ก่อนอื่นก็ขอสวัสดีทุกคนนะคะ พอดีพึ่งมาตั้งกระทู้แรก ถ้าแท็กห้องผิดก็ขออภัยด้วย
วันนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์การทำงานครั้งแรกของเราให้ฟังค่ะ
ขอเกริ่นก่อนสั้นๆ ละกัน เราเรียนจบมาก็เป็น"นีท"ประมาณ 1 ปี ค่ะเกาะแฟนกิน (ช่วงหนีโลกค่ะ - -*)
ตอนแรกแฟนเราทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง แถวๆ รามอินทรา แต่เนื่องจากทนความเอาแต่ใจและการที่ต้องทำงานแบบไม่มีวันหยุด ไม่มีทั้งสวัสดิการ ประกันสังคมและโบนัสไม่ไหว แฟนเราเลยขอลาออกค่ะ (ความจริงมันมากกว่านั้น แต่ขี้เกียจเล่าค่ะ มันจะยาวเอา เอาหลักๆ ดีกว่า)
จากนั้นพอเราลาออกแล้ว ก็ไปอาศัยที่บ้านแฟนสักระยะ
แต่แล้วพ่อของแฟนดันรู้จักกับเจ้าของบริษัท บริษัทหนึ่งอยู่แถวๆ พระราม 2 ค่ะ พ่อเขาเลยกะเอาพวกเราไปฝากทำงานไว้ที่นั่น(ตอนนี้เขาก็รับสมัครคนอยู่นะคะ

)
คือตอนแรกที่ไป เรากะไปฟังเฉยๆ ค่ะว่าเป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร แล้วเข้าจะให้เราทำงานในตำแหน่งอะไร
เขาถามพวกเราว่า
"เรียนจบอะไรกันมา? เคยทำอะไรมาก่อน?" (คือเขาจะพูดเพราะมากค่ะ แล้วจะใช้คำพูดที่ค่อนข้างสวยหรูมาก)
เราตอบไปว่า "พึ่งจบค่ะ คณะสื่อสาร" แต่แฟนเราดันพลาดไปนิดหน่อยบอกเขาไปว่า "เรียนจบการตลาด แต่เคยทำเกี่ยวกับบัญชี ติดต่อลูกค้า พวกช่าง" (งานเก่าบริษัทเดิมไม่ค่อยมีคนค่ะ เพราะเขาก็ทนเจ้านายไม่ไหว แฟนเราเลยได้ทำหลายตำแหน่งแต่เงินเดือนเท่าเดิมเลยทนไม่ได้แล้ว)
จากนั้นเขาก็เริ่มเกริ่นบรรยายสรพพคุณตัวเองค่ะ ตั้งแต่เรียนจบโรงเรียนวัด เลี้ยงควาย ยันลูกน้องเขาเก็บเงินซื้อรถ (คือเราก็ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับงาน)
จากนั้นเขาก็บอกว่าจะให้เราทำตำแหน่ง"ประชาสัมพันธ์ ให้อยู่ในห้องแอร์คอยพูดเชิญชวนและประชาสัมพันธ์งาน"
ส่วนแฟนเราเขาบอกว่าจะให้ทำตำแหน่ง"เอนเตอร์เทรนลูกค้าค่ะ คอยชักชวนลูกค้า"
(คือบริษัทถ้าให้พูดก็ขายของดีๆ นี่แหละค่ะ แต่มันจะค่อนข้างอ้อมนิดหน่อย ใครอยากรู้ให้เซิทกูเกิ้ลว่า Amagi Brilliant Park 5555+)
พอเขาพูดอะไรจบหมด เขาก็หยิบใบสมัครมาให้พวกเรากรอกค่ะ พร้อมกับคำถามที่ว่า
"สะดวกเริ่มงานได้วันไหนครับ?"
(คือ...กะว่าฟังเฉยๆ ...) แต่แฟนดันบอกไปว่า "วันจันทร์ครับ"
ทำให้พวกเราต้องย้ายข้าวย้ายของมาวันอาทิตย์มาอยู่ที่หอพักพนักงาน ซึ่งเขาให้อยู่ฟรีค่ะ
เป็นห้องแถวยาวๆ ประมาณ 7-8 ห้องเรียงกัน หันหน้าเข้าหากันมีทางเดินตรงกลางอ่าค่ะ
ซึ่งเขาบอกว่า ไม่ต้องเตรียมอะไรมาเยอะ แค่เสื้อผ้ากับหมอนก็พอแล้ว เรามีเตียงมีพัดลมให้ ก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรไปมาก เอาแค่เสื้อผ้ากับหมอนไปนั่นล่ะ
ครั้งแรกที่มาถึง หมาเห่าดังสนั่น และคนงานก็ออกมามุงดูกันเต็ม
แล้วแบบคนงานแต่ละคน ขอโทษนะคะ คือน่ากลัวอ่ะ ไม่ได้ว่านะคือหน้าตาพวกเขาน่ากลัวมาก(พวกเขาเป็นคนอีสานซะส่วนใหญ่) พานทำให้คิดว่าวันไหนมันไม่พอใจพวกกูแล้วมันจะหยิบมีดมาแทงไหมว้า?
