เรื่องมีอยู่ว่าตั้งแต่เด็กจนโตเป็นคนอ้วนครับ ผอมก็คงเป็นช่วง ม.4- จบ ป.ตรี โดยหลังจากจบทำงานได้ประมาณ 5 ปี น้ำหนักก็ขึ้นจากตอนเรียน แต่ผมก็สามารถลดมันลงได้ด้วยการวิ่งครับ (ซึ่งส่งผลในภายหลังเดี๋ยวบอกอีกที) แต่ช่างมันครับ อันนี้เป็นเรื่องในช่วงที่ทำงานมาแล้วกว่า 20 ปี คือปัจจุบันผมอายุ 42 ปี สูง 170 CM ซึ่งจากข้อมูลที่เคยได้รับมาคือ คือ แก่แล้วลดน้ำหนักเป็นเรื่องยาก(ความเชื่อส่วนตัวครับ) ผมทำงานนั่ง Office ปกติ(อยู่ต่างจังหวัดนะครับ) พฤติกรรมย้อนหลังไปประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากแถวที่ทำงานไม่มีร้านขายข้าวเลย ทำให้กิจกรรมการกินอาหารในวันทำงานคือ

ผลที่ได้เป็นดังรูปครับ...

สภาพร่าง ในปี 2555 เที่ยวสิงคโปร์ สวนสนุกยูนิเวอร์แซล.... (ในรูปมีเชค 3 ตัว 5 5 5 +

).
รูปต่อไปเลยครับ...............................

พฤติกรรมยังคงเหมือนเดิม ไปเรื่อยๆจะถ่ายรูปเยอะก็แค่ตอนเที่ยว เที่ยวเสร็จก็จบกันไปทำให้ไม่สำนึก สภาพร่าง ในปี 2556 ตอนไปเที่ยวมาเก๊า ฮ่องกง

สภาพร่างในปี 2557 เดือนพฤษภาคม เที่ยวญี่ปุ่น (เลือกรูปที่เป็นเสื้อตัวเดิม จริงๆชีวิตมีเสื้อแค่ไม่กี่ตัวครับ

)
ไปปราสาท โอซาก้า เหมือนเดิม เที่ยวกลับมาเห็นรูป ก็ปลอบใจตัวเองว่าไม่เท่าไหร่ ยังคงดำเนินชีวิตต่อไป
จนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2558 เพื่อนๆ สมัย ม.3 นัดเจอกัน เลยไปกินเลี้ยงกันครับ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย

รูปออกมามันได้ใจม๊ากกกกกกกกกกกก...

