ชีวิตที่ไม่ได้เป็นดั่งหวัง
เด็กอายุ 18 ที่มีความฝันอันมากมายที่อยากก้าวออกไปจากจุดแคบๆ แห่งนี้แต่ทุกอย่างต้องดับลงเมื่อสิ่งเรียกว่า ความไม่แน่นอนโผล่ผลั้งเข้ามา
อยากไปเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่บนโลกที่ใหญ่กว่า ภาระที่มาไวแต่คงอยู่อย่างถาวร
ฉันอายุ 19 ณ ปัจจุบันทำอาชีพค้าขายเป็นงานที่บ้าน ฐานะปานกลางไม่ได้อดอยากมีกินมีใช้ ไม่ได้ต่อมหาลัยเพราะต้องดูแลป้าป่วยมะเร็งติดเตียง ครอบครัวมีกัน 10 คน บ้านแบกภาระหนี้สินไว้ครึ่งแสนจากสิบล้านเพราะกู้ออกมาซื้อที่มรดกที่ญาติพี่น้องจะขายทิ้ง
ชีวิตที่ไม่ได้ต่อมหาลัยเริ่มแรกไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ได้กลับไปแต่นานวันยิ่งเลืองลาง
ครึ่งปีแรกหลังจบ ม.6 ได้ออกมาดูแลป้าตอนนั้นป้ายังสามารถเดินได้ด้วยไม้เท้า ฉันทำหน้าที่พาป้าไปหาหมอและรื่องการกิน แต่พอผ่านมาได้ 2 เดือนป้าต้องติดเตียงจากมะเร็งกระดูก กระดูกทุกชิ้นเปราะบางเพียงแค่ยกขึ้นก็แทบจะหักได้ การดูแลทุกอย่างเลยต้องหนักหนามากขึ้น อุจจาระ ปัสสาวะ การอาบน้ำ เช้า เย็น ฉันทำหน้าที่ตรงนี้ทุกอย่าง เดิมแรกไม่ได้เหนื่อยเพราะมีแม่ช่วยบ้าง แต่ก็ช่วยได้ไม่นานก็ถึงกำหนดผ่าตัดเข่า ท่านมีอาการเข่าเสื่อมรุงแรงหมอเลยตัดสินใจให้ผ่าฉันในตอนนั้นคิดว่าถ้าผ่าแล้วดีขึ้นก็เอาเลย ถือว่าทำให้เดินสบายขึ้นเรื่องของฉันช่างมันเดี๋ยวแม่ก็หาย เช่นนั้นเลยตัดสินใจผ่า
ทุกอย่างไม่ได้ดีขึ้นแต่กลับดิ่งลงเหมือนกราฟหุ้นในเศรษฐกิจโลก
ป้ามะเร็งลุกลามกัดกินถึงสมองแล่นเข้าถึงน้ำดี ฉันยังคงจำได้ว่าช่วงนั้นตื่นตี 2 ตี1 พาป้าไปโรงพยาบาลและนั่งรออาการจนลากยาวถึง 6 โมงเช้า ท่านต้องนอนโรงพยาบาล 5 วัน หมอต่างบอกให้ทำใจเพราะแกจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ป้าก็ยังมีความหวังที่จะหายกลับมาเดินได้อย่างแต่ก่อนฉันก็ทำได้แต่ให้ความหวังที่เขามีในชีวิต ในช่วงชีวิตสุดท้ายท่านก็ไม่อาจรอดจากมะเร็งมันกัดกินทุกส่วน กระดูก สมอง อวัยวะภายใน ภาพวันที่ท่านจากไปเป็นการหลุดพ้นครั้งสุดท้ายจากความทรมานนับ 1 ปีที่อดทน ฉันยอมรับว่าท่านอดทนเก่งมากแค่ไหน
เรื่องของท่านจบแต่มันก็มีเรื่องใหม่ๆ เข้ามา แม่หลังผ่าตัดเข่าพวกเราหวังกันมากว่าจะดีขึ้น แม่จะสามารถกลับมาเดินได้ดีและแข็งแรง ทุกอย่างผลิกกลับตาลปัตร หลังผ่ามา 4 เดือนการเดินยังคงเจ็บ ยิ่งเดินยิ่งปวด แต่ก็ยังทนได้ วันที่ได้นัดเจอหมอแม่ถามหมอว่า "เข่าที่ผ่ามานี้จะหายปวดไหม"
คำตอบทำเอาความหวังดับวูป
"จะปวดแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะผ่าเปลี่ยนแค่ครึ่งเดียว"
แม่ร้องไห้ส่วนฉันก็ได้แต่กลั้นน้ำตา ทั้งสงสารแม่ที่ต้องทนต่อไปและสงสารตัวเองที่ต้องอยู่แบบนี้ต่อไป