พอเข้าไปในห้องเท่านั้นแหละ...เป็นห้องว่างกว้างๆ โง่ๆ ห้องหนึ่ง มีพัดลมเพดานหนึ่งตัว และด้านหลังเป็นห้องน้ำที่ประตูไม่สามารถปิดให้สนิทได้...
และที่สำคัญคือ...ไม่มีไวไฟ!!
คือเราแทบทนไม่ได้เลยค่ะ อันดับแรกต้องไปซื้อฟูกปูนอนที่บิ๊กซีมาอีก แถมยังต้องให้นีทอย่างเรามาอยู่ในที่ไม่มีเน็ต เราแทบจะกรี๊ดดดดด น้ำตาจะไหล...แต่ยังดีที่มี 3G ยื้อชีวิต
แต่แล้ววันคืนก็ผ่านไป การทำงานในเดือนแรกนั้นเป็นการทำงานที่ชิลมากค่ะ
ชิลจนคิดว่าอยากจะทำแบบนี้ตลอดไปเลยด้วยซ้ำ
เป็นงานเอกสารค่ะ (ซึ่งพี่ที่เป็นหัวหน้าขอเรียกว่าพี่ ม. ละกัน เขาจัดงานให้ก่อนเพราะงานจริงๆ จะเริ่มเดือนถัดไปค่ะ) งานปั้มเอกสาร เย็บเอกสาร ปุเอกสาร ตัด ฉีก ปะ บลาๆๆ ที่เกี่ยวกับเอกสารทั้งหมด เขาบอกว่า "ทำไปก่อนจะได้ไม่ว่าง"
2-3 วันแรกนี่ปวดแขนมาก หลังๆ เริ่มชินค่ะ เพราะเรานั่งเล่นเฟสไป เล่นเกมมือถือไป ดูยูปทูปไป แต่ขอแค่มือทำงานก็โอเคละค่ะ
เราทำแบบนี้กันทุกวันค่ะ ตั้งแต่จันทร์ - เสาร์ เข้างาน 8 โมงเช้า - 5 โมงเย็น (ก็ถือว่าเป็นงานที่โอเคเลยค่ะ)
แต่ที่เราไม่โอเคอยู่อย่างนึงเลยก็คือ
"เราพึ่งรู้ค่ะว่า งานของเราเป็นงานที่ต้องออกต่างจังหวัด ออกต่างจังหวัดแบบจะไม่ได้กลับมาที่ กทม. อีกเลย!! เรารับไม่ได้มาก แต่แฟนเราบอกว่าลองทำๆ ไปก่อนถ้าไม่โอเคค่อยออก เราก็เลยยอม คือเราออกได้นะต่างจังหวัด แต่ตอนสมัครงานเขาไม่ได้บอกกับเราเลย!?"
แต่แล้ว "งานของจริง"ของเรา มันก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ 1 เดือนแรกผ่านไป
ทีมงานของเราก็ได้ไปจัดงานอีเว้นท์กันค่ะ เราทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์งาน ส่วนแฟนเราได้ไปทำหน้าที่เก็บคูปองค่ะ เนื่องด้วยเหตุผลเพราะว่าคนไม่พอ
เวลาเข้างานอยู่ที่ 4 โมงเย็นค่ะ เลิกประมาณ 3-4 ทุ่ม แล้วแต่วันไหนลูกค้าเยอะหรือน้อย ทำทุกวันไม่มีวันหยุด....(แต่เขาก็เลี้ยงข้าวเย็นนะคะ)
ซึ่งเราเริ่มโอเคกับงานแล้วค่ะ เริ่มชินกับอะไรหลายๆ อย่าง ทำงานกับแฟนก็สบายใจดี แถมการทำงานก็ชิลๆ ด้วยค่ะ คนที่ร่วมงานด้วยกันก็มีคุยกันบ้างแต่พอดี แต่เราก็เป็นนีทมาก่อนไม่ค่อยอะไรกับใครมากสักเท่าไหร่
แต่แล้ววันหนึ่งมันก็เริ่มไม่โอเคขึ้นมา เมื่อหัวหน้าทีมงาน (ขอเรียกว่านาย อ. ละกัน) เมื่อนาย อ. เข้ามาพูดกับเราค่ะว่า
"นี่รู้ไหมว่า เราน่ะได้เงินเดือนนะ คนอื่นน่ะได้รายวัน"
เราก็บอก "อ่าวเหรอ พึ่งรู้ว่าคนอื่นได้รายวัน"
อ. : "พวกเราแตกต่างจากเขา เราเป็นพวกที่สูงกว่าพวกเขา ถ้าให้เรียกพวกกรรมกรเพราะพวกเราทำงานสบายกว่าเขาเรียนจบสูงกว่าเขา แต่เราอย่าไปทำเหมือนกับว่าเราอยู่เหนือเขานะ ไม่งั้นเขาจะไม่พอใจ เวลาจะให้เขาช่วยอะไรก็พูดดีๆกับเขาคอยช่วยเหลือเขา เขาจะได้คิดว่าเราเป็นคนที่จริงจังกับงานแล้วเขาจะได้เชื่อฟังเรา เพราะพวกเขาไม่ค่อยมีสมองเท่าไหร่หรอก คิดเรื่องละเอียดอ่อนไม่ค่อยเป็น" (อาจจะไม่ค่อยเป๊ะ แต่จับใจความได้ประมาณนี้แหละ -..-)
คือตอนแรกเราก็ทำหูทวนลมไปนะ ก็คิดว่า อ. มันบ่นอะไร พูดอะไรก็อย่าไปฟังมันเยอะ ถึงมันอยากให้ทำยังไง ถ้าเราไม่อยากทำเราก็จะไม่ทำ เราก็ทำตัวปกติเหมือนเดิมเหมือนทุกๆ วัน
แล้วมันก็มาพูดกับเราอีก แต่คราวนี้มันเปลี่ยนเรื่องค่ะ ประมาณว่า
"อยากให้พวกเรา (เรากับแฟนเรา) คุยกับคนอื่นเยอะขึ้น (คือเราก็คุยปกตินะ ใครถามอะไรก็ตอบ ใครชวนคุยก็คุย แค่ไม่ชอบเป็นคนเปิดประเด็นเรื่องคุยแค่นั้นเอง) เวลามาทำงานก็อยากให้มาทำงานพร้อมกัน เลิกงานก็กลับพร้อมกัน (ปกติเรากับแฟนเราจะออกมากันก่อนเพราะต้องไปทานข้าวด้วย แต่ก็กลับด้วยตลอด)"
จนพวกเราก็เริ่มสงสัยว่า อะไรนักหนา? จะให้ตื่นมาเจอหน้ากันยันนอนเลยรึไง?