วันนั้นกลับมาขึ้นตาชั่งทันที (เป็นตาชั่งดิจิตอลรุ่นแรกๆ บอกน้ำหนักได้ทีละ 0.5 KG ซื้อตาชั่งนี้ให้แม่มาหลายปี ตัวเองไม่เคยขึ้นตาชั่งเลย) ผลที่ได้ครับ 91.50 KG..... ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก่อนที่ร่างกายจะระเบิดครับ
ใช้เวลา 2 วัน ในการหาข้อมูล พยายามอ่านจะเวปต่างๆเรื่องของการลดความอ้วน แน่นอนสิ่งที่ต้องทำคือออกกำลังกาย แต่ที่บอกไว้ในตอนแรกว่าตอนอายุ 20 กว่า เคยลดน้ำหนักสำเร็จแล้วด้วยการวิ่งครับ วิ่งอยู่เป็นปีแต่ก็เลิกไป แต่ร่างกายได้รับผลที่ตามมาคือ เข่าซ้ายเจ็บ ประกอบกับสังขาร ร่างกายใช้งานมากว่า 40 ปี แล้ว ส่งผลให้วิ่งได้ไม่มากครับ
หาทางออกยังไงดี อ่านเวปต่างๆไปเรื่อยๆ สะดุดที่ การควบคุมน้ำหนัก อยู่ที่การกิน 70 % ออกกำลังกาย 30% เอาวะ! คงเหมือนกับการลดน้ำหนักละมั้ง (คิดเองอีกแล้ว ผู้อ่านควรระวังนะครับ เพราะจะมีความเชื่อของผมเองเรื่อยๆ) มุ่งไปที่เรื่องอาหารเลยครับ
ต้นแบบ คุณจอห์นวินยู ครับ สูตรมาเลยควบคุมแคลลอรี่ ช่วงเช้ากินต้มผัก เย็นกินต้มผัก มื้อละ 100-200 กิโลแคลลอรี่ ในPantip วิจารณ์กันมาก ว่ามันไม่ถูก เป็นวิธีผิดอย่างมาก ทำให้ระบบเผาผลาญอาหารเสีย ............ เอาไงดีฟะ ดูใน youtube และข้อมูลในเวปเรื่องลดความอ้วนเพิ่มอีก ช่วงนั้นอ่านเยอะมาก ทั้งบทความเรื่องอาหาร แล้วก็ประเภทคนอ้วนที่ลดน้ำหนักได้ในเวปต่างๆ และ Pantip นี้ โดยจับประเด็นสรุปเอง(อีกแล้ว) ได้ดังนี้
- เวลากินต้องนับแคลลอรี่ให้ได้ กะไว้ว่าวันละประมาณ 1,000-1,500 กิโลแคลลอรี่
- ในการควบคุมน้ำหนัก อย่างดแป้ง ให้มีแป้งเสมอ ข้าวสวย1 ทับพี จะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่
- งดของทอด ของหวาน เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง
- งดโซเดียม เพราะจะทำให้ตัวบวม
- กินอาหาร คลีน (กำลังนิยมกันเลยทีเดียว)
- ช่างน้ำหนักทุกวัน ตอนตื่นนอน
- กินน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยในการเผาผลาญพลังงาน
- นมจืด พร่องมันเนย กินเข้าไปเถอะ อ้วนยากกกกกก(บังเอิญผมเป็นคนชอบกินนมซะด้วย เข้าทาง)
- ออกกำลังกาย (อันนี้ของตายอยู่แล้ว)
สรุปประเด็นที่ต้องนำมาใช้ได้แล้ว.......................................... ก็เหลือวิธีปฎิบัติละครับ (ทฤษฎีกับปฎิบัติต่างกันเสมอครับ)
ขอเน้นนะครับว่าให้อ่านเยอะๆ เพื่อนำข้อมูลดิบต่างๆมาปรับให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของตัวเอง เพราะหากคิดจะเลือกวิธีที่ไม่เข้ากับการดำเนินชีวิตตัวเอง ผมมองว่าการทำจริงมันจะยาก และทำให้ทำได้ไม่นาน เช่นหากผมตัดสินใจออกกำลังกายฟิตเนส ผมต้องขับรถไปอีก 30 กม เพราะต่างจังหวัดไม่ค่อยมีครับ หรือคุมอาหารโดยกินอาหารคลีน ต้องตื่นมาตั้งแต่กี่โมงละครับ เพื่อมาทำอาหารคลีนไว้กิน งานเยอะจะแย่อยู่แล้ว จะสั่งมากินผมว่ามันแพงไปนะทำใจไม่ได้ (งก ก็อย่างนี้ละครับ)
เรื่องอาหารก่อนเลยครับ อาหารเช้ามื้อพระเอกของปฎิบัติการครั้งนี้ เป็นเมนูที่ผมคิดเอาเองครับ ง่ายๆเลยครับ
ตอนเช้า...... ปลาทูน่ากระป๋อง(ผมซื้อตุนไว้ประมาณลังนึงเห็นจะได้ ตอนโปร ซื้อ 2 แถม 1 ตกกระป๋องละ 33 บาท)

