เราเป็น bipolar ค่ะ ซึ่งมีอาการแปรปรวนเป็นอย่างมาก เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย (สองสามวันเปลี่ยนที)
(แต่เมื่อช่วงสามเดือนหลังของปีที่แล้วจนเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีอาการเปลี่ยนไปมาจนน่ากลัว ... เรายังกลัวตัวเองเลย)
พออาการสวิงมากๆ จนถึงจุดสูงสุดของโรคแล้ว ก็ไม่ค่อยยอมลงเท่าไร
ระหว่างเราอาศัยโต๊ะทำงานของแม่ (แม่เลิกทำงานมาเกือบสองปีแล้ว อายุ 76 แล้วนะ) มาทำงาน freelance โน่นนี่
(เรามีห้องส่วนตัวนะ แต่ แม่และน้องไปนอนด้วยเพราะจะอาศัยแอร์ในห้อง เราก็เลยไม่สามารถทำงานได้อย่างสะดวก)
(เหตุผลที่ติดแอร์ห้องนี้ เพราะสมัยก่อนปู่กับย่ามาอยู่ แต่ตอนนี้ท่านเสียไปเกือบ 20 ปีแล้ว)
(ส่วนแม่ไม่นอนห้องพ่อ แต่เพราะอะไรขอสงวนไว้)
พ่อแม่ชอบบ่นชอบว่าเราแรงๆ ว่าเราขี้เกียจ งั้นนี้ เวลาไม่มีเรื่องจะพูด หรือคุยกับข้างบ้าน (ถึงจะเป็นญาติกันก็เถอะ)
ต้องเอาเรื่องเราไปบ่นให้เค้าฟัง ... ใช่เรื่องไหม ไม่พูดดีกว่าไหม และ ทำไมไม่มาถามเราเอง
เราได้ยินจากปากพ่อเต็มสองหูเลยว่า พ่อเอาเรื่องเราไปพูดกับเจ้าของกิจการ เจ้าของโรงพิมพ์เพื่อนเค้าว่า
มันไม่ได้แต่งงานหรอก มันอ้วน ผมมองผมยังรังเกียจมันเลย บลาๆๆ
วันนั้น อยากจะร้องไห้ให้ได้ แต่น้ำตามันไม่ไหลออกมา ... โกหกบ้าง จริงบ้าง เราโมโหมาก
- อยากได้สินสอดนักหรือไง ถ้าไปเรียกเค้าแพงๆ เขาก็ไม่เอาอยู่ดี หึหึ
- เคยรู้บ้างไหมว่า อ้วน เพราะอะไร (เราปากเปียกปากแฉะมาตลอดสิบกว่าปีว่าเป็นเพราะอะไร และลาออกจากงานประจำเพราะอะไร เค้าก็ไม่ฟัง)
- ทำไมต้องเอาลูกไปเล่าในทางเลว ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดบ้างว่าความจริงเป็นอย่างไร (คาดว่า เขาก็คงใส่ไข่เยอะพอดู)
ยกตัวอย่างแค่นี้แล้วกัน ชักเยอะแล้ว เดี๋ยวคนอ่านเบื่อ
สิ่งที่อยากจะบอกคือ ไม่คุยกับพ่อมาสามอาทิตย์แล้ว หลังจากที่หมดเรื่องขายรถทิ้ง แบ่งเงินกับแม่ เราได้นายหน้าค่าโพสนิดหน่อย
... เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่คุยกันประมาณนี้ (ก่อนหน้านี้ไม่คุยด้วยสองปีเต็มๆ เค้าทำความผิดรุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับได้ คิดถึงแต่ตัวเอง
แต่คนในบ้านอย่างแม่ เรา น้อง ยังลำบากอยู่ แต่พี่สาวเค้าหลุดวงจรนี้ไปแล้ว เพราะทำงานดี เงินเดือนสูง)
เมื่อวานก่อนเราออกจากบ้านไปพบจิตแพทย์ รับยาเพิ่ม เพราะเรานอนไม่หลับ ทรมานมากๆ แต่ปรึกษาเรื่องพ่อกับนักจิตฯ แทน
ตอนออกจากบ้าน พ่อซ่อมรถอยู่ เปิดฝากระโปรงเดินวนรอบๆ แล้วถามว่า รู้ไหม สายไฟสองเส้นนี้ทำหน้าที่อะไร
โว้ย จะบ้าหรือไง จบเอกภาษาเฟ้ย ไม่ได้จบวิดวะ ก็เลยพูดไปว่า ปริญญาตรีที่ได้มาไม่ได้สอนให้ซ่อมรถ แล้วก็เดินออกจากบ้านเลย
เรากำลังคิดว่า จะไปหากระดาษสีมาแปะหลังเสื้อ หรือของบนโต๊ะ
เขียว พร้อมคุย
เหลือง ไปไกลๆ
แดง ห้ามยุ่งเด็ดขาด
แบบนี้น่าจะดีนะ?
