จากข้อมูลการจัดอันดับสนามบินประจำปี 2562 ซึ่งวัดจากเกณฑ์ความพึงพอใจของนักเดินทางทั่วโลก ตั้งแต่ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในสนามบิน การเช็คอิน การให้บริการ ความปลอดภัย การเปลี่ยนเครื่อง ไปจนถึงระบบตรวจคนเข้าเมือง พบว่า สนามบินซางฮี ของสิงคโปร์ ยังคงรั้งตำแหน่งสนามบินที่ดีที่สุดในโลก ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้10 อันดับ สนามบินที่ดีที่สุดในโลก ปี 2019 สิงคโปร์ครองแชมป์ 7 สมัย
https://travel.mthai.com/news/207768.html

ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิของไทยนั้น ร่วงจากอันดับที่ 36 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่อันดับที่ 46 ในปีนี้ ถ้าเป็นหุ้นก็เรียกว่าร่วงกราวรูดกันเลยทีเดียว เมื่อไปดูถึงเหตุผลที่ทำให้คะแนนตกชนิดเกือบเบรคไม่อยู่ ก็พบว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความไม่สะดวกต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นของการรอนาน ไม่ว่าจะเป็นรอตรวจคนเข้าเมือง ตรวจระเบิด ตรวจร่างกาย เป็นต้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure
https://www.facebook.com/Thailand.Infra/posts/686613961777086?__tn__=K-R

ปัจจุบันประเทศไทยมีสนามบินหลัก ๆ อยู่สองแห่ง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคนต่อปี โดยเมื่อปี 2561 รองรับผู้โดยสารเกินขีดความสามารถปกติไปมากถึง 64 ล้านคน และสนามบินดอนเมือง ที่มีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี เมื่อปีที่แล้ว มีจำนวนผู้โดยสารไปใช้บริการมากกว่า 40 ล้านคน ซึ่งเกินขีดความสามารถปกติในการรองรับไปมากเช่นกัน และแน่นอนว่า ในปีนี้จำนวนผู้ใช้บริการของทั้งสองสนามบินจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขยายสนามบินทั้งสองแห่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ ทั้งเรื่องของทางวิ่งใหม่ที่อยู่ใกล้กับทางวิ่งเดิมมากเกินไป รวมถึงการรองรับทางอากาศให้เครื่องบินขึ้นลง และจากการคาดการณ์ยังพบว่า แม้จะขยายสนามบินทั้งสองแห่ง แต่ในอีกไม่กี่ปีก็อาจจะประสบปัญหาเช่นเดียวกันอีก ดังนั้น การมีสนามบินหลักแห่งที่สามจึงเป็นทางออกที่ดี
แต่การจัดหาที่ดินเพื่อทำสนามบินใหม่ใกล้กรุงเทพฯ เป็นไปได้ยาก เพราะจากประสบการณ์ในอดีตบอกว่า กว่าจะสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเสร็จได้ ต้องใช้เวลากว่า 30 ปี ทั้ง ๆ ที่มีที่ดินอยู่แล้ว ดังนั้น สนามบินอู่ตะเภาจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการแบ่งเบาภาระของสนามบินหลักสองแห่งที่มีอยู่ โดยต้องพัฒนาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่สาม เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมการบินของประเทศ

ทุกวันนี้การเดินทางทางถนนสู่สนามบินอู่ตะเภาค่อนข้างคับคั่งและสิ้นเปลืองพลังงาน ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ช.ม. มีความไม่แน่นอนสูง และสนามบินอู่ตะเภาจะทำงานได้เต็มศักยภาพก็ขึ้นอยู่กับความเร็วและความสะดวกในการเชื่อมโยง ดังนั้น การมีรถไฟความเร็วสูงความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้การเดินทางถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลาไม่เกิน 1 ช.ม. เฉกเช่นเดียวกับการเดินทางจากสนามบินนาริตะ ไปยังกรุงโตเกียว และสนามบินอินชอน ไปยังกรุงโซล
นอกจากนี้ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่สาม ยังเป็นการรองรับกับการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะมีศูนย์ธุรกิจการค้าทางอากาศ ศูนย์ซ่อมอากาศยาน และศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินจากต่างประเทศ อยู่ที่เดียวกัน โดยมีเป้าหมายใน 5 ปี และ 10 ปี ที่จะพัฒนาสู่การเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก (Aviation Hub) และมหานครการบินภาคตะวันออก ตามลำดับ
โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่าการลงทุน 2.9 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีความคืบหน้าหลายส่วน และกำลังรอผลการพิจารณาคัดเลือกเอกชนผู้ชนะการประมูลพัฒนาสนามบิน
(ผู้ยื่นประมูล 3 กลุ่ม : กลุ่มกิจการค้าร่วมบริษัท ธนโฮล ดิ้ง จำกัด และพันธมิตร, กลุ่มกิจการร่วมค้า BBS และ กลุ่มแกรนด์ คอนซอร์เทียม) ซึ่งตามแผนงานที่รัฐบาลวางไว้ โครงการนี้จะเสร็จพร้อมกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
(ผู้ชนะการประมูล : กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) ที่มีมูลค่าการลงทุน 2.2 แสนล้านบาท ในปี 2566
ตามที่ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการอีอีซี บอกไว้ การนำสนามบินอู่ตะเภามาใช้ประโยชน์ จะเป็นปัจจัยที่นำการเปลี่ยนแปลงที่ดี หรือเป็น Game Changer ให้กับประเทศไทยในอนาคต
------------------------------
การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ไม่ใช่แค่แบ่งเบา แต่เป็นปัจจัยสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิของไทยนั้น ร่วงจากอันดับที่ 36 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่อันดับที่ 46 ในปีนี้ ถ้าเป็นหุ้นก็เรียกว่าร่วงกราวรูดกันเลยทีเดียว เมื่อไปดูถึงเหตุผลที่ทำให้คะแนนตกชนิดเกือบเบรคไม่อยู่ ก็พบว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความไม่สะดวกต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นของการรอนาน ไม่ว่าจะเป็นรอตรวจคนเข้าเมือง ตรวจระเบิด ตรวจร่างกาย เป็นต้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ปัจจุบันประเทศไทยมีสนามบินหลัก ๆ อยู่สองแห่ง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคนต่อปี โดยเมื่อปี 2561 รองรับผู้โดยสารเกินขีดความสามารถปกติไปมากถึง 64 ล้านคน และสนามบินดอนเมือง ที่มีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี เมื่อปีที่แล้ว มีจำนวนผู้โดยสารไปใช้บริการมากกว่า 40 ล้านคน ซึ่งเกินขีดความสามารถปกติในการรองรับไปมากเช่นกัน และแน่นอนว่า ในปีนี้จำนวนผู้ใช้บริการของทั้งสองสนามบินจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขยายสนามบินทั้งสองแห่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ ทั้งเรื่องของทางวิ่งใหม่ที่อยู่ใกล้กับทางวิ่งเดิมมากเกินไป รวมถึงการรองรับทางอากาศให้เครื่องบินขึ้นลง และจากการคาดการณ์ยังพบว่า แม้จะขยายสนามบินทั้งสองแห่ง แต่ในอีกไม่กี่ปีก็อาจจะประสบปัญหาเช่นเดียวกันอีก ดังนั้น การมีสนามบินหลักแห่งที่สามจึงเป็นทางออกที่ดี
แต่การจัดหาที่ดินเพื่อทำสนามบินใหม่ใกล้กรุงเทพฯ เป็นไปได้ยาก เพราะจากประสบการณ์ในอดีตบอกว่า กว่าจะสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเสร็จได้ ต้องใช้เวลากว่า 30 ปี ทั้ง ๆ ที่มีที่ดินอยู่แล้ว ดังนั้น สนามบินอู่ตะเภาจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการแบ่งเบาภาระของสนามบินหลักสองแห่งที่มีอยู่ โดยต้องพัฒนาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่สาม เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมการบินของประเทศ
ทุกวันนี้การเดินทางทางถนนสู่สนามบินอู่ตะเภาค่อนข้างคับคั่งและสิ้นเปลืองพลังงาน ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ช.ม. มีความไม่แน่นอนสูง และสนามบินอู่ตะเภาจะทำงานได้เต็มศักยภาพก็ขึ้นอยู่กับความเร็วและความสะดวกในการเชื่อมโยง ดังนั้น การมีรถไฟความเร็วสูงความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้การเดินทางถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลาไม่เกิน 1 ช.ม. เฉกเช่นเดียวกับการเดินทางจากสนามบินนาริตะ ไปยังกรุงโตเกียว และสนามบินอินชอน ไปยังกรุงโซล
นอกจากนี้ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่สาม ยังเป็นการรองรับกับการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะมีศูนย์ธุรกิจการค้าทางอากาศ ศูนย์ซ่อมอากาศยาน และศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินจากต่างประเทศ อยู่ที่เดียวกัน โดยมีเป้าหมายใน 5 ปี และ 10 ปี ที่จะพัฒนาสู่การเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก (Aviation Hub) และมหานครการบินภาคตะวันออก ตามลำดับ
โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่าการลงทุน 2.9 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีความคืบหน้าหลายส่วน และกำลังรอผลการพิจารณาคัดเลือกเอกชนผู้ชนะการประมูลพัฒนาสนามบิน (ผู้ยื่นประมูล 3 กลุ่ม : กลุ่มกิจการค้าร่วมบริษัท ธนโฮล ดิ้ง จำกัด และพันธมิตร, กลุ่มกิจการร่วมค้า BBS และ กลุ่มแกรนด์ คอนซอร์เทียม) ซึ่งตามแผนงานที่รัฐบาลวางไว้ โครงการนี้จะเสร็จพร้อมกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ผู้ชนะการประมูล : กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) ที่มีมูลค่าการลงทุน 2.2 แสนล้านบาท ในปี 2566
ตามที่ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการอีอีซี บอกไว้ การนำสนามบินอู่ตะเภามาใช้ประโยชน์ จะเป็นปัจจัยที่นำการเปลี่ยนแปลงที่ดี หรือเป็น Game Changer ให้กับประเทศไทยในอนาคต
------------------------------