ใส่ชามกระเบื้อง ใส่ ซอสปรุงรส หรือน้ำพริกที่เป็นแบบแห้ง แรกๆของผมไม่ได้ใส่อะไรเลย หลังๆขอมีรสชาดบ้าง ขั้นต่อไปก็ตอกไข่ไก่ลงไป แล้วก็เข้า ไมโครเวฟ ครับ 2-3 นาที ความสุกก็แล้วแต่ชอบ
รูปที่ 4 ด้านล่างขวา คืออาหารเช้าไว้พร้อมกิน ครับ กินก่อนเข้าทำงาน เมนู ก็มีผักสด ต้มผัก อกไก่ย่าง ไข่ ด้านล่างมีข้าวนิดหน่อยนะครับไม่เคยขาด น้ำสลัดญี่ปุ่น มื้อนี้ก็ประมาณ 400-500 กิโลแคลลอรี่ครับ อ้อ..ในส่วนของอกไก่ย่างคือผมจะย่างอาทิตย์ละครั้ง ทีละมากๆ แล้วก็เก็บไว้ในตู้เย็นจะกินเท่าไหร่ก็เอาออกมาเวฟ นะครับ ไม่เสียเวลา บางครั้งจะมีต้มผักเหลือจากการที่หลานลดน้ำหนักด้วยมาไว้กินตอนเช้าครับ
ตอนแรกๆที่เริ่มเมนูไม่มากขนาดนี้นะครับ อย่างที่ผมบอกต้องปรับตัวไปเรื่อยๆ เพราะตอนเริ่มก็มีแค่ ไข่ , ไก่ และผักสด ถามว่ากินเมนูอย่างนี้ทุกวันที่ทำงานหรือเปล่า ตอบเลยว่าใช่ครับ สำหรับผู้ชายเรื่องกินอาหารซ้ำๆไม่น่าจะเป็นปัญหาอยู่แล้วครับ ถ้าเป็นผู้หญิงคงต้องหาแนวของตัวเองนะครับ
หลังจากกินข้าวเช้าแล้ว ก็ตบด้วยกาแฟ ใส่นมจืด พร่องมันเนย ประมาณ 200-250 CC ไม่ใส่น้ำตาลนะครับ จบช่วงเช้า ทำงานได้(นมจืดพร่องมันเนย ผมซื้อแบบกล่อง 2 ลิตร ตุนไว้อีกประมาณ 1 ลังอีกเช่นกันครับ )
.........................................................................
ตอนกลางวัน...... แรกๆของการลดอาหารยังหาทางไม่ได้ ปัจจุบันกลางวัน ก็จะเป็นการแอบนอน 10-15 นาที แล้วค่อยกิน คอนเฟก ผสมมูสเล่ แบบแห้งอย่างนั้นเลยครับ (ส่วนผสม คอนเฟก 3-4 ช้อนโต๊ะ + มูลเล่ 3-4 ช้อนโต๊ะอีกเช่นกัน)

พร้อมกับดื่มนมจืด พร่องมันเนย อีก 200-250 CC ครับ......... ทำงานต่อได้
บ่าย 3 – บ่าย 4 อันนี้ตามสมัยเลยครับ เมล็ดเจีย ที่ผมแช่น้ำไว้แต่เช้า พร้อมกับใส่ ดอกคำฝอย (ที่เป็นแบบพร้อมดื่ม หวานๆอะครับ แต่ใส่ไม่มากนะครับ) บางทีก็มีเม็ดแมงลัก ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายครับ ทำงานต่อถึงเย็น
ตอนเย็น ........ เลิกงานกลับบ้าน ก็กินบ้างไม่กินบ้าง ถ้ากินก็จะเป็นพวกผลไม้เท่าที่มีในบ้านครับ ออกกำลังกายโดยใช้เครื่องวิ่งวงกลม ที่ซื้อมาเมื่อ 8 ปีก่อนเพราะวิ่งไม่ได้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเครื่องดังกล่าวมันปลอมตัวเป็นที่ตากผ้าเช็ดตัวของผมอยู่นาน เลยเอามาใช้บ้าง อาทิตย์ละ 3-4 วัน หลังๆก็ไม่ได้ออกแล้ว (มีเหตุอีกแล้วเดี๋ยวบอกอีกที)

จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าผมไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรมากมายครับ
ทำไปได้ 4-5 วัน