(ทำไมฉันกับแม่ถึงไม่รู้ว่าผ่าแล้วยังคงปวดเพราะหมอที่ให้ผ่าไม่ได้บอกอาการหลังผ่าอย่างชัดเจน และไม่ได้บอกรายละเอียดว่าผ่าเปลี่ยนแค่ครึ่งเดี่ยว)
ฉันต้องออกมาทำงานหน้าร้านแทนแม่ตอนนี้ได้ระยะเวลา 1 ปี หลังจบ ม.6 ทุกอย่างเกิดขึ้นไวและจบไปอย่างค้างคาใจ ฉันมีช่วงเวลาที่ตัดใจจากมหาวิทยาลัยไปหลายต่อหลายครั้งทั้งเงินที่จะส่งเรียน ทั้งสุขภาพของคนที่บ้าน จนเกิดเป็นภาวะซึมเศร้าแต่มันก็ไม่ได้หนักมาก เพราะครอบครัวไม่ได้กดดันว่าต้องเรียนแค่ขอให้เรามีความสุข
แต่กับคนนอกไม่ใช่ ฉันทำงานหน้าร้านแถวบ้านมีแต่คนรู้จัก และมีแต่คนอยากใส่ใจ ตอนที่ป้าป่วยทุกคนเข้าใจและไม่ค่อยถามไรมาก แต่พอป้าไม่อยู่แล้ว พวกเขาไม่รู้เรื่องสุขภาพของแม่ และแม่ไม่ได้อยากเล่าให้ใครรับรู้ ทุกคนที่ผ่านมาในแต่ละวันต่างถามฉัน จะไปเรียนเมื่อไร ไปเรียนได้แล้วสิ ทำไมยังไม่เรียนอีกละ
แม่ก็แข็งแรงแล้วทำไมยังไม่ไปเรียนอีก เดิมแรกฉันก็ยินดีที่จะตอบแต่ระยะหลังคำถามมันหนักขึ้นเรื่อยๆ ฉันเหนื่อยกับชีวิต และเหนื่อยหน่ายกับคนนอกที่ต่อให้อธิบายยังไงก็ยังกลับมาถาม
เราไม่ควรใส่ใจ แต่เกราะป้องกันทางใจฉันมันกระเปราะประเประ ฉันเลยใช้ความกล้าตอบไปจากคำตอบที่ว่า จะกลับไปเรียนเป็นไม่เรียนแล้ว เพราะฉันเหนื่อยกับการต้องสรรค์หาคำตอบที่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง ตัวฉันยังสับสนและไร้หนทางในอนาคต
ฉันตอบแบบนั้นไปก็รู้สึกดีแต่ก็จะมีคำถามสะท้อนอีกว่า ทำไมไม่เรียนแล้วละ แม่ก็แข็งแรงแล้ว หรือเพราะทำงานแล้วเลยขี้เกียจเรียน คำพูดนี้มันหลอนหูฉันมาตั้งแต่ไม่ได้ต่อมหาลัย เดี๋ยวทำงานไปก็ขี้เกียจเรียน ....
ฉันอยากเรียนต่อมากๆ อยากไปให้ไกลๆ จากที่แห่งนี้ใจแทบขาดแต่เพราะภาระ และหนี้สินที่ติดตัว ฉันทำได้ในสิ่งที่ทำได้
คำถามกัดกินใจ การด้อยค่าตัวเองในทุกๆ เวลา ทำให้ฉันเริ่มมีอาการซึมเศร้ารุนแรง เริ่มลงมือทำร้ายร่างกายทีส่วนจนเกิดเป็นรอยแผลเป็น
ฉันทั้งรู้สึกผิดที่ตัวเองมาได้แค่นี้ และรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่ต้องเจอสิ่งเดิมๆ
ณ ตอนนี้ฉันเริ่มปล่อยวางแต่ก็ยังมีช่วงที่คิดลบ แต่ก็รับมือกับคำถามได้ดีขึ้นคือการไม่ใส่ใจอะไรเลย
ทุกช่วงชีวิตมีดิ่งมีขึ้นแค่อดทนอยู่กับ ณ จุดๆ หนึ่งให้ได้ก็พอเป็นคำพูดสุดท้ายที่ยังทำให้ฉันสบายใจ
หนูยังคงเป็นเด็กน้อยในโลกใบนี้ทุกๆ ตัวอักษรคือความคิดและทัศนคติที่หนูเห็นและบอกโลกใบนี้จากประสบการณ์ที่เจอ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เจอเรื่องแย่ๆ นะคะ ในเมื่อเรายังไม่ตายก็อาจมีทางออกสักทาง
ที่เลือกใช้คำว่าฉันหนูอยากให้กระทู้เปรียบเหมือนไดอารี่เล่มหนึ่ง
