
สำหรับคนที่เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานที่ทำ ทำแต่งานเดิมๆ ไม่โตไปไหนซักที หรือสังคมที่ทำงานมีแต่การสู้รบแย่งชิงดั่งนิยายสามก๊กก็ว่าได้ ทำให้รู้สึกอยากออกไปแตะขอบฟ้า หรือต้องการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่ก็กลัวเพราะด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย อาจทำให้การหางานใหม่นั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิด
วันนี้
K-Expert จึงอยากจะมานำเสนอ สิ่งที่ควรคิดก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงาน มาเป็นแนวทางให้เพื่อนๆ ได้ใช้กัน
สิ่งที่ควรคิดข้อแรก คือ การเจรจาต่อรองกับที่ทำงานเดิม (มีความเสี่ยงสูง เพราะคล้ายๆ กับการยื่นคำขาดให้กับบริษัทเดิม) สำหรับคนที่ยังลังเลกับการทำงานที่ใหม่ เพราะจริงๆ แล้วบางคนก็คงไม่ได้อยากย้ายที่ทำงานไปที่ใหม่กันทุกคน เช่นที่ทำงานเดิมใกล้บ้านมาก หรือมีสังคมการทำงานที่ดี แต่อาจจะติดที่ปัญหาบางอย่างเท่านั้น เช่น เงินเดือน งานที่ทำ ฯลฯ ไม่รู้ว่าการย้ายงานไปที่ใหม่นั้นจะต้องเจออะไรบ้าง
การเจรจากับเจ้านายจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรที่จะดูลักษณะของหัวหน้างาน หรือเจ้าของบริษัทกันซะหน่อยว่า ที่ผ่านมามีพนักงานท่านอื่นๆ ขอเจรจาบ้างไหม และผลที่ได้เป็นอย่างไร หากเพื่อสร้างความมั่นใจ ก็ควรที่จะมีงานอื่นรองรับไว้แล้วก่อนที่จะเข้าเจรจา
สิ่งที่ควรคิดข้อที่สอง คือ การย้ายงานใหม่ควรจะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น 30-50% (ตัวเลขนี้เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้นอาจจะมากกว่านี้ หรือ น้อยกว่าก็ได้) เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานที่ใหม่ ที่เราแทบจะไม่รู้เลยว่างานที่จะได้เข้าไปทำนั้น ใช่ตามที่เราคิดไว้หรือไม่ เพื่อนๆ หรือหัวหน้างานของเราเป็นอย่างไร มีโอกาสเติบโตมากน้อยแค่ไหน หรือจะผ่านงานหรือไม่ และยังช่วยชดเชยในส่วนการปรับเงินเดือนและโบนัสที่เราจะได้หากยังทำงานอยู่ที่เดิม ทั้งนี้ก็อย่าลืมเรื่องเงินเฟ้อกันด้วย โดยหากงานที่ใหม่นั้นเกี่ยวข้องกับ หรือสามารถใช้ประสบการณ์จากการทำงานเดิมได้ ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสต่อรองในส่วนนี้ได้เช่นกัน
สิ่งที่ควรคิดข้อที่สาม คือ เรามีความพร้อมรับเรื่องที่ไม่คาดคิดมากน้อยแค่ไหน เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เริ่มแรกอาจจะสวยงาม แต่ทำไปได้ซักพักอาจจะเข้ากับหัวหน้าไม่ได้ หรือเพื่อนร่วมงานไม่ดี หรือไม่ผ่านการทดลองงาน ทำให้ต้องตกงานแบบไม่คาดคิด เรามีเงินที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงที่ไม่มีรายรับเข้ามาหรือไม่ เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินนี้ควรจะมีอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น รายจ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 8,000 บาท เราควรจะมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอยู่ที่ 48,000 บาทนั่นเอง (8,000 x 6 = 48,000 บาท) เพื่อที่หากเกิดเหตุไม่คาดคิดเรายังจะมีเงินให้สามารถใช้จ่ายไปได้อีกอย่างน้อย 6 เดือนนั่นเอง โดยอาจจะเก็บเป็นเงินฝาก หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่สามารถซื้อขายแล้วจะได้รับเงินในวันทำการถัดไป