แต่พวกเราก็ยังทำตัวปกติต่อไป ไม่สนใจ เมินซะ (แต่ก็คุยเล่นอะไรกันปกตินะ) แค่ทำตัวแบบเดิมเป็นยังไงก็เป็นอย่างงั้น
จนกระทั้งจบอีเว้นท์ซะทีค่ะ พอจบอีกเว้นท์ เราต้องกลับไปเข้าออฟฟิศ 8 โมงเช้า จันทร์-เสาร์ เหมือนเดิม
ไม่มีการพักใดๆ ทั้งสิ้นหลังจบอีเว้นท์เราเข้าออฟฟิศทำงานเอกสารเหมือนเดิม...
แต่แฟนเราต้องไปกับพวกช่างช่วยรื้อถอน!!? วันแรกค่ะรื้อตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยันตี 3

วันที่ 2 เข้าเที่ยงวันก็ยันตี 2 อีก ขนาดพี่ ม. ในออฟฟิศยังพูดว่า
"น่าสงสาร ทำไมให้น้องเขาไปทำแบบนั้น ทำเหมือนเขาไม่มีวุฒิ"
วันต่อมาก็ยังเหมือนเดิมค่ะ ไปช่วยเขาตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยันเที่ยงคืนอีก
ในขณะที่ นาย อ. นั่งเล่นเกมไอแพด (ซึ่งเขาชอบพูดคำพูดติดปากว่า "ทีมเดียวกัน มีอะไรช่วยเหลือกันดิ") ซึ่งบอกเลยว่าเขาก็ได้โอทีเท่าแฟนเรา แถมเงินเดือนมากกว่าเรา แค่เขามาฝึกงานก่อน 3 เดือน
จนแฟนเราบอกแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ซึ่งเราก็สงสารนะคะ เราเห็นใจเรานอนหลับๆ ตื่นๆ รอกินข้าวพร้อมแฟนทุกวัน จนเราบอกว่า
"เราจะลาออก จบเดือนหน้า"
วันต่อมา แฟนเราก็ไปคุยกับนาย อ. ตามลำพัง บอกไปว่า เราจะลาออก (เราคุยกันก่อนแล้วว่าจะลองแกล้งพูดดูค่ะ)
แล้วนาย อ. ก็พูดประมาณว่า
"อย่าไปตามแฟน ถ้ายังอยากทำงานที่นี่ เลิกกันเลยก็ได้นิ"
(แฟนเราบอกว่าฟังแล้วแบบขึ้นเลย ไม่พูดไม่จาเดินหนี

แฟนเรามาเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ)
เราฟังแล้วก็แบบนะ เพราะเรากับแฟนเข้าใจกันดีค่ะ ใครอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้กีดกันอะไรขนาดนั้น
แล้วเขาเป็นใคร มาพูดแบบนี้รู้จักพวกเราแค่ไม่ถึง 3 เดือน แต่เรากับแฟนเรารู้จักกันมาเกือบ 5 ปี ฟังแล้วก็นะ นานาจิตตัง...
ส่วนเรายิ่งแล้วใหญ่ค่ะ เรานั่งอยู่ในออฟฟิศ คือบริษัทนี้เข้าก็รับสมัครพนักงานอยู่ไงคะ (เงินเดือนเราแค่ 12000 ค่ะ เผื่อใครอยากทำงาน ถถถถถ)
แล้วเวลามีใครมาสมัครงาน พี่ ม. เขาก็จะพูดดักไว้เลยว่า
"เป็นงานออกต่างจังหวัดนะคะ" พอทุกคนที่มาสมัครได้ยิน ก็เซย์บายกันเป็นแถบ
แล้วเราก็ได้ยินพี่ ม. คุยกับหัวหน้าที่เรามาสมัครงานด้วยค่ะ ซึ่งหัวหน้าเขาก็พูดว่า
"คุณอย่าไปบอกเขาสิว่างานต้องออกต่างจังหวัด บอกเขาว่าให้ลองมาทำดูก่อน ลองเข้ามาทำดูก่อน" (คือกรูก็โดนแบบนี้ใช่ไหม?)
