากการก้าวผิดจังหวะเพียงครั้งเดียว ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นต้องผ่าตัดสถานเดียวและใช้เวลาพักฟื้นนานมากครับ
---
### สรุป📌📌📌
ปัญหาปวดส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายในวัย 50+ โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหนักตัวมาก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนเจ็บครับ การปรับรองเท้า การยืดน่องอย่างถูกวิธี และการลดน้ำหนัก คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
อย่าปล่อยให้ความปวด มาพรากเวลาการไปเดินเล่นกับลูกหลาน หรือความสุขในการท่องเที่ยวของคุณไปนะครับ ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งหายไว และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เหมือนเดิมแน่นอนครับ
---
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/backpainnonop/photos/%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2-%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%8A%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD/1535471954818686/?set=a.505869207778971&http_ref=eyJ0cyI6MTc3OTI2NTYzOTAwMCwiciI6IiJ9
ตื่นเช้ามา ก้าวเท้าลงพื้นแล้วเจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า! นี่คือสัญญาณเตือนจากร่างกาย หรือแค่แก่?
---
### "คุณหมอคะ แค่จะเดินไปเข้าห้องน้ำตอนเช้า ยังต้องค่อย ๆ กระดึ๊บไปเลยค่ะ"
นี่คือคำบอกเล่าของ "ป้าตุ่ม" (นามสมมติ) หญิงวัย 55 ปี ที่มาหาหมอด้วยใบหน้าหมองเศร้า ป้าตุ่มเล่าว่าเธอสูง 155 เซนติเมตร แต่น้ำหนักตัวอยู่ที่ 80 กิโลกรัม ช่วงหลังมานี้เธอเริ่มรักสุขภาพ อยากจะลดน้ำหนักเลยไปเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะทุกเย็น
"ตอนแรกก็ภูมิใจนะคะหมอ ที่เดินได้วันละเกือบชั่วโมง แต่พอผ่านไปอาทิตย์เดียว ตื่นเช้ามาเท้าแตะพื้นไม่ได้เลย มันเจ็บตรงส้นเท้าลามขึ้นไปที่น่อง พอนั่งพักนาน ๆ แล้วลุกขึ้นเดินก็เจ็บอีก เหมือนเครื่องยนต์มันฝืด ต้องรอวอร์มอัพสักพักถึงจะเดินต่อได้ แต่พอเดินเยอะก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาอีกจนต้องหยุดเดินไปเลยค่ะ"
เคสของป้าตุ่มคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากของคนวัยทำงานตอนปลายและผู้สูงอายุ ที่โครงสร้างร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ประกอบกับน้ำหนักตัวที่เป็น "ภาระ" โดยตรงต่อเอ็นร้อยหวายครับ
---
### อธิบายความจริง: เอ็นร้อยหวายไม่ได้แค่ "อักเสบ" แต่มันกำลัง "เสื่อม"
หลายคนติดปากเรียกว่า "เอ็นอักเสบ" แต่ในทางการแพทย์สำหรับผู้ใหญ่ที่ปวดเรื้อรัง เรามักจะพบว่ามันคือ ภาวะเอ็นร้อยหวายเสื่อม (Achilles Tendinosis) ครับ
ให้คุณลองนึกภาพ "เอ็นร้อยหวาย" เหมือนกับ "เชือกเส้นใหญ่" ที่คอยดึงส้นเท้าเวลาเราเดินหรือเขย่ง ส่วน "ถุงน้ำ" (Bursa) ที่อยู่หลังข้อเท้าก็เหมือน "โช้คอัพ" หรือหมอนใบเล็ก ๆ ที่คอยกันกระแทกระหว่างเชือกกับกระดูกส้นเท้า
- เอ็นเสื่อม: คือการที่เส้นใยเชือกนั้นเริ่มเปื่อย ยุ่ย และมีรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ข้างในสะสมมานาน ไม่ใช่แค่การอักเสบแดงร้อนเหมือนเวลาเราโดนมีดบาด แต่มันคือการ "ซ่อมไม่ทันใช้"
- ถุงน้ำอักเสบ: เมื่อเอ็นมันหนาตัวขึ้น หรือกระดูกส้นเท้ามีแง่งงอกออกมา (กระดูกงอก) มันก็จะไปเสียดสีกับถุงน้ำที่เป็นโช้คอัพ จนถุงน้ำนี้บวมและอักเสบขึ้นมา ทำให้เราเจ็บปวดเมื่อมีการขยับหรือใส่รองเท้าที่รัดส้นครับ