สิ่งที่ควรคิดข้อที่สี่ คือ เรามีสังคมมากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งมีเพื่อนหรือคนรู้จักมาก ก็ยิ่งสร้างโอกาสในการค้นหางานได้กว้างมากขึ้น เพราะบางทีตำแหน่งที่ว่างหรือกำลังมีคนลาออก บางทียังไม่ได้ถูกระบุตามเว็บหางาน แต่หากเรามีเพื่อนที่อยู่ในบริษัทดังกล่าวที่สามารถช่วยแนะนำหรือบอกก่อนล่วงหน้าได้ ก็จะยิ่งสร้างโอกาสในการสมัครได้ ยิ่งตำแหน่งไหนต้องการคนเร่งด่วน และคุณสมบัติของเราตรงกับตำแหน่งดังกล่าวด้วยแล้วโอกาสที่จะรับเราเข้าทำงานก็ยิ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับสอบถามเกี่ยวกับแง่มุมอื่นๆ ของบริษัทได้อีกด้วย เห็นไหมครับข้อดีของการมีเพื่อนเยอะๆ ก็สามารถช่วยเราได้เช่นกัน
สิ่งที่ควรคิดข้อที่ห้า คือ ช่วงเวลาในการเปลี่ยนงาน ซื้อบ้านยังต้องดูฮวงจุ้ย เปลี่ยนงานก็อาจจะต้องดูเช่นกัน คนส่วนใหญ่หากเลือกได้ จะเลือกเปลี่ยนงานกันในช่วงระหว่าง ก.พ.-มี.ค. เพราะนอกจากจะได้รับโบนัสจากที่เดิมแล้ว เมื่อผ่านระยะทดลองงานจากที่ใหม่ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 3-4 เดือน ก็จะอยู่ในช่วงกลางปี โดยอาจจะอยู่ในเกณฑ์ที่ได้ปรับเงินเดือน หรือโบนัสจากที่ใหม่ เพราะบางบริษัทมีเงื่อนไขหากบรรจุหลังจากกลางปีไปแล้วอาจจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว
ใครที่เคยเปลี่ยนงานมาแล้ว ช่วงก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงาน ดูจากปัจจัยอะไรกันบ้าง แชร์กันได้นะครับ
5 ข้อควรคิด! ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงาน
สำหรับคนที่เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานที่ทำ ทำแต่งานเดิมๆ ไม่โตไปไหนซักที หรือสังคมที่ทำงานมีแต่การสู้รบแย่งชิงดั่งนิยายสามก๊กก็ว่าได้ ทำให้รู้สึกอยากออกไปแตะขอบฟ้า หรือต้องการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่ก็กลัวเพราะด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย อาจทำให้การหางานใหม่นั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิด
วันนี้ K-Expert จึงอยากจะมานำเสนอ สิ่งที่ควรคิดก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงาน มาเป็นแนวทางให้เพื่อนๆ ได้ใช้กัน
สิ่งที่ควรคิดข้อแรก คือ การเจรจาต่อรองกับที่ทำงานเดิม (มีความเสี่ยงสูง เพราะคล้ายๆ กับการยื่นคำขาดให้กับบริษัทเดิม) สำหรับคนที่ยังลังเลกับการทำงานที่ใหม่ เพราะจริงๆ แล้วบางคนก็คงไม่ได้อยากย้ายที่ทำงานไปที่ใหม่กันทุกคน เช่นที่ทำงานเดิมใกล้บ้านมาก หรือมีสังคมการทำงานที่ดี แต่อาจจะติดที่ปัญหาบางอย่างเท่านั้น เช่น เงินเดือน งานที่ทำ ฯลฯ ไม่รู้ว่าการย้ายงานไปที่ใหม่นั้นจะต้องเจออะไรบ้าง
การเจรจากับเจ้านายจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรที่จะดูลักษณะของหัวหน้างาน หรือเจ้าของบริษัทกันซะหน่อยว่า ที่ผ่านมามีพนักงานท่านอื่นๆ ขอเจรจาบ้างไหม และผลที่ได้เป็นอย่างไร หากเพื่อสร้างความมั่นใจ ก็ควรที่จะมีงานอื่นรองรับไว้แล้วก่อนที่จะเข้าเจรจา