ชีวิตที่ขรุขระ
เด็กอายุ 18 ที่มีความฝันอันมากมายที่อยากก้าวออกไปจากจุดแคบๆ แห่งนี้แต่ทุกอย่างต้องดับลงเมื่อสิ่งเรียกว่า ความไม่แน่นอนโผล่ผลั้งเข้ามา
อยากไปเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่บนโลกที่ใหญ่กว่า ภาระที่มาไวแต่คงอยู่อย่างถาวร
ฉันอายุ 19 ณ ปัจจุบันทำอาชีพค้าขายเป็นงานที่บ้าน ฐานะปานกลางไม่ได้อดอยากมีกินมีใช้ ไม่ได้ต่อมหาลัยเพราะต้องดูแลป้าป่วยมะเร็งติดเตียง ครอบครัวมีกัน 10 คน บ้านแบกภาระหนี้สินไว้ครึ่งแสนจากสิบล้านเพราะกู้ออกมาซื้อที่มรดกที่ญาติพี่น้องจะขายทิ้ง
ชีวิตที่ไม่ได้ต่อมหาลัยเริ่มแรกไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ได้กลับไปแต่นานวันยิ่งเลืองลาง
ครึ่งปีแรกหลังจบ ม.6 ได้ออกมาดูแลป้าตอนนั้นป้ายังสามารถเดินได้ด้วยไม้เท้า ฉันทำหน้าที่พาป้าไปหาหมอและรื่องการกิน แต่พอผ่านมาได้ 2 เดือนป้าต้องติดเตียงจากมะเร็งกระดูก กระดูกทุกชิ้นเปราะบางเพียงแค่ยกขึ้นก็แทบจะหักได้ การดูแลทุกอย่างเลยต้องหนักหนามากขึ้น อุจจาระ ปัสสาวะ การอาบน้ำ เช้า เย็น ฉันทำหน้าที่ตรงนี้ทุกอย่าง เดิมแรกไม่ได้เหนื่อยเพราะมีแม่ช่วยบ้าง แต่ก็ช่วยได้ไม่นานก็ถึงกำหนดผ่าตัดเข่า ท่านมีอาการเข่าเสื่อมรุงแรงหมอเลยตัดสินใจให้ผ่าฉันในตอนนั้นคิดว่าถ้าผ่าแล้วดีขึ้นก็เอาเลย ถือว่าทำให้เดินสบายขึ้นเรื่องของฉันช่างมันเดี๋ยวแม่ก็หาย เช่นนั้นเลยตัดสินใจผ่า
ทุกอย่างไม่ได้ดีขึ้นแต่กลับดิ่งลงเหมือนกราฟหุ้นในเศรษฐกิจโลก
ป้ามะเร็งลุกลามกัดกินถึงสมองแล่นเข้าถึงน้ำดี ฉันยังคงจำได้ว่าช่วงนั้นตื่นตี 2 ตี1 พาป้าไปโรงพยาบาลและนั่งรออาการจนลากยาวถึง 6 โมงเช้า ท่านต้องนอนโรงพยาบาล 5 วัน หมอต่างบอกให้ทำใจเพราะแกจะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ป้าก็ยังมีความหวังที่จะหายกลับมาเดินได้อย่างแต่ก่อนฉันก็ทำได้แต่ให้ความหวังที่เขามีในชีวิต ในช่วงชีวิตสุดท้ายท่านก็ไม่อาจรอดจากมะเร็งมันกัดกินทุกส่วน กระดูก สมอง อวัยวะภายใน ภาพวันที่ท่านจากไปเป็นการหลุดพ้นครั้งสุดท้ายจากความทรมานนับ 1 ปีที่อดทน ฉันยอมรับว่าท่านอดทนเก่งมากแค่ไหน
เรื่องของท่านจบแต่มันก็มีเรื่องใหม่ๆ เข้ามา แม่หลังผ่าตัดเข่าพวกเราหวังกันมากว่าจะดีขึ้น แม่จะสามารถกลับมาเดินได้ดีและแข็งแรง ทุกอย่างผลิกกลับตาลปัตร หลังผ่ามา 4 เดือนการเดินยังคงเจ็บ ยิ่งเดินยิ่งปวด แต่ก็ยังทนได้ วันที่ได้นัดเจอหมอแม่ถามหมอว่า "เข่าที่ผ่ามานี้จะหายปวดไหม"
คำตอบทำเอาความหวังดับวูป
"จะปวดแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะผ่าเปลี่ยนแค่ครึ่งเดียว"
แม่ร้องไห้ส่วนฉันก็ได้แต่กลั้นน้ำตา ทั้งสงสารแม่ที่ต้องทนต่อไปและสงสารตัวเองที่ต้องอยู่แบบนี้ต่อไป