---
### ทำไมวัย 55 ปี น้ำหนัก 80 กก. ถึงเสี่ยงที่สุด?
ปัจจัยสำคัญของเคสป้าตุ่มคือ "แรงกระแทก" ครับ ทุกครั้งที่เราเดิน แรงที่กดลงบนเท้าจะมากกว่าน้ำหนักตัวปกติถึง 3-4 เท่า!
ลองคำนวณง่าย ๆ นะครับ ป้าตุ่มหนัก 80 กิโลกรัม ทุกก้าวที่เดิน เอ็นร้อยหวายต้องรับแรงกระแทกเทียบเท่ากับน้ำหนัก 240-320 กิโลกรัมเลยทีเดียว! เมื่อรวมกับอายุที่มากขึ้น การสร้างคอลลาเจนในเอ็นลดลง ความยืดหยุ่นก็น้อยลง เหมือนเชือกที่ตากแดดตากฝนมานานจนเริ่มกรอบ พอไปใช้งานหนัก (เดินนาน ๆ) เชือกก็เลยเริ่มเปื่อยและอักเสบตามมานั่นเองครับ
---
### อาการแบบไหน... ที่ใช่ "เอ็นร้อยหวายเสื่อมและถุงน้ำอักเสบ"
ลองเช็กตัวเองดูนะครับว่ามีอาการเหล่านี้ไหม:
1. เจ็บส้นเท้าก้าวแรก: ตื่นเช้ามาวางเท้าลงพื้นแล้วเจ็บจี๊ด แต่พอเดินไปสักพักอาการจะเริ่มทุเลาลง
2. เจ็บหลังนั่งนาน: พอนั่งพักดูทีวีหรือทำงานนาน ๆ แล้วลุกขึ้นก้าวแรก จะมีอาการเจ็บคล้ายตอนเช้า
3. คลำเจอหัวโน: มีก้อนนูนแข็ง ๆ หรืออาการบวมบริเวณหลังส้นเท้า บางคนจะใส่รองเท้าหุ้มส้นไม่ได้เลยเพราะมันจะเสียดสีจนเจ็บ
4. เจ็บเมื่อเขย่ง: เวลาจะหยิบของที่สูง หรือเดินขึ้นบันได จะเจ็บแปล๊บที่หลังส้นเท้าอย่างชัดเจน