แต่ พี่ ม. เขาก็เถียงอะไรไม่ได้ ได้แต่มาบ่นหลังๆ ว่า พอเขารู้ทีหลังว่าไป ตจว. เขาก็ไม่เอาอยู่ดี สู้บอกๆ ไปเลยดีกว่า (ก็ถูกของเขานะ)
และแล้วหลังจากจบอีเว้นท์ก็ผ่านมาประมาณครึ่งเดือนค่ะ
แฟนเราสภาพโทรมมาก สภาพเหมือนโจรใต้ไปทุกวัน

แต่แล้วเขาก็ได้มาทำงานที่ออฟฟิศซะทีค่ะ แต่ก็ไม่พ้นช่างอยู่ดี...ส่วนเรานั้นก็เกือบต้องไปเช็ดล้างทำความสะอาดเครื่องยนต์ ???? (คือ...เกี่ยวอะไรกับประชาสัมพันธ์????) แต่ พี่ ม. เขาบอกว่าน่าเกลียดใช้เด็กทำ เลยไม่ให้ทำเลยทำเอกสารต่อ...
และแล้วก็มาถึงกลางเดือนค่ะ (คืออีเว้นท์จบไปตั้งแต่ ต้นเดือนแล้ว) กลางเดือนต่อมาเป็นวันเกิดเราค่ะ
เรากับแฟนก็เลยไปฉลองวันเกิดกัน 2 คน กลับมาก็ประมาณ 2 ทุ่มค่ะ แล้วก็เจอพี่ๆ ทีมงานแหละ เขานั่งกินเหล้ากันอยู่หน้าหอ (รวมนาย อ. ด้วย)
พอเรากลับมากันเสร็จก็เข้าห้องกันปกติ เขาก็ชวนนะคะ แต่พอดีเราอิ่มกันแล้วไงพึ่งไปกินมา
กลับห้องก็ซักผ้า แล้วเราก็เอาขยะไปทิ้งกันค่ะ แต่พี่เขาที่กินเหล้าเขาก็ดันชวนคุย
แล้วเขาก็พูดว่า
"ทำไมพวกไม่มากินเหล้าด้วยกันเลยวะ ถ้ากลับเข้าห้องนะ กูจะล็อกประตูแล้วเผาให้ตายกับเมียกันสองคนเลยดีไหม?"
คือแบบฟังแล้วขึ้นเลยค่ะ ไม่รู้ว่าเขาเจตนารึป่าว? หรือแค่เมา ถ้าเมาแล้วพูดงี้นี่วันไหนเกิดเมาแล้วทำจริงใครจะรับผิดชอบ?
หรือถ้าล้อเล่น คือ เรื่องตายนี่มันใช่เรื่องที่ควรเอามาล้อเล่นกันหรอคะ? ทั้งที่พวกเราก็ไม่ได้สนิทอะไรกันมากเลยนะ
ส่วนนาย อ. นี่เป็นหัวหน้า ก็ยิ้มได้อย่างเดียว (มีหน้ายิ้ม?)
พวกเราไม่พูดอะไรต่อค่ะ คิดว่าจบกันแค่นี้ ช่วยตัดสินใจอะไรได้เยอะค่ะ
จากเดิมที่จะลาออกสิ้นเดือนหน้า เรากับแฟนตัดสินใจลาออกกลางเดือนนี้เลยค้า
ถึงอยู่ต่อไป แต่สภาพจิตใจจะให้คุยเล่นกันแบบเดิมมันทำไม่ได้แล้วล่ะ
เงินเดือนออกวันที่ 1 และ 15 ของทุกเดือนค่ะ แต่ OT จากเดือนที่แล้วยังไม่ได้เลยค้าา และไม่คิดว่าเจ้านายเข้าจะโอนให้ด้วยซ้ำ
เดือนที่แล้วทั้งเดือนไม่มีวันหยุด แถมแฟนเราก็ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้ายันตี 3 แต่ไม่มีค่า OT สักกะบาท
ที่ไม่คิดว่าเขาจะโอนให้ เพราะมีพนักงานคนหนึ่งค่ะ เขามาทำงานหลังเราไม่กี่วัน แต่พออีกเดือนเขามาทำงานได้ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วต้องเข้าโรงพยาบาล แต่หัวหน้าดันพูดกับพี่ ม. ว่า
"จะยื่นให้เขาออก ประกันสังคมให้เขาไปจ่ายเอง แต่พี่ ม. บอกว่าเขาค้างค่ามาทำงาน 1 อาทิตย์ แต่หัวหน้าไม่ยอมจ่ายให้ค้า เราก็เลยเลิกคิดไปได้เลยว่าค่า OT เขาจะโอนย้อนหลังกลับมาให้ เหอะๆๆ"
ขอจบแต่เพียงเท่านี้ละกันค่ะ ใครที่จะสมัครงานอะไรก็....