ถ่ายรูปเป็นที่ระทึกไว้ก่อน (นี่ถ้าลดน้ำหนักไม่ได้นี่ ทุเรศตัวเองกันเลยทีเดียว วางแผนซะเยอะเชียว)
กิจกรรมต่างๆยังคงดำเนินต่อไป ลืมให้ข้อมูล วันเสาร์-อาทิตย์ มื้อเช้า จะเป็น ต้มผัก กับ ไก่ย่าง / กลางวัน ก็เหมือนตอนเช้าครับ ส่วนมื้อเย็นกินบ้างไม่กินบ้าง
เทคนิคเพิ่มเติมครับเขาบอกว่าคนลดน้ำหนักบางทีสมองจะต้องการรสหวาน (ความเชื่ออีกแล้ว) ผมเลยมี น้ำอัดลมสีดำ เป็นแบบ Max หรือ Zero ไว้ในตู้เย็น โดยผมจะเขย่าให้ความซ่าของน้ำหมดไปก่อนครับ ไว้จิบเรื่อยๆ เพื่อหลอกสมองครับแก้ความอยากความหวานไปได้ แล้วในแต่ละวันจะต้องมีแป้งในมื้ออาหารด้วยนะครับ เพราะหากไม่มีแล้วจะส่งผลให้มีอาการโหยครับ ถ้าโหยมันก็จะควบคุมไม่ให้กินยากมาก เท่าที่สังเกตุในช่วงก่อนที่ผมจะลดน้ำหนักช่วงไหนผมไม่ค่อยได้กินข้าวมันจะมีอาการโหย มือสั่น กันเลยทีเดียว แต่ในการลดน้ำหนักครั้งนี้ไม่มีวันไหนที่มีอาการโหย มือสั่น หรือ หิวท้องร้องเลยครับ อาจเป็นเพราะแก่แล้ว การเผาผลาญอาหารน้อยลงมากครับ
ท่องไว้เลยครับ
กินคลีน โลแคป นับแคล
การลดน้ำหนัก ก่อนไปเที่ยว ของชายสูงอายุ ..... จะได้สักเท่าไหร่กัน
ผลที่ได้เป็นดังรูปครับ...
สภาพร่าง ในปี 2555 เที่ยวสิงคโปร์ สวนสนุกยูนิเวอร์แซล.... (ในรูปมีเชค 3 ตัว 5 5 5 +
รูปต่อไปเลยครับ...............................
พฤติกรรมยังคงเหมือนเดิม ไปเรื่อยๆจะถ่ายรูปเยอะก็แค่ตอนเที่ยว เที่ยวเสร็จก็จบกันไปทำให้ไม่สำนึก สภาพร่าง ในปี 2556 ตอนไปเที่ยวมาเก๊า ฮ่องกง
สภาพร่างในปี 2557 เดือนพฤษภาคม เที่ยวญี่ปุ่น (เลือกรูปที่เป็นเสื้อตัวเดิม จริงๆชีวิตมีเสื้อแค่ไม่กี่ตัวครับ
ไปปราสาท โอซาก้า เหมือนเดิม เที่ยวกลับมาเห็นรูป ก็ปลอบใจตัวเองว่าไม่เท่าไหร่ ยังคงดำเนินชีวิตต่อไป
จนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2558 เพื่อนๆ สมัย ม.3 นัดเจอกัน เลยไปกินเลี้ยงกันครับ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย
รูปออกมามันได้ใจม๊ากกกกกกกกกกกก...
ใช้เวลา 2 วัน ในการหาข้อมูล พยายามอ่านจะเวปต่างๆเรื่องของการลดความอ้วน แน่นอนสิ่งที่ต้องทำคือออกกำลังกาย แต่ที่บอกไว้ในตอนแรกว่าตอนอายุ 20 กว่า เคยลดน้ำหนักสำเร็จแล้วด้วยการวิ่งครับ วิ่งอยู่เป็นปีแต่ก็เลิกไป แต่ร่างกายได้รับผลที่ตามมาคือ เข่าซ้ายเจ็บ ประกอบกับสังขาร ร่างกายใช้งานมากว่า 40 ปี แล้ว ส่งผลให้วิ่งได้ไม่มากครับ
หาทางออกยังไงดี อ่านเวปต่างๆไปเรื่อยๆ สะดุดที่ การควบคุมน้ำหนัก อยู่ที่การกิน 70 % ออกกำลังกาย 30% เอาวะ! คงเหมือนกับการลดน้ำหนักละมั้ง (คิดเองอีกแล้ว ผู้อ่านควรระวังนะครับ เพราะจะมีความเชื่อของผมเองเรื่อยๆ) มุ่งไปที่เรื่องอาหารเลยครับ
