การลดน้ำหนัก ก่อนไปเที่ยว ของชายสูงอายุ ..... จะได้สักเท่าไหร่กัน

กระทู้สนทนา
เรื่องมีอยู่ว่าตั้งแต่เด็กจนโตเป็นคนอ้วนครับ  ผอมก็คงเป็นช่วง ม.4- จบ ป.ตรี โดยหลังจากจบทำงานได้ประมาณ 5 ปี น้ำหนักก็ขึ้นจากตอนเรียน แต่ผมก็สามารถลดมันลงได้ด้วยการวิ่งครับ (ซึ่งส่งผลในภายหลังเดี๋ยวบอกอีกที) แต่ช่างมันครับ  อันนี้เป็นเรื่องในช่วงที่ทำงานมาแล้วกว่า 20 ปี คือปัจจุบันผมอายุ 42 ปี สูง 170 CM  ซึ่งจากข้อมูลที่เคยได้รับมาคือ คือ แก่แล้วลดน้ำหนักเป็นเรื่องยาก(ความเชื่อส่วนตัวครับ)   ผมทำงานนั่ง Office ปกติ(อยู่ต่างจังหวัดนะครับ) พฤติกรรมย้อนหลังไปประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากแถวที่ทำงานไม่มีร้านขายข้าวเลย ทำให้กิจกรรมการกินอาหารในวันทำงานคือ

ผลที่ได้เป็นดังรูปครับ...


สภาพร่าง ในปี 2555  เที่ยวสิงคโปร์ สวนสนุกยูนิเวอร์แซล.... (ในรูปมีเชค 3 ตัว 5 5 5 +อมยิ้ม20).
รูปต่อไปเลยครับ...............................


พฤติกรรมยังคงเหมือนเดิม ไปเรื่อยๆจะถ่ายรูปเยอะก็แค่ตอนเที่ยว  เที่ยวเสร็จก็จบกันไปทำให้ไม่สำนึก   สภาพร่าง ในปี 2556 ตอนไปเที่ยวมาเก๊า ฮ่องกงอมยิ้ม09


สภาพร่างในปี 2557 เดือนพฤษภาคม  เที่ยวญี่ปุ่น    (เลือกรูปที่เป็นเสื้อตัวเดิม   จริงๆชีวิตมีเสื้อแค่ไม่กี่ตัวครับ อมยิ้ม07 )
ไปปราสาท โอซาก้า เหมือนเดิม เที่ยวกลับมาเห็นรูป ก็ปลอบใจตัวเองว่าไม่เท่าไหร่  ยังคงดำเนินชีวิตต่อไป

จนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2558 เพื่อนๆ สมัย ม.3 นัดเจอกัน เลยไปกินเลี้ยงกันครับ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อยเพี้ยนแช๊ะ

รูปออกมามันได้ใจม๊ากกกกกกกกกกกก...เม่าตกใจ วันนั้นกลับมาขึ้นตาชั่งทันที (เป็นตาชั่งดิจิตอลรุ่นแรกๆ บอกน้ำหนักได้ทีละ 0.5 KG ซื้อตาชั่งนี้ให้แม่มาหลายปี ตัวเองไม่เคยขึ้นตาชั่งเลย) ผลที่ได้ครับ 91.50 KG..... ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก่อนที่ร่างกายจะระเบิดครับ  

ใช้เวลา 2 วัน ในการหาข้อมูล พยายามอ่านจะเวปต่างๆเรื่องของการลดความอ้วน  แน่นอนสิ่งที่ต้องทำคือออกกำลังกาย  แต่ที่บอกไว้ในตอนแรกว่าตอนอายุ 20 กว่า เคยลดน้ำหนักสำเร็จแล้วด้วยการวิ่งครับ วิ่งอยู่เป็นปีแต่ก็เลิกไป แต่ร่างกายได้รับผลที่ตามมาคือ เข่าซ้ายเจ็บ ประกอบกับสังขาร ร่างกายใช้งานมากว่า 40 ปี แล้ว ส่งผลให้วิ่งได้ไม่มากครับ  

