อะไรบางอย่างทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาจากเตียง...

กระทู้สนทนา
จริง ๆ แล้วผมเข้านอนไปเมื่อตอนสามทุ่ม และก็คิดว่าตัวเองหลับไปแล้ว อะไรบางอย่างทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาจากเตียง มานั่งหน้าจอคอมพ์ฯ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา
อะไรบางอย่างที่ทำให้ผมสับสน ระหว่างความฝันกับความจริง แม้ขณะที่กำลังพิมพ์อยู่นี้ ผมยังสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของ "เธอ"
เธอคนเดียวกับที่ผมเคยเขียนถึง เมื่อนานมาแล้ว..
นานซะจนผมคิดว่าผมลืมไปแล้ว..จนกระทั่งเธอคนนั้น..มาปรากฏตัวให้ผมเห็นอีกครั้ง..
เมื่อหยก ๆ นี้เอง...

.....

เรื่องราวของเธอ ..เกิดขึ้นในคืนหนึ่ง..
คืนนั้น..ผมต้องไปโรงพยาบาลตอนเที่ยงคืน..
ผมไม่ได้ป่วยเป็นอะไร แต่คุณแม่ของผมป่วย ท่านเป็นโรคหัวใจ..อยู่ ๆ ท่านก็แน่นหน้าอกขึ้นมา..
คุณพ่อและน้องสาวของผม..พาท่านไปรพ.โดยแท๊กซี่ ส่วนผมบิดมอเตอร์ไซค์ตามไป
เมื่อถึงโรงพยาบาล คุณแม่ถูกพ่อเข้าห้องฉุกเฉิน ปล่อยให้ผม คุณพ่อ และน้องสาว..นั่งรออยู่หน้าห้อง
พักใหญ่..คุณหมอก็บอกว่าคุณแม่ปลอดภัยแล้ว..
เราทุกคนยิ้มออกมาได้..
พอผมโล่งอก..ความง่วงก็เข้ามาแทนเต็มที่
คุณพ่อก็เลยให้พาน้องกลับบ้านไปก่อน ส่วนท่านจะจัดการเรื่องห้องพักของคุณแม่ แล้วอาจจะอยู่ค้างที่รพ.ด้วยเลย
ผมกับน้องสาวเห็นด้วย..คุณแม่อยู่ในมือหมอแล้ว คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก พรุ่งนี้เราทั้งสองก็ต้องไปโรงเรียน

เช้าขึ้นมา คุณพ่อโทรฯ มาบอกว่าคุณแม่อาการทรุดลง..ต้องนำเข้าห้องไอซียู
ผมกับน้องต้องหยุดเรียนในวันนั้น..พากันไปที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการคุณแม่
ท่านนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง มีสายระโยงระยางเต็มตัว..
น้องสาวทำตาแดง..ผมยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงอย่างทำอะไรไม่ถูก
หมอบอกว่าโรคหัวใจของท่านกำเริบ..กล้ามเนื้อด้านหนึ่งของหัวใจหยุดทำงานไปเสียเฉย ๆ
กล้ามเนื้อส่วนที่เหลือ..แม้มันจะพยายามทำงานอย่างเต็มที่..แต่มันก็เกินกำลัง..
แม่อาจจะไปจากพวกเราในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้านี้ก็ได้..นอกเสียจาก..การผ่าตัดจะได้ผล...
หมอบอกให้พวกเราทำใจเอาไว้
น้องร้องไห้..ผมยังยืนนิ่ง..
ไม่คิดเลยว่าอาการของคุณแม่จะหนักถึงขนาดนี้..
++++

ในสมองที่มึนงง..กับข่าวร้ายที่ยากจะทำใจ..ทำให้ผมพาตัวเองมานั่งอยู่ตรงม้านั่งริมสวนหย่อมด้านหลังตึกฉุกเฉิน
แม่ของผมเคยเป็นลมมาครั้งหนึ่ง..เมื่อพาหาหมอ ๆ ก็บอกแค่ว่าหัวใจไม่ค่อยแข็งแรง
ท่านเป็นคนร่างผอม..ผอมมาตั้งแต่ผมเกิด..ผมจึงไม่เคยคิดว่าท่านจะป่วยเป็นโรคที่พร้อมจะตายได้ในทันทีอย่างนี้
ผมทำใจยอมรับความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ไม่ได้...ผมจะทำอย่างไรดี..
ยกสองมือปิดหน้า..น้ำตาที่ไม่คิดว่ามันจะไหลออกมาได้..ก็ไหลออกมาดื้อ ๆ
แม่ต้องไม่ตาย..แม่ต้องไม่ตาย
ผมพร้อมจะเอาหัวใจของผม..ไปแลกกับของแม่..เพียงแต่ขอให้แม่รอดเท่านั้น..
หรือจะให้ผมทำอะไรก็ได้..ขอให้แม่ของผมไม่ตายเท่านั้น!!
++++

