ที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ได้รับเค้าโครงมาจากการสนทนาของผมกับอดีตสิบเอกกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นที่เคยสู้รบในจีน
อดีตนายสิบคนนี้หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาทำอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษทำให้สามารถสื่อสารกับผมได้ชัดเจนขัดกับความชราของเขา ที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องราวบอกเล่าว่าเขาเป็นใครเคยทำอะไรมาบ้างช่วงที่เป็นทหารระหว่างสงครามแต่คือความรู้สึกของเขาที่ถ่ายทอดมาถึงผม ส่วนชื่อและเรื่องราวของเขานั้นขอสงวนเอาไว้ให้กับลูกหลานของเขาเท่านั้นนะครับ การสนทนานี้เกิดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคมปี 2013
ญี่ปุ่นเมื่อเข้าสู่ยุคการปฏิวัติเมจิล้มล้างระบอบโชกุน คืนอำนาจให้พระจักรพรรดิเข้าสู่ยุคจักรวรรดินิยมแข่งขันกับตะวันตก แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของจักรพรรดิโชวะ กระแสนิยมทหารและความคลั่งชาติในญี่ปุ่นมีมากเกินไปจนในที่สุดทหารก็กลับเข้ามามีอำนาจเหนือองค์จักรพรรดิ์อีกครั้งถึงแม้จะไม่มีหลักฐานมายืนยันก็ตามเป็นเหตุให้ความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิญี่ปุ่นในฐานะมหาอำนาจทางทหารของโลกต้องยุติลงอย่างสิ้นเชิงในปี 1945 และคงบทบาทไว้เป็นเพียงประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเท่านั้น แต่ผมว่ามันคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้วล่ะสำหรับชนชาติที่มีความทะเยอทะยานและกระหายที่จะเป็นที่หนึ่งอย่างญี่ปุ่น เพราะอดีตนายทหารแห่งกองทัพจักรวรรดิคนนี้บอกกับผมไว้ว่าตอนเข้าสู่สงครามใหม่ๆทหารญี่ปุ่นในจีนแทบทุกนายก็เป็นแค่ทหารที่ถูกส่งไปรบอย่างแนวหน้าไม่มีคำถามไม่มีการขัดคำสั่งและพร้อมจะพลีชีพเพื่อองค์จักรพรรดิ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความโหดร้ายของสงครามมันเปลี่ยนให้พวกเขากลายเป็นแค่คนเถื่อนที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองตัณหาและความโลภของตนเอง ต่อหน้านายทหารและพวกพ้องด้วยกันพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีพร้อมที่จะสู้ตายและรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปจนถึงที่สุดแต่ต่อหน้าชาวจีนพวกเขาจะทำเหมือนกับคนจีนเหล่านั้นไม่ใช่คน ที่มีหลักฐานเด่นชัดที่สุด คือความโหดร้ายที่พวกเขาทำกับคนจีนในระหว่างสงคราม นายทหารคนนั้นกับผมเห็นตรงกันอย่างหนึ่งว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการมีอยู่ของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นคือการรับใช้องค์จักรพรรดิเหมือนดังสมัยที่การปฏิวัติเมจิเริ่มขึ้นกองทัพที่รับใช้องค์จักรพรรดิเพื่อล้มล้างระบอบศักดินาโชกุน ให้หมดไปจากญี่ปุ่น แต่ไม่นานหลังจากนั้นมันกลับมีเรื่องตลกร้ายตรงที่ว่าพวกทหารที่เคยสาบานว่าจะรับใช้องค์จักรพรรดิด้วยชีวิตกลับกลายเป็นว่ามีอำนาจและอิทธิพลในกองทัพเหนือองค์จักรพรรดิเสียเองทุกการตัดสินใจล้วนมาจากเหล่าบรรดาแม่ทัพทั้งหลายไม่ใช่องค์จักรพรรดิพระองค์เป็นเพียงสัญลักษณ์และ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าตอนนั้นเขาจะไม่สงสัยในเรื่องนี้เลยแต่ในตอนนั้นคนที่กล้าพอจะสงสัยจะถูกตราหน้าว่าทรยศและเป็นกบฏทันทีจึงทำให้คนที่คิดแบบเขาได้แต่ปิดปากเงียบเหมือนกันหมด เขาบอกกับผมว่า "มันตลกดีนะที่เราต้องมารับใช้คนที่ทำตัวเหมือนพวกที่บรรพบุรุษของพวกเราเคยต่อสู้เพื่อล้มล้างอำนาจของเขาแต่พอมาถึงรุ่นผมผมกลับต้องรับใช้พวกเขาอีกครั้งและเป็นสงครามที่นำพาประเทศชาติสู่ความหายนะและผมก็รู้สึกผิดเเละอับอายมาจนถึงทุกวันนี้ "
ทุกวันนี้สิบเอกคนนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วอย่างสงบที่บ้านเกิดของเขาในจังหวัดโออิตะเมื่อ 1 ปีก่อน ตอนนั้นผมไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นและได้ รู้จักกับเขาในร้านราเม็ง ผมได้จดบันทึกคำพูดของเขาเอาไว้ในกระดาษโน๊ตสั้นๆที่พกติดตัวเอาไว้และใส่เอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานจนกระทั่งเมื่อตอนบ่ายวันนี้ผมได้ทำความสะอาดห้องทำงาน และได้นำความรู้สึกคำพูดของเขามาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับรู้