ต้นแบบ คุณจอห์นวินยู ครับ สูตรมาเลยควบคุมแคลลอรี่ ช่วงเช้ากินต้มผัก เย็นกินต้มผัก มื้อละ 100-200 กิโลแคลลอรี่ ในPantip วิจารณ์กันมาก ว่ามันไม่ถูก เป็นวิธีผิดอย่างมาก ทำให้ระบบเผาผลาญอาหารเสีย ............ เอาไงดีฟะ ดูใน youtube และข้อมูลในเวปเรื่องลดความอ้วนเพิ่มอีก ช่วงนั้นอ่านเยอะมาก ทั้งบทความเรื่องอาหาร แล้วก็ประเภทคนอ้วนที่ลดน้ำหนักได้ในเวปต่างๆ และ Pantip นี้ โดยจับประเด็นสรุปเอง(อีกแล้ว) ได้ดังนี้
- เวลากินต้องนับแคลลอรี่ให้ได้ กะไว้ว่าวันละประมาณ 1,000-1,500 กิโลแคลลอรี่
- ในการควบคุมน้ำหนัก อย่างดแป้ง ให้มีแป้งเสมอ ข้าวสวย1 ทับพี จะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่
- งดของทอด ของหวาน เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง
- งดโซเดียม เพราะจะทำให้ตัวบวม
- กินอาหาร คลีน (กำลังนิยมกันเลยทีเดียว)
- ช่างน้ำหนักทุกวัน ตอนตื่นนอน
- กินน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยในการเผาผลาญพลังงาน
- นมจืด พร่องมันเนย กินเข้าไปเถอะ อ้วนยากกกกกก(บังเอิญผมเป็นคนชอบกินนมซะด้วย เข้าทาง)
- ออกกำลังกาย (อันนี้ของตายอยู่แล้ว)
สรุปประเด็นที่ต้องนำมาใช้ได้แล้ว.......................................... ก็เหลือวิธีปฎิบัติละครับ (ทฤษฎีกับปฎิบัติต่างกันเสมอครับ)
ขอเน้นนะครับว่าให้อ่านเยอะๆ เพื่อนำข้อมูลดิบต่างๆมาปรับให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของตัวเอง เพราะหากคิดจะเลือกวิธีที่ไม่เข้ากับการดำเนินชีวิตตัวเอง ผมมองว่าการทำจริงมันจะยาก และทำให้ทำได้ไม่นาน เช่นหากผมตัดสินใจออกกำลังกายฟิตเนส ผมต้องขับรถไปอีก 30 กม เพราะต่างจังหวัดไม่ค่อยมีครับ หรือคุมอาหารโดยกินอาหารคลีน ต้องตื่นมาตั้งแต่กี่โมงละครับ เพื่อมาทำอาหารคลีนไว้กิน งานเยอะจะแย่อยู่แล้ว จะสั่งมากินผมว่ามันแพงไปนะทำใจไม่ได้ (งก ก็อย่างนี้ละครับ)
เรื่องอาหารก่อนเลยครับ อาหารเช้ามื้อพระเอกของปฎิบัติการครั้งนี้ เป็นเมนูที่ผมคิดเอาเองครับ ง่ายๆเลยครับ
ตอนเช้า...... ปลาทูน่ากระป๋อง(ผมซื้อตุนไว้ประมาณลังนึงเห็นจะได้ ตอนโปร ซื้อ 2 แถม 1 ตกกระป๋องละ 33 บาท)
ใส่ชามกระเบื้อง ใส่ ซอสปรุงรส หรือน้ำพริกที่เป็นแบบแห้ง แรกๆของผมไม่ได้ใส่อะไรเลย หลังๆขอมีรสชาดบ้าง ขั้นต่อไปก็ตอกไข่ไก่ลงไป แล้วก็เข้า ไมโครเวฟ ครับ 2-3 นาที ความสุกก็แล้วแต่ชอบ
รูปที่ 4 ด้านล่างขวา คืออาหารเช้าไว้พร้อมกิน ครับ กินก่อนเข้าทำงาน เมนู ก็มีผักสด ต้มผัก อกไก่ย่าง ไข่ ด้านล่างมีข้าวนิดหน่อยนะครับไม่เคยขาด น้ำสลัดญี่ปุ่น มื้อนี้ก็ประมาณ 400-500 กิโลแคลลอรี่ครับ อ้อ..ในส่วนของอกไก่ย่างคือผมจะย่างอาทิตย์ละครั้ง ทีละมากๆ แล้วก็เก็บไว้ในตู้เย็นจะกินเท่าไหร่ก็เอาออกมาเวฟ นะครับ ไม่เสียเวลา บางครั้งจะมีต้มผักเหลือจากการที่หลานลดน้ำหนักด้วยมาไว้กินตอนเช้าครับ