ระวังไว้หน่อยนะคะ บางคนพูดจาดีตอนมาสมัคร ดีอย่างงู้น อย่างงี้ แต่ความจริงแล้วก็นรกดีๆ นั่นแหละค่ะ
เราอาจจะไม่เคยทำงานมาก่อนก็จริงนะคะ แต่งานพาทไทม์เราก็เคยทำนะ สังคมเราก็ผ่านมาเยอะนะ
แต่ไม่คิดว่าจะเจอะคนที่ "เยอะ" ขนาดนี้...
แชร์ประสบการณ์ การทำงานครั้งแรกของนีท...ในบริษัทนรก?
วันนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์การทำงานครั้งแรกของเราให้ฟังค่ะ
ขอเกริ่นก่อนสั้นๆ ละกัน เราเรียนจบมาก็เป็น"นีท"ประมาณ 1 ปี ค่ะเกาะแฟนกิน (ช่วงหนีโลกค่ะ - -*)
ตอนแรกแฟนเราทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง แถวๆ รามอินทรา แต่เนื่องจากทนความเอาแต่ใจและการที่ต้องทำงานแบบไม่มีวันหยุด ไม่มีทั้งสวัสดิการ ประกันสังคมและโบนัสไม่ไหว แฟนเราเลยขอลาออกค่ะ (ความจริงมันมากกว่านั้น แต่ขี้เกียจเล่าค่ะ มันจะยาวเอา เอาหลักๆ ดีกว่า)
จากนั้นพอเราลาออกแล้ว ก็ไปอาศัยที่บ้านแฟนสักระยะ
แต่แล้วพ่อของแฟนดันรู้จักกับเจ้าของบริษัท บริษัทหนึ่งอยู่แถวๆ พระราม 2 ค่ะ พ่อเขาเลยกะเอาพวกเราไปฝากทำงานไว้ที่นั่น(ตอนนี้เขาก็รับสมัครคนอยู่นะคะ
คือตอนแรกที่ไป เรากะไปฟังเฉยๆ ค่ะว่าเป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร แล้วเข้าจะให้เราทำงานในตำแหน่งอะไร
เขาถามพวกเราว่า
"เรียนจบอะไรกันมา? เคยทำอะไรมาก่อน?" (คือเขาจะพูดเพราะมากค่ะ แล้วจะใช้คำพูดที่ค่อนข้างสวยหรูมาก)
เราตอบไปว่า "พึ่งจบค่ะ คณะสื่อสาร" แต่แฟนเราดันพลาดไปนิดหน่อยบอกเขาไปว่า "เรียนจบการตลาด แต่เคยทำเกี่ยวกับบัญชี ติดต่อลูกค้า พวกช่าง" (งานเก่าบริษัทเดิมไม่ค่อยมีคนค่ะ เพราะเขาก็ทนเจ้านายไม่ไหว แฟนเราเลยได้ทำหลายตำแหน่งแต่เงินเดือนเท่าเดิมเลยทนไม่ได้แล้ว)
จากนั้นเขาก็เริ่มเกริ่นบรรยายสรพพคุณตัวเองค่ะ ตั้งแต่เรียนจบโรงเรียนวัด เลี้ยงควาย ยันลูกน้องเขาเก็บเงินซื้อรถ (คือเราก็ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับงาน)
จากนั้นเขาก็บอกว่าจะให้เราทำตำแหน่ง"ประชาสัมพันธ์ ให้อยู่ในห้องแอร์คอยพูดเชิญชวนและประชาสัมพันธ์งาน"
ส่วนแฟนเราเขาบอกว่าจะให้ทำตำแหน่ง"เอนเตอร์เทรนลูกค้าค่ะ คอยชักชวนลูกค้า"
(คือบริษัทถ้าให้พูดก็ขายของดีๆ นี่แหละค่ะ แต่มันจะค่อนข้างอ้อมนิดหน่อย ใครอยากรู้ให้เซิทกูเกิ้ลว่า Amagi Brilliant Park 5555+)
พอเขาพูดอะไรจบหมด เขาก็หยิบใบสมัครมาให้พวกเรากรอกค่ะ พร้อมกับคำถามที่ว่า
"สะดวกเริ่มงานได้วันไหนครับ?"
(คือ...กะว่าฟังเฉยๆ ...) แต่แฟนดันบอกไปว่า "วันจันทร์ครับ"
ทำให้พวกเราต้องย้ายข้าวย้ายของมาวันอาทิตย์มาอยู่ที่หอพักพนักงาน ซึ่งเขาให้อยู่ฟรีค่ะ
เป็นห้องแถวยาวๆ ประมาณ 7-8 ห้องเรียงกัน หันหน้าเข้าหากันมีทางเดินตรงกลางอ่าค่ะ
ซึ่งเขาบอกว่า ไม่ต้องเตรียมอะไรมาเยอะ แค่เสื้อผ้ากับหมอนก็พอแล้ว เรามีเตียงมีพัดลมให้ ก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรไปมาก เอาแค่เสื้อผ้ากับหมอนไปนั่นล่ะ
ครั้งแรกที่มาถึง หมาเห่าดังสนั่น และคนงานก็ออกมามุงดูกันเต็ม
แล้วแบบคนงานแต่ละคน ขอโทษนะคะ คือน่ากลัวอ่ะ ไม่ได้ว่านะคือหน้าตาพวกเขาน่ากลัวมาก(พวกเขาเป็นคนอีสานซะส่วนใหญ่) พานทำให้คิดว่าวันไหนมันไม่พอใจพวกกูแล้วมันจะหยิบมีดมาแทงไหมว้า?
