ทรัมป์โดนวิจารณ์หนัก ถูกอิสราเอลชี้นำให้ทำสงครามกับอิหร่าน



สหรัฐฯถูกอิสราเอลชี้นำทำสงครามอิหร่าน?

ขณะนี้ มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทรัมป์มากขึ้น ว่าทรัมป์กำลังถูกอิสราเอลชี้นำในการทำสงครามกับอิหร่าน
โดยเฉพาะเมื่อมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับว่า สหรัฐฯต้องโจมตีอิหร่านก่อน
หลังรู้ว่าอิสราเอลกำลังจะโจมตีอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้กองทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางตกเป็นเป้าโจมตีกลับและจะเกิดความสูญเสียมากต่อสหรัฐฯ เอง

โดยเฮนรี เอ็นเชอร์ อดีตนักการทูตสหรัฐฯ วิจารณ์ว่า วาทกรรมนี้จากรัฐบาลสหรัฐฯ
ทำให้สาธารณชนเข้าใจได้ว่า นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯนั้น เป็นไปตามสิ่งที่อิสราเอลต้องการ
หรือบางคนอาจคิดไปไกลกว่านั้นว่า อิสราเอลคือผู้ชี้นำในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางของสหรัฐฯ

เอ็นเชอร์ ระบุว่า เขาหวังว่า รัฐบาลจะพูดเรื่องผลประโยชน์ของชาติมากกว่านี้
และมีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องทำเพื่อผลประโยชน์ที่ว่านี้ เพราะตอนนี้เราอยู่ในสงครามขยายระดับภูมิภาคไปแล้ว

วิจารณ์หนักสหรัฐฯไร้เป้าหมาย-ไร้แผนการชัดเจน

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ทรัมป์กำลังถูกวิจารณ์เรื่องเป้าหมายของสงครามและอนาคตของอิหร่าน
ซึ่งดูเหมือนจะคลุมเครือ และจนถึงตอนนี้ ทรัมป์ก็ยังไม่ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์
และแผนการที่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะทำอย่างไรต่อไป หากสงครามยืดเยื้อ

ในตอนแรก รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่า เป้าหมายคือการทำลายโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน แต่ต่อมา เหตุผลก็เปลี่ยนไป
โดยเมื่อวันจันทร์ ทรัมป์เผยว่า สหรัฐฯต้องการทำลายแสนยานุภาพด้านขีปนาวุธและทางกองทัพเรือของอิหร่าน
ตลอดจนศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนต่างๆ
ส่วนเป้าประสงค์อื่นๆ คือการปกป้องสหรัฐฯและพันธมิตรจากการโจมตีของอิหร่าน



อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่กล่าวถึงอนาคตของอิหร่านหลังจากจบสงคราม หรือ เหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงเชื่อว่าอิหร่านจะไม่เป็นภัยต่อสหรัฐฯ ได้อีก
เมื่อสงครามจบลง ขณะเดียวกัน ทรัมป์ชูผลงานเรื่องการสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่านได้
แต่ก็ไม่สามารถแจงได้ว่า แผนการสืบทอดอำนาจจะเป็นอย่างไรต่อ

นอกจากนี้ การแถลงของทรัมป์ ยังดูขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลเอง เพราะพีธ เฮกเซ็ธ รัฐมนตรีกลาโหม
ระบุว่า นี่ไม่ใช่สงครามเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบของอิหร่าน แต่ ระบอบอิหร่านก็ได้เปลี่ยนแปลงแล้ว  
ปฏิบัติ Operation Epic Fury จะประสบความสำเร็จ แต่เขาก็ไม่สามารถให้รายละเอียดอะไรได้อีก
รวมถึงระยะเวลาของสงครามนี้ ที่ทางทรัมป์คาดการณ์ว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์
แต่สหรัฐฯ ก็พร้อมทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่เป้าหมายที่ว่านี้คืออะไร ก็ยังขาดความชัดเจนอยู่

ขณะเดียวกัน การไม่สามารถชี้แจงแผนที่ละเอียดและชัดเจนของรัฐบาลทรัมป์ ยังทำให้นักการเมืองฝั่งเดโมแครต
แสดงความกังวลว่า ว่าสหรัฐฯอาจติดหล่มสงครามได้ โดยสส.
อดัม สมิธ ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ได้ข้อมูลเลยด้วยซ้ำว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านพัฒนาไปถึงจุดไหน 

นอกจากนี้ ยังมีการวิจารณ์วิธีการสื่อสารของทรัมป์เกี่ยวกับสงครามนี้ด้วย เพราะทรัมป์เริ่มจากการอัดคลิปวีดีโอ
แล้วตามด้วยเป็นผู้โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เอง หรือไม่ก็ให้สัมภาษณ์สื่อสั้นๆ ทางโทรศัพท์
ซึ่งในแต่ละครั้งเขาแสดงความเห็นที่แตกต่างกันออกไป ก็มีทั้งในเรื่องระยะเวลาของสงครามและเป้าประสงค์
แตกต่างจากการทำสงครามในสมัยประธานาธิบดีคนอื่นๆ ที่มักจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการมาจากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว
หรือไม่ก็อธิบายเหตุผลในการส่งทหารไปสู้รบ

ทรัมป์เดิมพันอำนาจกับสงครามอิหร่าน?

เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ออกบทความระบุว่า
ทรัมป์กำลังเอาตำแหน่งประธานาธิบดีของตนเองไปเสี่ยงในความขัดแย้งตะวันออกกลาง

การตัดสินใจครั้งนี้ คือการเดิมพันครั้งใหญ่สุดของการเป็นประธานาธิบดีของเขา ที่เอาชีวิตกำลังพลอเมริกันไปเสี่ยง
จะทำให้มีคนเสียชีวิตมากขึ้น เกิดความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคที่เปราะบางอยู่แล้ว
และย้อนแย้งกับจุดยืนทางการเมืองของตนเอง


ด้วยจำนวนทหารอเมริกันเสียชีวิตไปแล้ว 6 ราย นักลงทุนกำลังต้องรับมือกับตลาดที่ผันผวน
และความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันโลกจะเกิดปัญหา ประกอบกับทรัมป์ยอมรับว่า สงครามอาจยืดเยื้อไปอีกหลายสัปดาห์..
ทำให้ครั้งนี้ ทรัมป์กำลังนำสหรัฐฯเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหารที่ขยายวงมากที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่การบุกอิรักในปี 2003

นิวยอร์ก ไทมส์ ระบุว่า การแทรกแซงตะวันออกกลางทำให้ประธานาธิบดีอเมริกันเสียคนมาแล้วหลายรุ่น
เช่น สร้างรอยด่างพร้อยให้กับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช กรณีเข้าสู่สงครามอิรักและอัฟกานิสถาน / รวมถึงประธานาธิบดีจิมมี
คาร์เตอร์ ที่ล้มเหลวในการหาทางปล่อยตัวประกันชาวอเมริกันในช่วงปี 1980 
แต่ทรัมป์กลับตัดสินใจขยายปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลางซึ่งมีประวัติศาสตร์ ศาสนา และการเมือง ที่เป็นสมรภูมิที่ซับซ้อน

บาร์บารา แพร์รี นักประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย
ระบุว่า ปกติแล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐฯมักไม่ค่อยอยากมายุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์แบบนี้ตราบใดที่สหรัฐฯ ไม่ได้ถูกยั่วยุหรือถูกโจมตีโดยตรง

จับตารีพับลิกันเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง เสียฐาน MAGA

ทั้งนี้ บรรดาพันธมิตรของทรัมป์กำลังประเมินว่า การตัดสินใจโจมตีอิหร่าน  ไม่ได้เป็นผลดีต่อฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน
ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้จะมาถึง ทางพรรคอาจได้แต้มต่อทางการเมืองเพียงเล็กน้อย
แต่ผลเสียจะมีใหญ่โต โดยเฉพาะเมื่อมีทหารอเมริกันเสียชีวิต และน้ำมันราคาพุ่งสูง

ขณะที่พรรคเดโมแครต รีบฉวยโอกาสนี้ ในการวาดภาพให้ทรัมป์กลายเป็นผู้นำที่สนใจแต่เรื่องการแทรกแซงทางการทหารในต่างประเทศ
มากกว่าการมุ่งมั่นแก้ปัญหาให้คนอเมริกัในประเทศด้วย โดย เคน มาร์ติน ประธานคณะกรรมการแห่งชาติของเดโมแครต
ระบุว่า ทรัมป์ขายผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยวิสัยทัศน์ที่รักความสงบ ชูตนเองว่าเป็นผู้สมัครที่มองอเมริกาต้องมาก่อน แต่เพียง 13 เดือน
ทรัมป์กลับสั่งโจมตีไปแล้ว 7 ประเทศ และเอาประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบด้วยเงินภาษีประชาชน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังล้มเหลวในการทำตามคำมั่นที่จะทำให้ค่าครองชีพลดลงสำหรับครอบครัวคนทำงาน

ทั้งนี้ ผลสำรวจของ CNN หลังเกิดสงครามพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 59% ไม่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่าน
ส่วนโพลของ Reuters-Ipsos พบว่า มีผู้เห็นชอบเพียง 27% เท่านั้น

หากความขัดแย้งนี้นำไปสู่ความวุ่นวาย จึงอาจทำให้ผู้สมัครของพรรครีพับลิกัน
ในการเลือกตั้งกลางเทอมเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก ว่าจะเอาตัวเองออกห่างจากทรัมป์ได้ประเด็นนี้ได้อย่างไร 

แหล่งที่มา : TNN Thailand
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่