ตอนแรกๆที่เริ่มเมนูไม่มากขนาดนี้นะครับ อย่างที่ผมบอกต้องปรับตัวไปเรื่อยๆ เพราะตอนเริ่มก็มีแค่ ไข่ , ไก่ และผักสด ถามว่ากินเมนูอย่างนี้ทุกวันที่ทำงานหรือเปล่า ตอบเลยว่าใช่ครับ สำหรับผู้ชายเรื่องกินอาหารซ้ำๆไม่น่าจะเป็นปัญหาอยู่แล้วครับ ถ้าเป็นผู้หญิงคงต้องหาแนวของตัวเองนะครับ
หลังจากกินข้าวเช้าแล้ว ก็ตบด้วยกาแฟ ใส่นมจืด พร่องมันเนย ประมาณ 200-250 CC ไม่ใส่น้ำตาลนะครับ จบช่วงเช้า ทำงานได้(นมจืดพร่องมันเนย ผมซื้อแบบกล่อง 2 ลิตร ตุนไว้อีกประมาณ 1 ลังอีกเช่นกันครับ )
.........................................................................
ตอนกลางวัน...... แรกๆของการลดอาหารยังหาทางไม่ได้ ปัจจุบันกลางวัน ก็จะเป็นการแอบนอน 10-15 นาที แล้วค่อยกิน คอนเฟก ผสมมูสเล่ แบบแห้งอย่างนั้นเลยครับ (ส่วนผสม คอนเฟก 3-4 ช้อนโต๊ะ + มูลเล่ 3-4 ช้อนโต๊ะอีกเช่นกัน)
พร้อมกับดื่มนมจืด พร่องมันเนย อีก 200-250 CC ครับ......... ทำงานต่อได้
บ่าย 3 – บ่าย 4 อันนี้ตามสมัยเลยครับ เมล็ดเจีย ที่ผมแช่น้ำไว้แต่เช้า พร้อมกับใส่ ดอกคำฝอย (ที่เป็นแบบพร้อมดื่ม หวานๆอะครับ แต่ใส่ไม่มากนะครับ) บางทีก็มีเม็ดแมงลัก ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายครับ ทำงานต่อถึงเย็น
ตอนเย็น ........ เลิกงานกลับบ้าน ก็กินบ้างไม่กินบ้าง ถ้ากินก็จะเป็นพวกผลไม้เท่าที่มีในบ้านครับ ออกกำลังกายโดยใช้เครื่องวิ่งวงกลม ที่ซื้อมาเมื่อ 8 ปีก่อนเพราะวิ่งไม่ได้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเครื่องดังกล่าวมันปลอมตัวเป็นที่ตากผ้าเช็ดตัวของผมอยู่นาน เลยเอามาใช้บ้าง อาทิตย์ละ 3-4 วัน หลังๆก็ไม่ได้ออกแล้ว (มีเหตุอีกแล้วเดี๋ยวบอกอีกที)
จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าผมไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรมากมายครับ
ทำไปได้ 4-5 วัน
ถ่ายรูปเป็นที่ระทึกไว้ก่อน (นี่ถ้าลดน้ำหนักไม่ได้นี่ ทุเรศตัวเองกันเลยทีเดียว วางแผนซะเยอะเชียว)
กิจกรรมต่างๆยังคงดำเนินต่อไป ลืมให้ข้อมูล วันเสาร์-อาทิตย์ มื้อเช้า จะเป็น ต้มผัก กับ ไก่ย่าง / กลางวัน ก็เหมือนตอนเช้าครับ ส่วนมื้อเย็นกินบ้างไม่กินบ้าง
เทคนิคเพิ่มเติมครับเขาบอกว่าคนลดน้ำหนักบางทีสมองจะต้องการรสหวาน (ความเชื่ออีกแล้ว) ผมเลยมี น้ำอัดลมสีดำ เป็นแบบ Max หรือ Zero ไว้ในตู้เย็น โดยผมจะเขย่าให้ความซ่าของน้ำหมดไปก่อนครับ ไว้จิบเรื่อยๆ เพื่อหลอกสมองครับแก้ความอยากความหวานไปได้ แล้วในแต่ละวันจะต้องมีแป้งในมื้ออาหารด้วยนะครับ เพราะหากไม่มีแล้วจะส่งผลให้มีอาการโหยครับ ถ้าโหยมันก็จะควบคุมไม่ให้กินยากมาก เท่าที่สังเกตุในช่วงก่อนที่ผมจะลดน้ำหนักช่วงไหนผมไม่ค่อยได้กินข้าวมันจะมีอาการโหย มือสั่น กันเลยทีเดียว แต่ในการลดน้ำหนักครั้งนี้ไม่มีวันไหนที่มีอาการโหย มือสั่น หรือ หิวท้องร้องเลยครับ อาจเป็นเพราะแก่แล้ว การเผาผลาญอาหารน้อยลงมากครับ
ท่องไว้เลยครับ กินคลีน โลแคป นับแคล