หาทางออกยังไงดี อ่านเวปต่างๆไปเรื่อยๆ สะดุดที่  การควบคุมน้ำหนัก อยู่ที่การกิน 70 % ออกกำลังกาย 30%  เอาวะ!  คงเหมือนกับการลดน้ำหนักละมั้ง (คิดเองอีกแล้ว ผู้อ่านควรระวังนะครับ เพราะจะมีความเชื่อของผมเองเรื่อยๆ) มุ่งไปที่เรื่องอาหารเลยครับ
ต้นแบบ คุณจอห์นวินยู ครับ สูตรมาเลยควบคุมแคลลอรี่ ช่วงเช้ากินต้มผัก  เย็นกินต้มผัก  มื้อละ 100-200 กิโลแคลลอรี่ ในPantip วิจารณ์กันมาก ว่ามันไม่ถูก เป็นวิธีผิดอย่างมาก ทำให้ระบบเผาผลาญอาหารเสีย ............   เอาไงดีฟะ ดูใน youtube และข้อมูลในเวปเรื่องลดความอ้วนเพิ่มอีก ช่วงนั้นอ่านเยอะมาก ทั้งบทความเรื่องอาหาร แล้วก็ประเภทคนอ้วนที่ลดน้ำหนักได้ในเวปต่างๆ และ Pantip นี้   โดยจับประเด็นสรุปเอง(อีกแล้ว) ได้ดังนี้
-  เวลากินต้องนับแคลลอรี่ให้ได้ กะไว้ว่าวันละประมาณ 1,000-1,500 กิโลแคลลอรี่
- ในการควบคุมน้ำหนัก อย่างดแป้ง ให้มีแป้งเสมอ  ข้าวสวย1 ทับพี จะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่
- งดของทอด ของหวาน   เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง
- งดโซเดียม เพราะจะทำให้ตัวบวม
- กินอาหาร คลีน  (กำลังนิยมกันเลยทีเดียว)
- ช่างน้ำหนักทุกวัน ตอนตื่นนอน
- กินน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยในการเผาผลาญพลังงาน
- นมจืด พร่องมันเนย  กินเข้าไปเถอะ อ้วนยากกกกกก(บังเอิญผมเป็นคนชอบกินนมซะด้วย เข้าทาง)  
- ออกกำลังกาย (อันนี้ของตายอยู่แล้ว)
สรุปประเด็นที่ต้องนำมาใช้ได้แล้ว..........................................  ก็เหลือวิธีปฎิบัติละครับ  (ทฤษฎีกับปฎิบัติต่างกันเสมอครับ)
      ขอเน้นนะครับว่าให้อ่านเยอะๆ เพื่อนำข้อมูลดิบต่างๆมาปรับให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของตัวเอง เพราะหากคิดจะเลือกวิธีที่ไม่เข้ากับการดำเนินชีวิตตัวเอง ผมมองว่าการทำจริงมันจะยาก และทำให้ทำได้ไม่นาน เช่นหากผมตัดสินใจออกกำลังกายฟิตเนส ผมต้องขับรถไปอีก 30 กม เพราะต่างจังหวัดไม่ค่อยมีครับ  หรือคุมอาหารโดยกินอาหารคลีน ต้องตื่นมาตั้งแต่กี่โมงละครับ เพื่อมาทำอาหารคลีนไว้กิน งานเยอะจะแย่อยู่แล้ว จะสั่งมากินผมว่ามันแพงไปนะทำใจไม่ได้ (งก ก็อย่างนี้ละครับ)
เรื่องอาหารก่อนเลยครับ  อาหารเช้ามื้อพระเอกของปฎิบัติการครั้งนี้  เป็นเมนูที่ผมคิดเอาเองครับ ง่ายๆเลยครับ  

ตอนเช้า...... ปลาทูน่ากระป๋อง(ผมซื้อตุนไว้ประมาณลังนึงเห็นจะได้ ตอนโปร ซื้อ 2 แถม 1 ตกกระป๋องละ 33 บาท)


ใส่ชามกระเบื้อง ใส่ ซอสปรุงรส หรือน้ำพริกที่เป็นแบบแห้ง แรกๆของผมไม่ได้ใส่อะไรเลย หลังๆขอมีรสชาดบ้าง  ขั้นต่อไปก็ตอกไข่ไก่ลงไป  แล้วก็เข้า ไมโครเวฟ ครับ 2-3 นาที ความสุกก็แล้วแต่ชอบ

รูปที่ 4 ด้านล่างขวา คืออาหารเช้าไว้พร้อมกิน ครับ กินก่อนเข้าทำงาน  เมนู ก็มีผักสด  ต้มผัก อกไก่ย่าง ไข่ ด้านล่างมีข้าวนิดหน่อยนะครับไม่เคยขาด น้ำสลัดญี่ปุ่น มื้อนี้ก็ประมาณ 400-500 กิโลแคลลอรี่ครับ  อ้อ..ในส่วนของอกไก่ย่างคือผมจะย่างอาทิตย์ละครั้ง ทีละมากๆ แล้วก็เก็บไว้ในตู้เย็นจะกินเท่าไหร่ก็เอาออกมาเวฟ นะครับ ไม่เสียเวลา  บางครั้งจะมีต้มผักเหลือจากการที่หลานลดน้ำหนักด้วยมาไว้กินตอนเช้าครับ