---
### การตรวจวินิจฉัย: หมอเขาตรวจอะไรกันบ้าง?
เมื่อมาพบหมอ สิ่งแรกที่หมอจะทำคือการ ตรวจร่างกาย ครับ หมอจะลองกดดูว่าจุดที่เจ็บที่สุดอยู่ตรงไหน (ถ้าเจ็บตรงจุดที่เอ็นเกาะกับกระดูก มักจะเป็นเรื่องกระดูกงอกร่วมด้วย) และตรวจความตึงของกล้ามเนื้อน่อง
1. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามี "กระดูกงอก" ที่ส้นเท้าหรือไม่ บางคนมีแง่งกระดูกแหลม ๆ งอกออกมาไปทิ่มเอ็นร้อยหวายตลอดเวลาที่ขยับ
2. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้ดีมากครับ เพราะหมอจะเห็นเลยว่าเอ็นร้อยหวายหนาตัวขึ้นไหม มีน้ำในถุงน้ำ (Bursitis) หรือเปล่า และเห็นรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ภายในเอ็นได้ทันที
3. เอ็มอาร์ไอ (MRI): มักจะทำในรายที่รักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่าเอ็นมีการฉีกขาดรุนแรง เพื่อวางแผนการผ่าตัด
---
### แนวทางการรักษา: เริ่มต้นที่ตัวเอง จบที่ความเชี่ยวชาญของหมอ
1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด 70% ของการรักษา)
- พัก: เมื่อเจ็บให้หยุดกิจกรรมที่กระแทก เช่น เดินเร็ว วิ่ง หรือกระโดด เปลี่ยนมาปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำแทน
- รองเท้า: เลือกรองเท้าที่มีส้นหนานิดหน่อย (ประมาณ 1 นิ้ว) และนุ่ม เพื่อช่วยลดแรงดึงของเอ็นร้อยหวาย ห้ามใส่รองเท้าแบนราบ (Flat shoes) เพราะจะทำให้เอ็นร้อยหวายยิ่งตึง
- ยืดกล้ามเนื้อน่อง: ท่าดันกำแพงค้างไว้ โดยให้ขาข้างที่เจ็บอยู่หลัง ส้นเท้าติดพื้น (ทำสม่ำเสมอแต่ห้ามทำแรงจนเจ็บ)
2. การใช้ยา
- ยากิน: ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดในช่วงแรก แต่ไม่ควรทานต่อเนื่องนาน ๆ เพราะอาจมีผลต่อกระเพาะและไตได้ครับ
3. การรักษาด้วยเทคโนโลยี
- การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-guided Injection): ในกรณีที่ถุงน้ำอักเสบมาก หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ดูตำแหน่งที่แม่นยำเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่ "รอบ ๆ" เอ็น หรือในถุงน้ำ หมายเหตุ: โดยปกติหมอจะไม่ฉีดสเตียรอยด์เข้าไปในตัวเอ็นร้อยหวายโดยตรง เพราะอาจทำให้เอ็นเปื่อยและขาดได้ครับ จะใช้ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ฉีด
- การใช้คลื่นกระแทก (Shockwave Therapy): เป็นการใช้คลื่นเสียงพลังงานสูงไปกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมเอ็นที่เสื่อมด้วยตัวเอง วิธีนี้ได้ผลดีมากในรายที่เป็นเรื้อรัง
4. การผ่าตัด
- จะทำก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น โดยหมอจะเข้าไปเล็มเนื้อเยื่อที่เสื่อมออก หรือเอาแง่งกระดูกงอกที่คอยทิ่มเอ็นออกครับ
---
### 💡การพยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?💡
ข่าวดีคือ ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ! แต่ต้องใช้เวลา เพราะเอ็นร้อยหวายมีเลือดมาเลี้ยงน้อย การซ่อมแซมจึงช้ากว่ากล้ามเนื้อ ปกติอาจใช้เวลา 3-6 เดือนในการฟื้นฟู
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ภาวะแทรกซ้อน หากปล่อยทิ้งไว้จนเอ็นเปื่อยมาก ๆ อาจเกิด "เอ็นร้อยหวายขาด" จากการก้าวผิดจังหวะเพียงครั้งเดียว ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นต้องผ่าตัดสถานเดียวและใช้เวลาพักฟื้นนานมากครับ
---
### สรุป📌📌📌
ปัญหาปวดส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายในวัย 50+ โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหนักตัวมาก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนเจ็บครับ การปรับรองเท้า การยืดน่องอย่างถูกวิธี และการลดน้ำหนัก คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
อย่าปล่อยให้ความปวด มาพรากเวลาการไปเดินเล่นกับลูกหลาน หรือความสุขในการท่องเที่ยวของคุณไปนะครับ ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งหายไว และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เหมือนเดิมแน่นอนครับ
---
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้