ผมจะร้องไห้อยู่นานเท่าใดไม่รู้ได้..ต้องรีบเช็ดน้ำตาโดยเร็วเพราะมีนิ้วมาสะกิดที่หัวไหล่
ตอนแรกผมคิดว่าเป็นน้องสาว..แต่ไม่ใช่
เป็นใครก็ไม่รู้..หน้าตาบ้องแบ๊ว ผมสั้นแค่คอ..คอขาว ๆ
บ่าเล็ก ๆ
ตัวเล็ก ๆ ในชุดคนไข้..
ชุดคนไข้สีฟ้าอ่อน..ผ้าบางเบาตัวโคร่ง..
กับรอยยิ้ม..ยิ้มที่ทำให้โลกสว่างขึ้นมาได้
เธอสวยเหลือเกิน..

เธอยังยิ้มอยู่..เอียงคอเล็กน้อย..
ผมลืมปาดน้ำตา..มองเธอเอามือไขว้หลัง..ลมอ่อน ๆ โชยพัดผมที่ปรกหน้าผากของเธอให้ไหวระริก
"เสียใจเรื่องอะไรเหรอ?"
ผมไม่ตอบ..มันกระทันหันเกินไปที่จะคุยกับเธอ
ผมไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร
"เป็นผู้ชายแท้ ๆ ขี้แยไปได้.." เธอใช้เสียงเย้ามา..ขยับตัวเพื่อทรุดลงนั่งข้าง ๆ ผม
"ฉันมาอยู่ที่นี่ตั้งหลายวันแล้ว..ไม่มีใครมาเยี่ยมซักคน..ยังไม่เห็นต้องร้องไห้ยังงี้เลย.."
กลิ่นหอม ๆ โชยมาจากร่างกายของเธอ
ผมรีบเช็ดน้ำตา..
"แม่ผมไม่สบายมาก.."
ผมบอกได้แค่นั้น..ความกลัดกลุ้มที่เพิ่งหายไปกลับมาอีกครั้ง
เธอจะเป็นใครก็ตาม..เธอกำลังถูกผมใช้เป็นที่ระบายความกลัดกลุ้มเข้าให้แล้ว..
"เหรอคะ?.." เธอถามเสียงสูง ดวงตากลมโตนั้นฉายแววเห็นใจ
"หมอคงกำลังพยายามรักษาอยู่ละมั๊ง..อย่าเพิ่งกลุ้มใจไปเลย"
ผมส่ายหน้า..คำพูดของหมอที่ให้ผมทำใจยังก้องอยู่ในหู
"หมอบอกให้ทำใจ..ท่านจะไปได้ตลอดเวลา.."
เธอเงียบ..นิ่งฟังผมอย่างสงบ
ผมเล่าอาการของคุณแม่ให้เธอฟัง
"ถ้าเป็นฉัน..ฉันก็คงจะทำใจไม่ได้เหมือนกัน.."
+++