สิ่งที่ควรคิดข้อที่สอง คือ การย้ายงานใหม่ควรจะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น 30-50% (ตัวเลขนี้เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้นอาจจะมากกว่านี้ หรือ น้อยกว่าก็ได้) เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานที่ใหม่ ที่เราแทบจะไม่รู้เลยว่างานที่จะได้เข้าไปทำนั้น ใช่ตามที่เราคิดไว้หรือไม่ เพื่อนๆ หรือหัวหน้างานของเราเป็นอย่างไร มีโอกาสเติบโตมากน้อยแค่ไหน หรือจะผ่านงานหรือไม่ และยังช่วยชดเชยในส่วนการปรับเงินเดือนและโบนัสที่เราจะได้หากยังทำงานอยู่ที่เดิม ทั้งนี้ก็อย่าลืมเรื่องเงินเฟ้อกันด้วย โดยหากงานที่ใหม่นั้นเกี่ยวข้องกับ หรือสามารถใช้ประสบการณ์จากการทำงานเดิมได้ ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสต่อรองในส่วนนี้ได้เช่นกัน
สิ่งที่ควรคิดข้อที่สาม คือ เรามีความพร้อมรับเรื่องที่ไม่คาดคิดมากน้อยแค่ไหน เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เริ่มแรกอาจจะสวยงาม แต่ทำไปได้ซักพักอาจจะเข้ากับหัวหน้าไม่ได้ หรือเพื่อนร่วมงานไม่ดี หรือไม่ผ่านการทดลองงาน ทำให้ต้องตกงานแบบไม่คาดคิด เรามีเงินที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงที่ไม่มีรายรับเข้ามาหรือไม่ เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินนี้ควรจะมีอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น รายจ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 8,000 บาท เราควรจะมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอยู่ที่ 48,000 บาทนั่นเอง (8,000 x 6 = 48,000 บาท) เพื่อที่หากเกิดเหตุไม่คาดคิดเรายังจะมีเงินให้สามารถใช้จ่ายไปได้อีกอย่างน้อย 6 เดือนนั่นเอง โดยอาจจะเก็บเป็นเงินฝาก หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่สามารถซื้อขายแล้วจะได้รับเงินในวันทำการถัดไป
สิ่งที่ควรคิดข้อที่สี่ คือ เรามีสังคมมากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งมีเพื่อนหรือคนรู้จักมาก ก็ยิ่งสร้างโอกาสในการค้นหางานได้กว้างมากขึ้น เพราะบางทีตำแหน่งที่ว่างหรือกำลังมีคนลาออก บางทียังไม่ได้ถูกระบุตามเว็บหางาน แต่หากเรามีเพื่อนที่อยู่ในบริษัทดังกล่าวที่สามารถช่วยแนะนำหรือบอกก่อนล่วงหน้าได้ ก็จะยิ่งสร้างโอกาสในการสมัครได้ ยิ่งตำแหน่งไหนต้องการคนเร่งด่วน และคุณสมบัติของเราตรงกับตำแหน่งดังกล่าวด้วยแล้วโอกาสที่จะรับเราเข้าทำงานก็ยิ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับสอบถามเกี่ยวกับแง่มุมอื่นๆ ของบริษัทได้อีกด้วย เห็นไหมครับข้อดีของการมีเพื่อนเยอะๆ ก็สามารถช่วยเราได้เช่นกัน
สิ่งที่ควรคิดข้อที่ห้า คือ ช่วงเวลาในการเปลี่ยนงาน ซื้อบ้านยังต้องดูฮวงจุ้ย เปลี่ยนงานก็อาจจะต้องดูเช่นกัน คนส่วนใหญ่หากเลือกได้ จะเลือกเปลี่ยนงานกันในช่วงระหว่าง ก.พ.-มี.ค. เพราะนอกจากจะได้รับโบนัสจากที่เดิมแล้ว เมื่อผ่านระยะทดลองงานจากที่ใหม่ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 3-4 เดือน ก็จะอยู่ในช่วงกลางปี โดยอาจจะอยู่ในเกณฑ์ที่ได้ปรับเงินเดือน หรือโบนัสจากที่ใหม่ เพราะบางบริษัทมีเงื่อนไขหากบรรจุหลังจากกลางปีไปแล้วอาจจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว
ใครที่เคยเปลี่ยนงานมาแล้ว ช่วงก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงาน ดูจากปัจจัยอะไรกันบ้าง แชร์กันได้นะครับ