   ตอนแรกๆที่เริ่มเมนูไม่มากขนาดนี้นะครับ  อย่างที่ผมบอกต้องปรับตัวไปเรื่อยๆ เพราะตอนเริ่มก็มีแค่ ไข่ ,  ไก่ และผักสด ถามว่ากินเมนูอย่างนี้ทุกวันที่ทำงานหรือเปล่า ตอบเลยว่าใช่ครับ สำหรับผู้ชายเรื่องกินอาหารซ้ำๆไม่น่าจะเป็นปัญหาอยู่แล้วครับ ถ้าเป็นผู้หญิงคงต้องหาแนวของตัวเองนะครับ  
หลังจากกินข้าวเช้าแล้ว ก็ตบด้วยกาแฟ ใส่นมจืด พร่องมันเนย ประมาณ 200-250 CC ไม่ใส่น้ำตาลนะครับ จบช่วงเช้า ทำงานได้(นมจืดพร่องมันเนย ผมซื้อแบบกล่อง 2 ลิตร ตุนไว้อีกประมาณ 1 ลังอีกเช่นกันครับ )
.........................................................................
ตอนกลางวัน......  แรกๆของการลดอาหารยังหาทางไม่ได้ ปัจจุบันกลางวัน ก็จะเป็นการแอบนอน 10-15 นาที   แล้วค่อยกิน คอนเฟก ผสมมูสเล่ แบบแห้งอย่างนั้นเลยครับ (ส่วนผสม คอนเฟก 3-4 ช้อนโต๊ะ + มูลเล่ 3-4 ช้อนโต๊ะอีกเช่นกัน)

พร้อมกับดื่มนมจืด พร่องมันเนย อีก 200-250 CC ครับ......... ทำงานต่อได้
บ่าย 3 – บ่าย 4  อันนี้ตามสมัยเลยครับ เมล็ดเจีย ที่ผมแช่น้ำไว้แต่เช้า พร้อมกับใส่ ดอกคำฝอย (ที่เป็นแบบพร้อมดื่ม หวานๆอะครับ แต่ใส่ไม่มากนะครับ)  บางทีก็มีเม็ดแมงลัก ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายครับ ทำงานต่อถึงเย็น

ตอนเย็น ........ เลิกงานกลับบ้าน  ก็กินบ้างไม่กินบ้าง ถ้ากินก็จะเป็นพวกผลไม้เท่าที่มีในบ้านครับ  ออกกำลังกายโดยใช้เครื่องวิ่งวงกลม ที่ซื้อมาเมื่อ 8 ปีก่อนเพราะวิ่งไม่ได้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเครื่องดังกล่าวมันปลอมตัวเป็นที่ตากผ้าเช็ดตัวของผมอยู่นาน เลยเอามาใช้บ้าง อาทิตย์ละ 3-4 วัน หลังๆก็ไม่ได้ออกแล้ว (มีเหตุอีกแล้วเดี๋ยวบอกอีกที)

จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าผมไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรมากมายครับ

ทำไปได้ 4-5 วัน

ถ่ายรูปเป็นที่ระทึกไว้ก่อน (นี่ถ้าลดน้ำหนักไม่ได้นี่ ทุเรศตัวเองกันเลยทีเดียว วางแผนซะเยอะเชียว)
กิจกรรมต่างๆยังคงดำเนินต่อไป   ลืมให้ข้อมูล วันเสาร์-อาทิตย์ มื้อเช้า จะเป็น ต้มผัก กับ ไก่ย่าง  /  กลางวัน ก็เหมือนตอนเช้าครับ  ส่วนมื้อเย็นกินบ้างไม่กินบ้าง
เทคนิคเพิ่มเติมครับเขาบอกว่าคนลดน้ำหนักบางทีสมองจะต้องการรสหวาน (ความเชื่ออีกแล้ว) ผมเลยมี น้ำอัดลมสีดำ เป็นแบบ Max  หรือ Zero ไว้ในตู้เย็น โดยผมจะเขย่าให้ความซ่าของน้ำหมดไปก่อนครับ ไว้จิบเรื่อยๆ เพื่อหลอกสมองครับแก้ความอยากความหวานไปได้    แล้วในแต่ละวันจะต้องมีแป้งในมื้ออาหารด้วยนะครับ เพราะหากไม่มีแล้วจะส่งผลให้มีอาการโหยครับ ถ้าโหยมันก็จะควบคุมไม่ให้กินยากมาก  เท่าที่สังเกตุในช่วงก่อนที่ผมจะลดน้ำหนักช่วงไหนผมไม่ค่อยได้กินข้าวมันจะมีอาการโหย มือสั่น กันเลยทีเดียว  แต่ในการลดน้ำหนักครั้งนี้ไม่มีวันไหนที่มีอาการโหย มือสั่น หรือ หิวท้องร้องเลยครับ  อาจเป็นเพราะแก่แล้ว การเผาผลาญอาหารน้อยลงมากครับ    

ท่องไว้เลยครับ กินคลีน โลแคป นับแคล เพี้ยนไฟลุก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่