6_
“เอิ้น...”
เสียงทุ้มเรียกอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาอ่อนลงมากจนแทบจะเป็นคราง
“เอิ้นกลัวเราขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ฉัน...ฉันขอโทษนะคะที่เข้ามาตามอำเภอใจแบบนี้
อภัยให้ฉันด้วยนะคะ ทีหลังฉันจะไม่เข้ามาลบหลู่คุณอีกแล้ว
ฉันจะไม่มาอีกแล้ว จะไม่ทำอีกแล้ว...ฮือ...ยก...ยกโทษให้ฉันด้วยนะคะ
อย่าฆ่าฉันเลยนะคะ ฉัน...ฉันขอร้อง...ฮือ...ฉันขอโทษ
อย่า...ฮึก....อย่าฆ่าฉันเลยนะคะ อย่าฆ่าฉันเลยนะคะ...ฮือ...อย่าฆ่าฉันเลย...ฮือ...ฮือๆๆ”
ฉันที่พนมมือขอขมาพูดรัวจนแทบจะไม่เป็นภาษาผสมกับเสียงร้องไห้ที่ห้ามไม่อยู่
ตอนนี้ฉันไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นดูอะไรทุกอย่างในห้องนี้ด้วยซ้ำ
ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว และเพราะอย่างนี้เอง
ฉันถึงไม่รู้ว่าเขามานั่งอยู่ตรงหน้าฉันตั้งแต่เมื่อไหร่
“เอิ้นไม่ต้องขอโทษเราหรอก เราไม่ได้โกรธเอิ้น เราไม่มีทางฆ่าเอิ้นแน่
เราอยากให้เอิ้นกลับมาหาเราตั้งนานแล้วรู้ไหม...เรารอเอิ้นมานานมากนะ...”
เสียงทุ้มก้องกังวานสั่นเครือเหมือนกำลังจะร้องไห้
สัมผัสเย็นๆ จาก “คน” ตรงหน้าที่ค่อยๆ จับมือที่พนมอยู่ของฉัน
เล่นทำเอาฉันแทบจะชักออกทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสัญชาตญาณและภาพนั้น...
ภาพของคนตรงหน้าที่ทำเอาฉันถึงกับตะลึงงัน...
ภาพใบหน้าเศร้าๆ ของผู้ชายคนหนึ่งที่จัดว่าหน้าตาดีคนหนึ่งเลย
คือ...คือมันต่างจากเมื่อกี้ลิบลับ ต่างกันแบบเปรียบเทียบกันไม่ได้!
“เอิ้นอย่ากลัวเราเลยนะ...ขอร้องล่ะ...”
เสียงทุ้มสั่นเครือพูดก่อนที่เขาจะขยับตัวมาแล้วดึงฉันเข้าไปกอด
ณ วินาทีนี้ฉันทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเสียจากเบิกตากว้างอย่างอึ้งๆ
สัมผัสอันเย็นเฉียบจากอ้อมแขนนั้นไม่ได้ทำให้ฉันรีบสะบัดออก
หากได้แต่นั่งนิ่งๆ พลันน้ำตามันก็รื้นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“เรารักเอิ้นนะ”
เสียงทุ้มก้องพูดอยู่ใกล้ริมหู มันใกล้มากจนสะท้อนเข้าออกราวกับไม่มีวันจบ
น้ำตาที่ฉันกักเก็บไว้ก็พลันไหลออกมา ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองจะต้องร้องไห้
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกสงสารเขาถึงขนาดนี้
และทันทีที่เขาบอกรักฉัน...ฉันก็ทนเก็บน้ำตาไว้ไม่ไหว
มันเหมือนกับฉันรอคอยคำนี้จากเขามานาน...
