5_
“เอิ้น...เอิ้นกลับมาหาเราแล้วจริงๆ”
เสียงทุ้มน่าฟังของใครบางคนดังอยู่เหนือใบหน้าของฉันขึ้นไป
แม้ตอนนี้ฉันจะยังหลับตาอยู่ แต่ฉันก็พอจำได้ว่าเสียงนี้มันเป็นเสียงของคนที่กระชากคอฉันอย่างไม่ปรานี!
สัมผัสอันนุ่มนวลที่ฉันคิดว่าเป็นมือกำลังเกลี่ยเส้นผมระเกะระกะของฉันให้พ้นไปจากใบหน้าอย่างอ่อนโยน
มัน...มันผิดกับตอนที่เขาทำกับฉันก่อนหน้านี้ลิบลับ!!!
ฉันพยายามจะลืมตา อยากจะมองเขาให้เต็มตา
อยากจะรู้ว่าเจ้าของเสียงอันดุดันและเสียงที่ทุ้มนุ่มน่าฟังนี้จะเป็นยังไง
เขา...จะเป็นคนๆ เดียวกัน หรือว่าที่บ้านร้างหลังนี้มีอยู่กี่คนกันแน่?
ทว่าพอฉันลืมตาขึ้น สิ่งที่ฉันเห็นกลับมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น...ในห้องนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากฉัน...
เพียงคนเดียว!
ฉันพยายามยันตัวให้ลุกขึ้นนั่ง ถึงจะปวดไปทั้งตัวไม่น้อย
แต่ถ้าเทียบกับความสงสัยในตอนนี้แล้วฉันแทบจะลืมความปวดไปเสียสนิท
ฉันนั่งผ่อนลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนอยู่ชั่วครู่
สะบัดหน้าไปมาเพื่อไล่ความมึนก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองสำรวจห้องนี้ที่ฉันกำลังนอนอยู่
และนั่นเอง...ทันทีที่สายตาของฉันปรับสภาพได้หลังจากที่หลับไปนานเท่าใดไม่รู้
วินาทีนี้ภาพทุกอย่างชัดเจน! ของทุกอย่างภายในห้องนี้ทำเอาฉันถึงกับช็อก...
มัน...มันคือห้องร้างของแท้! ทั้งสภาพและกลิ่นไอที่เหม็นสาบจนอยากจะอาเจียน
ฉันพยายามกลั้นใจสำรวจห้องนี้อย่างพะอืดพะอมผสมกับความกลัวก็พอจะประมวลผลได้คร่าวๆ
ว่าห้องนี้เป็นห้องสีขาว หากแต่ตรงผนังกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ตามผนังด้านล่าง...
มันไล่ลามมาเรื่อยๆ จนทั่วทุกแผ่นของพื้นไม้ปาเก้
ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างที่อยู่ในห้องนี้ล้วนมีสภาพไม่ต่างกัน
สภาพที่เปรอะไปด้วยคราบฝุ่นคราบสกปรก
ไม่เว้นแม้แต่เตียงที่ฉันนอนอยู่นี้ก็มีทั้งฝุ่นและคราบสีน้ำตาลเป็นจุดเล็กๆ แต้มอยู่ตามผ้าห่ม
ผ้าปูเตียงและหมอนเก่าๆ อีกใบที่วางอยู่ใกล้กับโต๊ะวางของข้างหัวเตียง
เอ๊ะ? บนโต๊ะนั่น...กรอบรูปหนิ...
ฉันที่สะดุดตาเข้ากับกรอบรูปบนโต๊ะข้างหัวเตียงนั้น
อดไม่ได้ที่จะรีบคลานไปยังอีกฝั่งของเตียงเพื่อหยิบกรอบรูปนั้นมาดู
ฉันใช้หลังมืออีกข้างหนึ่งเช็ดๆๆ คราบฝุ่นที่ปิดบังรูปนั้นให้ออกไป
จนฉันได้เห็นภาพใบหน้าของบุคคลสองคนที่ถ่ายคู่กันในนั้น!
ฉะ...ฉันจะไม่ตกใจเลยถ้าเกิดว่าในรูปนั้นมันไม่มีฉันยืนอยู่...
และแถม...
แถมฉันยังยืนอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายคนหนึ่งอยู่ด้วย!
นี่มันอะไรกัน!?
ฉันแทบจะโยนกรอบรูปนั่นทิ้ง
หากแรงที่มีอยู่ตอนนี้มันน้อยเสียจนทำให้กรอบรูปนั้นเพียงแค่กระเด็นไปไม่ถึงปลายเตียง
ฉันค้างมืออันสั่นระริกไว้อย่างนั้น
อาการอึ้งตะลึงจนขากรรไกรค้าง
ตาค้าง
แทบขยับตัวไม่ได้!
อะไรกัน...ทำไมฉัน...ถึงอยู่ในรูปนั้นได้!?