และด้วยความที่พ่อก็ไม่เข้าใจอีก (มั้ง) ว่า เวลาเขาทัก ก็มักทักด้วยภาษาหยาบคาย เรารับไม่ได้ เคยบอกแล้วก็เหมือนเดิม
และอีกเรื่องคือ bipolar ที่เค้าจะไม่พยายามรู้เรื่องหรือศึกษาอะไรเพิ่มเลยว่าคนเป็นโรคนี้จะแสดงอาการอะไรบ้าง
ส่วนแม่ วางเค้าไว้บนหิ้งก่อน เพราะอาจมีกระทู้หน้า
จะว่าเราเห็นแก่ตัว เราก็ยอม แต่เราเหลือทนแล้ว คงไม่ผิดที่จะไม่เผาผี?
เราวางแผนว่าเก็บเงินอีกสักนิด ระหว่างรอก็เก็บของที่ไม่ใช้ลงกล่องก่อน
พอได้เวลา เรียกรถพร้อมคนยกของ มายกของไปแต่เช้าเลย
ขอบคุณมากที่อ่านจนถึงตรงนี้ วันนี้วันเกิดเรา แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว
จัดการกับใครและอย่างไรดี???
(แต่เมื่อช่วงสามเดือนหลังของปีที่แล้วจนเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีอาการเปลี่ยนไปมาจนน่ากลัว ... เรายังกลัวตัวเองเลย)
พออาการสวิงมากๆ จนถึงจุดสูงสุดของโรคแล้ว ก็ไม่ค่อยยอมลงเท่าไร
ระหว่างเราอาศัยโต๊ะทำงานของแม่ (แม่เลิกทำงานมาเกือบสองปีแล้ว อายุ 76 แล้วนะ) มาทำงาน freelance โน่นนี่
(เรามีห้องส่วนตัวนะ แต่ แม่และน้องไปนอนด้วยเพราะจะอาศัยแอร์ในห้อง เราก็เลยไม่สามารถทำงานได้อย่างสะดวก)
(เหตุผลที่ติดแอร์ห้องนี้ เพราะสมัยก่อนปู่กับย่ามาอยู่ แต่ตอนนี้ท่านเสียไปเกือบ 20 ปีแล้ว)
(ส่วนแม่ไม่นอนห้องพ่อ แต่เพราะอะไรขอสงวนไว้)
พ่อแม่ชอบบ่นชอบว่าเราแรงๆ ว่าเราขี้เกียจ งั้นนี้ เวลาไม่มีเรื่องจะพูด หรือคุยกับข้างบ้าน (ถึงจะเป็นญาติกันก็เถอะ)
ต้องเอาเรื่องเราไปบ่นให้เค้าฟัง ... ใช่เรื่องไหม ไม่พูดดีกว่าไหม และ ทำไมไม่มาถามเราเอง
เราได้ยินจากปากพ่อเต็มสองหูเลยว่า พ่อเอาเรื่องเราไปพูดกับเจ้าของกิจการ เจ้าของโรงพิมพ์เพื่อนเค้าว่า
มันไม่ได้แต่งงานหรอก มันอ้วน ผมมองผมยังรังเกียจมันเลย บลาๆๆ
วันนั้น อยากจะร้องไห้ให้ได้ แต่น้ำตามันไม่ไหลออกมา ... โกหกบ้าง จริงบ้าง เราโมโหมาก
- อยากได้สินสอดนักหรือไง ถ้าไปเรียกเค้าแพงๆ เขาก็ไม่เอาอยู่ดี หึหึ