เธอมีชื่อว่านุ่น
อายุใกล้เคียงกับผม หรืออาจจะเป็นน้องผมไม่กี่ปี
เธอป่วยป็นอะไรเธอยังไม่ได้บอก..บอกแต่ว่าเธอออกมาเดินเล่น..
"นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนเตียงเบื่อจะตาย..พอดีมาเห็นเธอนั่งร้องไห้อยู่..ก็เลยตัดสินใจเข้ามาคุยด้วย..เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง"
นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเข้ามาทักผม
"ไม่มีใครมาเยี่ยมเลยหรือครับ?"
ผมย้อนถามเธอ..เธอยิ้มเจื่อน ๆ ส่ายหน้า
"ทุกคนคงติดธุระหมด.."
"ไม่น่าจะเป็นไปได้..คุณพ่อกับคุณแม่ของคุณล่ะครับ?"
เธอหลบสายตาผม..ก่อนจะพูดออกมาเบา ๆ
"ท่านตายแล้วทั้งคู่.."
ผมใจหายวาบ..เธอเงยหน้าสบตาผมอีกครั้ง..
"เห็นไหม..ฉันยังไม่ร้องไห้เลย.."
ผมไม่คิดว่าเธอจะโกหกผม..เพราะคิดไม่ออกว่าเธอจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร
"บ้านของฉันถูกปล้น..โจรมันฆ่าพ่อแม่ของฉัน..แล้วทำร้ายฉันจนสลบ..เพื่อนบ้านเห็นผิดสังเกตเลยโทรฯ ไปแจ้งตำรวจ ตำรวจส่งฉันมารักษาที่นี่.."
ผมอ้าปากค้าง..ตกใจกับเรื่องที่ได้ยิน
"เรื่องเกิดขึ้นกี่วันแล้วครับนี่?"
"วันนี้วันที่ 3 แล้วค่ะ"
ผมกล้ำกลืนอะไรบางอย่างลงคอ..ชีวิตของเธอช่างโหดร้ายเสียจริง
"แล้วไม่มีญาติคนอื่นอีกเลยหรือครับ?"
เธอส่ายหน้า..หลุบตาต่ำลง
ผมสงสารเธอเข้าให้แล้ว..
ยิ่งลักษณะการพูดคุย..เสียงใสไพเราะ ใบหน้าดวงตาที่สวยหวาน..ทำให้ผมแทบจะลืมเรื่องอาการป่วยของคุณแม่ของผมไปเลย..
"มีอะไรให้ผมช่วยได้ไหมครับ?"
ในที่สุดผมก็ถามเธอขึ้นมา..เธอหัวเราะ..เผยให้เห็นไรฟันขาวสะอาดตา
"ตกลงใครจะช่วยใครกันแน่.."เธอพูดขำ ๆ
แล้วอยู่ ๆ เธอก็เปลี่ยนเรื่อง
"เธอเคยได้ยินคำนี้บ้างไหม?"
"คำไหนครับ?"
"ไถ่ชีวิตเพื่อช่วยชีวิต"
ผมไม่เคยได้ยิน
"เคยได้ยินแต่ไถ่ชีวิตโคกระบือเพื่อทำบุญต่อชะตาอะไรประเภทนี้มากกว่า.."
ผมบอก
"แต่นี่เป็นชีวิตของหมา..หมาตัวเล็ก ๆ"
ผมขมวดคิ้ว
"นับตั้งแต่วันเกิดเรื่อง..ไม่รู้ว่าป่านนี้จะมีคนพบเห็นมันหรือยัง?"
"ใครครับ?"
"เจ้าดิ๊กกี้"
"ดิ๊กกี้?"
"พันธุ์ชิสุ ฉันโยนมันเข้าไปไว้ในตู้เสื้อผ้า เพื่อไม่ให้เสียงเห่าของมันดังไปถึงหูโจรตอนที่ฉันซ่อนตัวอยู่ในห้อง.."
เธอเล่าเหตุการณ์ให้ผมฟัง

คืนนั้นฝนตกหนักมาก..
ครอบครัวของเธอซึ่งอยู่กันเพียงสามคนในบ้านหลังใหญ่ ใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่เฉลียวคิดว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น
หลังรับประทานข้าว..หลังนั่งดูโทรทัศน์..พอสี่ทุ่มเธอก็ขึ้นห้องนอน
คุณพ่อกับคุณแม่ของเธอยังนั่งคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น
เธอเผลอหลับไปได้ไม่นาน..เสียงผิดปกติก็ดังขึ้น
มันดังขึ้นพร้อมกับเสียงเห่าของเจ้าดิ๊กกี้ สุนัขตัวน้อยของเธอที่เธอนำมานอนด้วยทุกคืน..
มันเป็นเสียงการต่อสู้ มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของพ่อ เสียงร้องด้วยการตกใจของแม่
เธอถลาออกจากห้องไปโดยเร็ว ภาพที่เห็นก็คือพ่อกับแม่ของเธอนอนจมกองเลือดอยู่แล้ว..
ด้วยความตกใจสุดขีด ความกลัวที่วิ่งขึ้นจับขั้วหัวใจ สั่งให้เธอวิ่งกลับเข้าไปในห้อง แล้วล๊อคกุญแจอย่างแน่นหนาที่สุด
ท่ามกลางเสียงฝนฟ้าคะนองภายนอก..เจ้าดิ๊กกี้ยังไม่หยุดเห่า
เธอกลัว..เธอกลัวเกินกว่าที่จะคิดอะไรออกได้ นอกเสียจากทำทุกวิถีทางไม่ให้ไอ้พวกโจรรู้ว่าเธออยู่ในห้องนี้
เธอปิดปากเจ้าดิ๊กกี้ แต่มันดิ้นรน แล้วเห่าตามประสาสุนัขปากเปราะที่กำลังตกใจ
สิ่งที่เธอพอจะทำได้ ก็คือจับมันโยนเข้าไปในตู้เสื้อผ้า แล้วปิดเสีย จากนั้นก็นั่งตัวสั่นขดตัวอยู่ริมกำแพงด้านหนึ่งของห้อง
แล้วประตูก็เปิดพลั่วะออกโดยแรง..พร้อมกับเสียงหวีดร้องของเธอ
++++
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่