พอเข้าไปในห้องเท่านั้นแหละ...เป็นห้องว่างกว้างๆ โง่ๆ ห้องหนึ่ง มีพัดลมเพดานหนึ่งตัว และด้านหลังเป็นห้องน้ำที่ประตูไม่สามารถปิดให้สนิทได้...
และที่สำคัญคือ...ไม่มีไวไฟ!!
คือเราแทบทนไม่ได้เลยค่ะ อันดับแรกต้องไปซื้อฟูกปูนอนที่บิ๊กซีมาอีก แถมยังต้องให้นีทอย่างเรามาอยู่ในที่ไม่มีเน็ต เราแทบจะกรี๊ดดดดด น้ำตาจะไหล...แต่ยังดีที่มี 3G ยื้อชีวิต
แต่แล้ววันคืนก็ผ่านไป การทำงานในเดือนแรกนั้นเป็นการทำงานที่ชิลมากค่ะ
ชิลจนคิดว่าอยากจะทำแบบนี้ตลอดไปเลยด้วยซ้ำ
เป็นงานเอกสารค่ะ (ซึ่งพี่ที่เป็นหัวหน้าขอเรียกว่าพี่ ม. ละกัน เขาจัดงานให้ก่อนเพราะงานจริงๆ จะเริ่มเดือนถัดไปค่ะ) งานปั้มเอกสาร เย็บเอกสาร ปุเอกสาร ตัด ฉีก ปะ บลาๆๆ ที่เกี่ยวกับเอกสารทั้งหมด เขาบอกว่า "ทำไปก่อนจะได้ไม่ว่าง"
2-3 วันแรกนี่ปวดแขนมาก หลังๆ เริ่มชินค่ะ เพราะเรานั่งเล่นเฟสไป เล่นเกมมือถือไป ดูยูปทูปไป แต่ขอแค่มือทำงานก็โอเคละค่ะ
เราทำแบบนี้กันทุกวันค่ะ ตั้งแต่จันทร์ - เสาร์ เข้างาน 8 โมงเช้า - 5 โมงเย็น (ก็ถือว่าเป็นงานที่โอเคเลยค่ะ)
แต่ที่เราไม่โอเคอยู่อย่างนึงเลยก็คือ
"เราพึ่งรู้ค่ะว่า งานของเราเป็นงานที่ต้องออกต่างจังหวัด ออกต่างจังหวัดแบบจะไม่ได้กลับมาที่ กทม. อีกเลย!! เรารับไม่ได้มาก แต่แฟนเราบอกว่าลองทำๆ ไปก่อนถ้าไม่โอเคค่อยออก เราก็เลยยอม คือเราออกได้นะต่างจังหวัด แต่ตอนสมัครงานเขาไม่ได้บอกกับเราเลย!?"
แต่แล้ว "งานของจริง"ของเรา มันก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ 1 เดือนแรกผ่านไป
ทีมงานของเราก็ได้ไปจัดงานอีเว้นท์กันค่ะ เราทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์งาน ส่วนแฟนเราได้ไปทำหน้าที่เก็บคูปองค่ะ เนื่องด้วยเหตุผลเพราะว่าคนไม่พอ
เวลาเข้างานอยู่ที่ 4 โมงเย็นค่ะ เลิกประมาณ 3-4 ทุ่ม แล้วแต่วันไหนลูกค้าเยอะหรือน้อย ทำทุกวันไม่มีวันหยุด....(แต่เขาก็เลี้ยงข้าวเย็นนะคะ)
ซึ่งเราเริ่มโอเคกับงานแล้วค่ะ เริ่มชินกับอะไรหลายๆ อย่าง ทำงานกับแฟนก็สบายใจดี แถมการทำงานก็ชิลๆ ด้วยค่ะ คนที่ร่วมงานด้วยกันก็มีคุยกันบ้างแต่พอดี แต่เราก็เป็นนีทมาก่อนไม่ค่อยอะไรกับใครมากสักเท่าไหร่
แต่แล้ววันหนึ่งมันก็เริ่มไม่โอเคขึ้นมา เมื่อหัวหน้าทีมงาน (ขอเรียกว่านาย อ. ละกัน) เมื่อนาย อ. เข้ามาพูดกับเราค่ะว่า
"นี่รู้ไหมว่า เราน่ะได้เงินเดือนนะ คนอื่นน่ะได้รายวัน"
เราก็บอก "อ่าวเหรอ พึ่งรู้ว่าคนอื่นได้รายวัน"
อ. : "พวกเราแตกต่างจากเขา เราเป็นพวกที่สูงกว่าพวกเขา ถ้าให้เรียกพวกกรรมกรเพราะพวกเราทำงานสบายกว่าเขาเรียนจบสูงกว่าเขา แต่เราอย่าไปทำเหมือนกับว่าเราอยู่เหนือเขานะ ไม่งั้นเขาจะไม่พอใจ เวลาจะให้เขาช่วยอะไรก็พูดดีๆกับเขาคอยช่วยเหลือเขา เขาจะได้คิดว่าเราเป็นคนที่จริงจังกับงานแล้วเขาจะได้เชื่อฟังเรา เพราะพวกเขาไม่ค่อยมีสมองเท่าไหร่หรอก คิดเรื่องละเอียดอ่อนไม่ค่อยเป็น" (อาจจะไม่ค่อยเป๊ะ แต่จับใจความได้ประมาณนี้แหละ -..-)