- เคยรู้บ้างไหมว่า อ้วน เพราะอะไร (เราปากเปียกปากแฉะมาตลอดสิบกว่าปีว่าเป็นเพราะอะไร และลาออกจากงานประจำเพราะอะไร เค้าก็ไม่ฟัง)
- ทำไมต้องเอาลูกไปเล่าในทางเลว ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดบ้างว่าความจริงเป็นอย่างไร (คาดว่า เขาก็คงใส่ไข่เยอะพอดู)
ยกตัวอย่างแค่นี้แล้วกัน ชักเยอะแล้ว เดี๋ยวคนอ่านเบื่อ
สิ่งที่อยากจะบอกคือ ไม่คุยกับพ่อมาสามอาทิตย์แล้ว หลังจากที่หมดเรื่องขายรถทิ้ง แบ่งเงินกับแม่ เราได้นายหน้าค่าโพสนิดหน่อย
... เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่คุยกันประมาณนี้ (ก่อนหน้านี้ไม่คุยด้วยสองปีเต็มๆ เค้าทำความผิดรุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับได้ คิดถึงแต่ตัวเอง
แต่คนในบ้านอย่างแม่ เรา น้อง ยังลำบากอยู่ แต่พี่สาวเค้าหลุดวงจรนี้ไปแล้ว เพราะทำงานดี เงินเดือนสูง)
เมื่อวานก่อนเราออกจากบ้านไปพบจิตแพทย์ รับยาเพิ่ม เพราะเรานอนไม่หลับ ทรมานมากๆ แต่ปรึกษาเรื่องพ่อกับนักจิตฯ แทน
ตอนออกจากบ้าน พ่อซ่อมรถอยู่ เปิดฝากระโปรงเดินวนรอบๆ แล้วถามว่า รู้ไหม สายไฟสองเส้นนี้ทำหน้าที่อะไร
โว้ย จะบ้าหรือไง จบเอกภาษาเฟ้ย ไม่ได้จบวิดวะ ก็เลยพูดไปว่า ปริญญาตรีที่ได้มาไม่ได้สอนให้ซ่อมรถ แล้วก็เดินออกจากบ้านเลย
เรากำลังคิดว่า จะไปหากระดาษสีมาแปะหลังเสื้อ หรือของบนโต๊ะ
เขียว พร้อมคุย
เหลือง ไปไกลๆ
แดง ห้ามยุ่งเด็ดขาด
แบบนี้น่าจะดีนะ?
และด้วยความที่พ่อก็ไม่เข้าใจอีก (มั้ง) ว่า เวลาเขาทัก ก็มักทักด้วยภาษาหยาบคาย เรารับไม่ได้ เคยบอกแล้วก็เหมือนเดิม
และอีกเรื่องคือ bipolar ที่เค้าจะไม่พยายามรู้เรื่องหรือศึกษาอะไรเพิ่มเลยว่าคนเป็นโรคนี้จะแสดงอาการอะไรบ้าง
ส่วนแม่ วางเค้าไว้บนหิ้งก่อน เพราะอาจมีกระทู้หน้า
จะว่าเราเห็นแก่ตัว เราก็ยอม แต่เราเหลือทนแล้ว คงไม่ผิดที่จะไม่เผาผี?
เราวางแผนว่าเก็บเงินอีกสักนิด ระหว่างรอก็เก็บของที่ไม่ใช้ลงกล่องก่อน
พอได้เวลา เรียกรถพร้อมคนยกของ มายกของไปแต่เช้าเลย
ขอบคุณมากที่อ่านจนถึงตรงนี้ วันนี้วันเกิดเรา แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ว