(ทำไมฉันกับแม่ถึงไม่รู้ว่าผ่าแล้วยังคงปวดเพราะหมอที่ให้ผ่าไม่ได้บอกอาการหลังผ่าอย่างชัดเจน และไม่ได้บอกรายละเอียดว่าผ่าเปลี่ยนแค่ครึ่งเดี่ยว)
ฉันต้องออกมาทำงานหน้าร้านแทนแม่ตอนนี้ได้ระยะเวลา 1 ปี หลังจบ ม.6 ทุกอย่างเกิดขึ้นไวและจบไปอย่างค้างคาใจ ฉันมีช่วงเวลาที่ตัดใจจากมหาวิทยาลัยไปหลายต่อหลายครั้งทั้งเงินที่จะส่งเรียน ทั้งสุขภาพของคนที่บ้าน จนเกิดเป็นภาวะซึมเศร้าแต่มันก็ไม่ได้หนักมาก เพราะครอบครัวไม่ได้กดดันว่าต้องเรียนแค่ขอให้เรามีความสุข
แต่กับคนนอกไม่ใช่ ฉันทำงานหน้าร้านแถวบ้านมีแต่คนรู้จัก และมีแต่คนอยากใส่ใจ ตอนที่ป้าป่วยทุกคนเข้าใจและไม่ค่อยถามไรมาก แต่พอป้าไม่อยู่แล้ว พวกเขาไม่รู้เรื่องสุขภาพของแม่ และแม่ไม่ได้อยากเล่าให้ใครรับรู้ ทุกคนที่ผ่านมาในแต่ละวันต่างถามฉัน จะไปเรียนเมื่อไร ไปเรียนได้แล้วสิ ทำไมยังไม่เรียนอีกละ
แม่ก็แข็งแรงแล้วทำไมยังไม่ไปเรียนอีก เดิมแรกฉันก็ยินดีที่จะตอบแต่ระยะหลังคำถามมันหนักขึ้นเรื่อยๆ ฉันเหนื่อยกับชีวิต และเหนื่อยหน่ายกับคนนอกที่ต่อให้อธิบายยังไงก็ยังกลับมาถาม
เราไม่ควรใส่ใจ แต่เกราะป้องกันทางใจฉันมันกระเปราะประเประ ฉันเลยใช้ความกล้าตอบไปจากคำตอบที่ว่า จะกลับไปเรียนเป็นไม่เรียนแล้ว เพราะฉันเหนื่อยกับการต้องสรรค์หาคำตอบที่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง ตัวฉันยังสับสนและไร้หนทางในอนาคต
ฉันตอบแบบนั้นไปก็รู้สึกดีแต่ก็จะมีคำถามสะท้อนอีกว่า ทำไมไม่เรียนแล้วละ แม่ก็แข็งแรงแล้ว หรือเพราะทำงานแล้วเลยขี้เกียจเรียน คำพูดนี้มันหลอนหูฉันมาตั้งแต่ไม่ได้ต่อมหาลัย เดี๋ยวทำงานไปก็ขี้เกียจเรียน ....
ฉันอยากเรียนต่อมากๆ อยากไปให้ไกลๆ จากที่แห่งนี้ใจแทบขาดแต่เพราะภาระ และหนี้สินที่ติดตัว ฉันทำได้ในสิ่งที่ทำได้
คำถามกัดกินใจ การด้อยค่าตัวเองในทุกๆ เวลา ทำให้ฉันเริ่มมีอาการซึมเศร้ารุนแรง เริ่มลงมือทำร้ายร่างกายทีส่วนจนเกิดเป็นรอยแผลเป็น
ฉันทั้งรู้สึกผิดที่ตัวเองมาได้แค่นี้ และรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่ต้องเจอสิ่งเดิมๆ
ณ ตอนนี้ฉันเริ่มปล่อยวางแต่ก็ยังมีช่วงที่คิดลบ แต่ก็รับมือกับคำถามได้ดีขึ้นคือการไม่ใส่ใจอะไรเลย
ทุกช่วงชีวิตมีดิ่งมีขึ้นแค่อดทนอยู่กับ ณ จุดๆ หนึ่งให้ได้ก็พอเป็นคำพูดสุดท้ายที่ยังทำให้ฉันสบายใจ
หนูยังคงเป็นเด็กน้อยในโลกใบนี้ทุกๆ ตัวอักษรคือความคิดและทัศนคติที่หนูเห็นและบอกโลกใบนี้จากประสบการณ์ที่เจอ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เจอเรื่องแย่ๆ นะคะ ในเมื่อเรายังไม่ตายก็อาจมีทางออกสักทาง
ที่เลือกใช้คำว่าฉันหนูอยากให้กระทู้เปรียบเหมือนไดอารี่เล่มหนึ่ง