คือตอนแรกเราก็ทำหูทวนลมไปนะ ก็คิดว่า อ. มันบ่นอะไร พูดอะไรก็อย่าไปฟังมันเยอะ ถึงมันอยากให้ทำยังไง ถ้าเราไม่อยากทำเราก็จะไม่ทำ เราก็ทำตัวปกติเหมือนเดิมเหมือนทุกๆ วัน
แล้วมันก็มาพูดกับเราอีก แต่คราวนี้มันเปลี่ยนเรื่องค่ะ ประมาณว่า
"อยากให้พวกเรา (เรากับแฟนเรา) คุยกับคนอื่นเยอะขึ้น (คือเราก็คุยปกตินะ ใครถามอะไรก็ตอบ ใครชวนคุยก็คุย แค่ไม่ชอบเป็นคนเปิดประเด็นเรื่องคุยแค่นั้นเอง) เวลามาทำงานก็อยากให้มาทำงานพร้อมกัน เลิกงานก็กลับพร้อมกัน (ปกติเรากับแฟนเราจะออกมากันก่อนเพราะต้องไปทานข้าวด้วย แต่ก็กลับด้วยตลอด)"
จนพวกเราก็เริ่มสงสัยว่า อะไรนักหนา? จะให้ตื่นมาเจอหน้ากันยันนอนเลยรึไง?
แต่พวกเราก็ยังทำตัวปกติต่อไป ไม่สนใจ เมินซะ (แต่ก็คุยเล่นอะไรกันปกตินะ) แค่ทำตัวแบบเดิมเป็นยังไงก็เป็นอย่างงั้น
จนกระทั้งจบอีเว้นท์ซะทีค่ะ พอจบอีกเว้นท์ เราต้องกลับไปเข้าออฟฟิศ 8 โมงเช้า จันทร์-เสาร์ เหมือนเดิม
ไม่มีการพักใดๆ ทั้งสิ้นหลังจบอีเว้นท์เราเข้าออฟฟิศทำงานเอกสารเหมือนเดิม...
แต่แฟนเราต้องไปกับพวกช่างช่วยรื้อถอน!!? วันแรกค่ะรื้อตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยันตี 3
วันที่ 2 เข้าเที่ยงวันก็ยันตี 2 อีก ขนาดพี่ ม. ในออฟฟิศยังพูดว่า
"น่าสงสาร ทำไมให้น้องเขาไปทำแบบนั้น ทำเหมือนเขาไม่มีวุฒิ"
วันต่อมาก็ยังเหมือนเดิมค่ะ ไปช่วยเขาตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยันเที่ยงคืนอีก
ในขณะที่ นาย อ. นั่งเล่นเกมไอแพด (ซึ่งเขาชอบพูดคำพูดติดปากว่า "ทีมเดียวกัน มีอะไรช่วยเหลือกันดิ") ซึ่งบอกเลยว่าเขาก็ได้โอทีเท่าแฟนเรา แถมเงินเดือนมากกว่าเรา แค่เขามาฝึกงานก่อน 3 เดือน
จนแฟนเราบอกแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ซึ่งเราก็สงสารนะคะ เราเห็นใจเรานอนหลับๆ ตื่นๆ รอกินข้าวพร้อมแฟนทุกวัน จนเราบอกว่า
"เราจะลาออก จบเดือนหน้า"
วันต่อมา แฟนเราก็ไปคุยกับนาย อ. ตามลำพัง บอกไปว่า เราจะลาออก (เราคุยกันก่อนแล้วว่าจะลองแกล้งพูดดูค่ะ)
แล้วนาย อ. ก็พูดประมาณว่า
"อย่าไปตามแฟน ถ้ายังอยากทำงานที่นี่ เลิกกันเลยก็ได้นิ"
(แฟนเราบอกว่าฟังแล้วแบบขึ้นเลย ไม่พูดไม่จาเดินหนี
เราฟังแล้วก็แบบนะ เพราะเรากับแฟนเข้าใจกันดีค่ะ ใครอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้กีดกันอะไรขนาดนั้น
แล้วเขาเป็นใคร มาพูดแบบนี้รู้จักพวกเราแค่ไม่ถึง 3 เดือน แต่เรากับแฟนเรารู้จักกันมาเกือบ 5 ปี ฟังแล้วก็นะ นานาจิตตัง...
ส่วนเรายิ่งแล้วใหญ่ค่ะ เรานั่งอยู่ในออฟฟิศ คือบริษัทนี้เข้าก็รับสมัครพนักงานอยู่ไงคะ (เงินเดือนเราแค่ 12000 ค่ะ เผื่อใครอยากทำงาน ถถถถถ)
แล้วเวลามีใครมาสมัครงาน พี่ ม. เขาก็จะพูดดักไว้เลยว่า
"เป็นงานออกต่างจังหวัดนะคะ" พอทุกคนที่มาสมัครได้ยิน ก็เซย์บายกันเป็นแถบ
แล้วเราก็ได้ยินพี่ ม. คุยกับหัวหน้าที่เรามาสมัครงานด้วยค่ะ ซึ่งหัวหน้าเขาก็พูดว่า
"คุณอย่าไปบอกเขาสิว่างานต้องออกต่างจังหวัด บอกเขาว่าให้ลองมาทำดูก่อน ลองเข้ามาทำดูก่อน" (คือกรูก็โดนแบบนี้ใช่ไหม?)