นานเสียจนฉันแอบคิดว่า...ฉันเคยรักกับเขามาก่อน...จริงๆ
แต่...ถ้าเอาตามจริงฉันกลับจำอะไรไม่ได้สักอย่าง ฉันจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของเขา
“ขอโทษนะคะ คือฉัน...ฉันจำอะไรไม่ได้จริงๆ”
ฉันสารภาพเสียงเบาหวิวเกือบจะเป็นกระซิบ
และเจ้าของอ้อมแขนอันเย็นเฉียบนั้นก็ค่อยๆ คลายกอดออก
เขาสบตากับฉันแล้วคลี่ยิ้มบาง...
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะทำให้เอิ้นจำเราได้เอง”
ฉันขมวดคิ้วมุ่น
“คะ?”
“นอนลงสิ”
เสียงทุ้มบอกอย่างอ่อนโยน ฉันที่เห็นว่าเขามีสภาพที่เหมือนคนปกติแล้ว
และไหนจะน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มดูใจดีนั้น มันทำให้ฉันยอมเชื่อฟังเขาง่ายๆ
ความรู้สึกกลัวสุดขีดนั้นแทบมลายหายไป ถึงตอนนี้แวบหนึ่งฉันก็ยังแอบคิดนะว่า
ที่ฉันหายกลัวเขาเพราะว่าเขาหล่อเหรอ?
ไม่ใช่หรอก มันมากกว่านั้น...ฉันรู้สึกคุ้นหน้าเขาจนอยากที่จะจำอะไรให้ได้ทั้งหมด
ฉันยอมขยับตัวนอนลงตรงนั้นดีๆ
“หลับตา”
ฉันค่อยๆ หลับตาลง
หากเพียงไม่นานหรือแทบจะเป็นทันทีที่ฉันหลับตาลง...
มันก็รู้สึกเหมือนว่าเขา...ได้เข้ามานอนอยู่ข้างๆ ฉันแล้ว
ฉันฝืนมือเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าเขาจะเอาอะไรบางอย่างมาสวมไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายของฉัน
ถ้าฉันเดาไม่ผิด...
แหวนงั้นเหรอ...?
คำสัญญา ตอนที่ 6
“เอิ้น...”
เสียงทุ้มเรียกอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาอ่อนลงมากจนแทบจะเป็นคราง
“เอิ้นกลัวเราขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ฉัน...ฉันขอโทษนะคะที่เข้ามาตามอำเภอใจแบบนี้
อภัยให้ฉันด้วยนะคะ ทีหลังฉันจะไม่เข้ามาลบหลู่คุณอีกแล้ว
ฉันจะไม่มาอีกแล้ว จะไม่ทำอีกแล้ว...ฮือ...ยก...ยกโทษให้ฉันด้วยนะคะ
อย่าฆ่าฉันเลยนะคะ ฉัน...ฉันขอร้อง...ฮือ...ฉันขอโทษ
อย่า...ฮึก....อย่าฆ่าฉันเลยนะคะ อย่าฆ่าฉันเลยนะคะ...ฮือ...อย่าฆ่าฉันเลย...ฮือ...ฮือๆๆ”
ฉันที่พนมมือขอขมาพูดรัวจนแทบจะไม่เป็นภาษาผสมกับเสียงร้องไห้ที่ห้ามไม่อยู่
ตอนนี้ฉันไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นดูอะไรทุกอย่างในห้องนี้ด้วยซ้ำ
ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว และเพราะอย่างนี้เอง
ฉันถึงไม่รู้ว่าเขามานั่งอยู่ตรงหน้าฉันตั้งแต่เมื่อไหร่
“เอิ้นไม่ต้องขอโทษเราหรอก เราไม่ได้โกรธเอิ้น เราไม่มีทางฆ่าเอิ้นแน่
เราอยากให้เอิ้นกลับมาหาเราตั้งนานแล้วรู้ไหม...เรารอเอิ้นมานานมากนะ...”