( สุดท้ายนี้ผมขอตำหนิตัวเองว่าเมื่อเก็บอะไรสักอย่างไว้ในลิ้นชักแล้ว ก็จะลืมมันไปเลย ทั้งที่ไม่ควรจะลืมแท้ๆขอโทษนะครับ)
เรื่องตลกร้ายในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
อดีตนายสิบคนนี้หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาทำอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษทำให้สามารถสื่อสารกับผมได้ชัดเจนขัดกับความชราของเขา ที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องราวบอกเล่าว่าเขาเป็นใครเคยทำอะไรมาบ้างช่วงที่เป็นทหารระหว่างสงครามแต่คือความรู้สึกของเขาที่ถ่ายทอดมาถึงผม ส่วนชื่อและเรื่องราวของเขานั้นขอสงวนเอาไว้ให้กับลูกหลานของเขาเท่านั้นนะครับ การสนทนานี้เกิดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคมปี 2013
ญี่ปุ่นเมื่อเข้าสู่ยุคการปฏิวัติเมจิล้มล้างระบอบโชกุน คืนอำนาจให้พระจักรพรรดิเข้าสู่ยุคจักรวรรดินิยมแข่งขันกับตะวันตก แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของจักรพรรดิโชวะ กระแสนิยมทหารและความคลั่งชาติในญี่ปุ่นมีมากเกินไปจนในที่สุดทหารก็กลับเข้ามามีอำนาจเหนือองค์จักรพรรดิ์อีกครั้งถึงแม้จะไม่มีหลักฐานมายืนยันก็ตามเป็นเหตุให้ความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิญี่ปุ่นในฐานะมหาอำนาจทางทหารของโลกต้องยุติลงอย่างสิ้นเชิงในปี 1945 และคงบทบาทไว้เป็นเพียงประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเท่านั้น แต่ผมว่ามันคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้วล่ะสำหรับชนชาติที่มีความทะเยอทะยานและกระหายที่จะเป็นที่หนึ่งอย่างญี่ปุ่น เพราะอดีตนายทหารแห่งกองทัพจักรวรรดิคนนี้บอกกับผมไว้ว่าตอนเข้าสู่สงครามใหม่ๆทหารญี่ปุ่นในจีนแทบทุกนายก็เป็นแค่ทหารที่ถูกส่งไปรบอย่างแนวหน้าไม่มีคำถามไม่มีการขัดคำสั่งและพร้อมจะพลีชีพเพื่อองค์จักรพรรดิ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความโหดร้ายของสงครามมันเปลี่ยนให้พวกเขากลายเป็นแค่คนเถื่อนที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองตัณหาและความโลภของตนเอง ต่อหน้านายทหารและพวกพ้องด้วยกันพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีพร้อมที่จะสู้ตายและรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปจนถึงที่สุดแต่ต่อหน้าชาวจีนพวกเขาจะทำเหมือนกับคนจีนเหล่านั้นไม่ใช่คน ที่มีหลักฐานเด่นชัดที่สุด คือความโหดร้ายที่พวกเขาทำกับคนจีนในระหว่างสงคราม นายทหารคนนั้นกับผมเห็นตรงกันอย่างหนึ่งว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการมีอยู่ของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นคือการรับใช้องค์จักรพรรดิเหมือนดังสมัยที่การปฏิวัติเมจิเริ่มขึ้นกองทัพที่รับใช้องค์จักรพรรดิเพื่อล้มล้างระบอบศักดินาโชกุน ให้หมดไปจากญี่ปุ่น แต่ไม่นานหลังจากนั้นมันกลับมีเรื่องตลกร้ายตรงที่ว่าพวกทหารที่เคยสาบานว่าจะรับใช้องค์จักรพรรดิด้วยชีวิตกลับกลายเป็นว่ามีอำนาจและอิทธิพลในกองทัพเหนือองค์จักรพรรดิเสียเองทุกการตัดสินใจล้วนมาจากเหล่าบรรดาแม่ทัพทั้งหลายไม่ใช่องค์จักรพรรดิพระองค์เป็นเพียงสัญลักษณ์และ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าตอนนั้นเขาจะไม่สงสัยในเรื่องนี้เลยแต่ในตอนนั้นคนที่กล้าพอจะสงสัยจะถูกตราหน้าว่าทรยศและเป็นกบฏทันทีจึงทำให้คนที่คิดแบบเขาได้แต่ปิดปากเงียบเหมือนกันหมด เขาบอกกับผมว่า "มันตลกดีนะที่เราต้องมารับใช้คนที่ทำตัวเหมือนพวกที่บรรพบุรุษของพวกเราเคยต่อสู้เพื่อล้มล้างอำนาจของเขาแต่พอมาถึงรุ่นผมผมกลับต้องรับใช้พวกเขาอีกครั้งและเป็นสงครามที่นำพาประเทศชาติสู่ความหายนะและผมก็รู้สึกผิดเเละอับอายมาจนถึงทุกวันนี้ "
ทุกวันนี้สิบเอกคนนั้นได้เสียชีวิตไปแล้วอย่างสงบที่บ้านเกิดของเขาในจังหวัดโออิตะเมื่อ 1 ปีก่อน ตอนนั้นผมไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นและได้ รู้จักกับเขาในร้านราเม็ง ผมได้จดบันทึกคำพูดของเขาเอาไว้ในกระดาษโน๊ตสั้นๆที่พกติดตัวเอาไว้และใส่เอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานจนกระทั่งเมื่อตอนบ่ายวันนี้ผมได้ทำความสะอาดห้องทำงาน และได้นำความรู้สึกคำพูดของเขามาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับรู้
( สุดท้ายนี้ผมขอตำหนิตัวเองว่าเมื่อเก็บอะไรสักอย่างไว้ในลิ้นชักแล้ว ก็จะลืมมันไปเลย ทั้งที่ไม่ควรจะลืมแท้ๆขอโทษนะครับ)