แต่ พี่ ม. เขาก็เถียงอะไรไม่ได้ ได้แต่มาบ่นหลังๆ ว่า พอเขารู้ทีหลังว่าไป ตจว. เขาก็ไม่เอาอยู่ดี สู้บอกๆ ไปเลยดีกว่า (ก็ถูกของเขานะ)
และแล้วหลังจากจบอีเว้นท์ก็ผ่านมาประมาณครึ่งเดือนค่ะ
แฟนเราสภาพโทรมมาก สภาพเหมือนโจรใต้ไปทุกวัน
และแล้วก็มาถึงกลางเดือนค่ะ (คืออีเว้นท์จบไปตั้งแต่ ต้นเดือนแล้ว) กลางเดือนต่อมาเป็นวันเกิดเราค่ะ
เรากับแฟนก็เลยไปฉลองวันเกิดกัน 2 คน กลับมาก็ประมาณ 2 ทุ่มค่ะ แล้วก็เจอพี่ๆ ทีมงานแหละ เขานั่งกินเหล้ากันอยู่หน้าหอ (รวมนาย อ. ด้วย)
พอเรากลับมากันเสร็จก็เข้าห้องกันปกติ เขาก็ชวนนะคะ แต่พอดีเราอิ่มกันแล้วไงพึ่งไปกินมา
กลับห้องก็ซักผ้า แล้วเราก็เอาขยะไปทิ้งกันค่ะ แต่พี่เขาที่กินเหล้าเขาก็ดันชวนคุย
แล้วเขาก็พูดว่า
"ทำไมพวกไม่มากินเหล้าด้วยกันเลยวะ ถ้ากลับเข้าห้องนะ กูจะล็อกประตูแล้วเผาให้ตายกับเมียกันสองคนเลยดีไหม?"
คือแบบฟังแล้วขึ้นเลยค่ะ ไม่รู้ว่าเขาเจตนารึป่าว? หรือแค่เมา ถ้าเมาแล้วพูดงี้นี่วันไหนเกิดเมาแล้วทำจริงใครจะรับผิดชอบ?
หรือถ้าล้อเล่น คือ เรื่องตายนี่มันใช่เรื่องที่ควรเอามาล้อเล่นกันหรอคะ? ทั้งที่พวกเราก็ไม่ได้สนิทอะไรกันมากเลยนะ
ส่วนนาย อ. นี่เป็นหัวหน้า ก็ยิ้มได้อย่างเดียว (มีหน้ายิ้ม?)
พวกเราไม่พูดอะไรต่อค่ะ คิดว่าจบกันแค่นี้ ช่วยตัดสินใจอะไรได้เยอะค่ะ
จากเดิมที่จะลาออกสิ้นเดือนหน้า เรากับแฟนตัดสินใจลาออกกลางเดือนนี้เลยค้า
ถึงอยู่ต่อไป แต่สภาพจิตใจจะให้คุยเล่นกันแบบเดิมมันทำไม่ได้แล้วล่ะ
เงินเดือนออกวันที่ 1 และ 15 ของทุกเดือนค่ะ แต่ OT จากเดือนที่แล้วยังไม่ได้เลยค้าา และไม่คิดว่าเจ้านายเข้าจะโอนให้ด้วยซ้ำ
เดือนที่แล้วทั้งเดือนไม่มีวันหยุด แถมแฟนเราก็ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้ายันตี 3 แต่ไม่มีค่า OT สักกะบาท
ที่ไม่คิดว่าเขาจะโอนให้ เพราะมีพนักงานคนหนึ่งค่ะ เขามาทำงานหลังเราไม่กี่วัน แต่พออีกเดือนเขามาทำงานได้ประมาณ 1 อาทิตย์ แล้วต้องเข้าโรงพยาบาล แต่หัวหน้าดันพูดกับพี่ ม. ว่า
"จะยื่นให้เขาออก ประกันสังคมให้เขาไปจ่ายเอง แต่พี่ ม. บอกว่าเขาค้างค่ามาทำงาน 1 อาทิตย์ แต่หัวหน้าไม่ยอมจ่ายให้ค้า เราก็เลยเลิกคิดไปได้เลยว่าค่า OT เขาจะโอนย้อนหลังกลับมาให้ เหอะๆๆ"
ขอจบแต่เพียงเท่านี้ละกันค่ะ ใครที่จะสมัครงานอะไรก็....
ระวังไว้หน่อยนะคะ บางคนพูดจาดีตอนมาสมัคร ดีอย่างงู้น อย่างงี้ แต่ความจริงแล้วก็นรกดีๆ นั่นแหละค่ะ
เราอาจจะไม่เคยทำงานมาก่อนก็จริงนะคะ แต่งานพาทไทม์เราก็เคยทำนะ สังคมเราก็ผ่านมาเยอะนะ
แต่ไม่คิดว่าจะเจอะคนที่ "เยอะ" ขนาดนี้...