เสียงทุ้มก้องกังวานสั่นเครือเหมือนกำลังจะร้องไห้
สัมผัสเย็นๆ จาก “คน” ตรงหน้าที่ค่อยๆ จับมือที่พนมอยู่ของฉัน
เล่นทำเอาฉันแทบจะชักออกทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสัญชาตญาณและภาพนั้น...
ภาพของคนตรงหน้าที่ทำเอาฉันถึงกับตะลึงงัน...
ภาพใบหน้าเศร้าๆ ของผู้ชายคนหนึ่งที่จัดว่าหน้าตาดีคนหนึ่งเลย
คือ...คือมันต่างจากเมื่อกี้ลิบลับ ต่างกันแบบเปรียบเทียบกันไม่ได้!
“เอิ้นอย่ากลัวเราเลยนะ...ขอร้องล่ะ...”
เสียงทุ้มสั่นเครือพูดก่อนที่เขาจะขยับตัวมาแล้วดึงฉันเข้าไปกอด
ณ วินาทีนี้ฉันทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเสียจากเบิกตากว้างอย่างอึ้งๆ
สัมผัสอันเย็นเฉียบจากอ้อมแขนนั้นไม่ได้ทำให้ฉันรีบสะบัดออก
หากได้แต่นั่งนิ่งๆ พลันน้ำตามันก็รื้นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“เรารักเอิ้นนะ”
เสียงทุ้มก้องพูดอยู่ใกล้ริมหู มันใกล้มากจนสะท้อนเข้าออกราวกับไม่มีวันจบ
น้ำตาที่ฉันกักเก็บไว้ก็พลันไหลออกมา ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองจะต้องร้องไห้
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกสงสารเขาถึงขนาดนี้
และทันทีที่เขาบอกรักฉัน...ฉันก็ทนเก็บน้ำตาไว้ไม่ไหว
มันเหมือนกับฉันรอคอยคำนี้จากเขามานาน...
นานเสียจนฉันแอบคิดว่า...ฉันเคยรักกับเขามาก่อน...จริงๆ
แต่...ถ้าเอาตามจริงฉันกลับจำอะไรไม่ได้สักอย่าง ฉันจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของเขา
“ขอโทษนะคะ คือฉัน...ฉันจำอะไรไม่ได้จริงๆ”
ฉันสารภาพเสียงเบาหวิวเกือบจะเป็นกระซิบ
และเจ้าของอ้อมแขนอันเย็นเฉียบนั้นก็ค่อยๆ คลายกอดออก
เขาสบตากับฉันแล้วคลี่ยิ้มบาง...
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะทำให้เอิ้นจำเราได้เอง”
ฉันขมวดคิ้วมุ่น
“คะ?”
“นอนลงสิ”
เสียงทุ้มบอกอย่างอ่อนโยน ฉันที่เห็นว่าเขามีสภาพที่เหมือนคนปกติแล้ว
และไหนจะน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มดูใจดีนั้น มันทำให้ฉันยอมเชื่อฟังเขาง่ายๆ
ความรู้สึกกลัวสุดขีดนั้นแทบมลายหายไป ถึงตอนนี้แวบหนึ่งฉันก็ยังแอบคิดนะว่า
ที่ฉันหายกลัวเขาเพราะว่าเขาหล่อเหรอ?
ไม่ใช่หรอก มันมากกว่านั้น...ฉันรู้สึกคุ้นหน้าเขาจนอยากที่จะจำอะไรให้ได้ทั้งหมด
ฉันยอมขยับตัวนอนลงตรงนั้นดีๆ
“หลับตา”
ฉันค่อยๆ หลับตาลง
หากเพียงไม่นานหรือแทบจะเป็นทันทีที่ฉันหลับตาลง...
มันก็รู้สึกเหมือนว่าเขา...ได้เข้ามานอนอยู่ข้างๆ ฉันแล้ว
ฉันฝืนมือเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าเขาจะเอาอะไรบางอย่างมาสวมไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายของฉัน
ถ้าฉันเดาไม่ผิด...
แหวนงั้นเหรอ...?