“ทีนี้เอิ้นก็จำเราได้แล้วใช่มั้ย?”
ควับ!
ฉันหันควับไปตามเสียงทุ้มที่ดังมาจากทางด้านหลัง
ก่อนที่ฉันจะเบิกตากว้างแหกปากร้องลั่นด้วยความกลัวสุดขีด
“เอิ้น”
เสียงทุ้มเรียกอีกครั้ง พร้อมกับนั่งลงบนเตียงของฝั่งนั้น
ฉันส่ายหน้าไปมาราวกับคนบ้าพลางส่งเสียงกรี๊ดลั่น
รีบถดตัวหนีไปนั่งกอดตัวเองแน่นอยู่ชิดหัวเตียง
ทั้งเนื้อทั้งตัวสั่นสะเทือนไปด้วยความกลัวจนแทบจะเป็นบ้า!
คำสัญญา ตอนที่ 5
“เอิ้น...เอิ้นกลับมาหาเราแล้วจริงๆ”
เสียงทุ้มน่าฟังของใครบางคนดังอยู่เหนือใบหน้าของฉันขึ้นไป
แม้ตอนนี้ฉันจะยังหลับตาอยู่ แต่ฉันก็พอจำได้ว่าเสียงนี้มันเป็นเสียงของคนที่กระชากคอฉันอย่างไม่ปรานี!
สัมผัสอันนุ่มนวลที่ฉันคิดว่าเป็นมือกำลังเกลี่ยเส้นผมระเกะระกะของฉันให้พ้นไปจากใบหน้าอย่างอ่อนโยน
มัน...มันผิดกับตอนที่เขาทำกับฉันก่อนหน้านี้ลิบลับ!!!
ฉันพยายามจะลืมตา อยากจะมองเขาให้เต็มตา
อยากจะรู้ว่าเจ้าของเสียงอันดุดันและเสียงที่ทุ้มนุ่มน่าฟังนี้จะเป็นยังไง
เขา...จะเป็นคนๆ เดียวกัน หรือว่าที่บ้านร้างหลังนี้มีอยู่กี่คนกันแน่?
ทว่าพอฉันลืมตาขึ้น สิ่งที่ฉันเห็นกลับมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น...ในห้องนี้ไม่มีใครอยู่นอกจากฉัน...
เพียงคนเดียว!
ฉันพยายามยันตัวให้ลุกขึ้นนั่ง ถึงจะปวดไปทั้งตัวไม่น้อย
แต่ถ้าเทียบกับความสงสัยในตอนนี้แล้วฉันแทบจะลืมความปวดไปเสียสนิท
ฉันนั่งผ่อนลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนอยู่ชั่วครู่
สะบัดหน้าไปมาเพื่อไล่ความมึนก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองสำรวจห้องนี้ที่ฉันกำลังนอนอยู่
และนั่นเอง...ทันทีที่สายตาของฉันปรับสภาพได้หลังจากที่หลับไปนานเท่าใดไม่รู้
วินาทีนี้ภาพทุกอย่างชัดเจน! ของทุกอย่างภายในห้องนี้ทำเอาฉันถึงกับช็อก...
มัน...มันคือห้องร้างของแท้! ทั้งสภาพและกลิ่นไอที่เหม็นสาบจนอยากจะอาเจียน
ฉันพยายามกลั้นใจสำรวจห้องนี้อย่างพะอืดพะอมผสมกับความกลัวก็พอจะประมวลผลได้คร่าวๆ
ว่าห้องนี้เป็นห้องสีขาว หากแต่ตรงผนังกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ตามผนังด้านล่าง...
มันไล่ลามมาเรื่อยๆ จนทั่วทุกแผ่นของพื้นไม้ปาเก้
ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างที่อยู่ในห้องนี้ล้วนมีสภาพไม่ต่างกัน
สภาพที่เปรอะไปด้วยคราบฝุ่นคราบสกปรก
ไม่เว้นแม้แต่เตียงที่ฉันนอนอยู่นี้ก็มีทั้งฝุ่นและคราบสีน้ำตาลเป็นจุดเล็กๆ แต้มอยู่ตามผ้าห่ม
ผ้าปูเตียงและหมอนเก่าๆ อีกใบที่วางอยู่ใกล้กับโต๊ะวางของข้างหัวเตียง
เอ๊ะ? บนโต๊ะนั่น...กรอบรูปหนิ...
ฉันที่สะดุดตาเข้ากับกรอบรูปบนโต๊ะข้างหัวเตียงนั้น
อดไม่ได้ที่จะรีบคลานไปยังอีกฝั่งของเตียงเพื่อหยิบกรอบรูปนั้นมาดู
ฉันใช้หลังมืออีกข้างหนึ่งเช็ดๆๆ คราบฝุ่นที่ปิดบังรูปนั้นให้ออกไป
จนฉันได้เห็นภาพใบหน้าของบุคคลสองคนที่ถ่ายคู่กันในนั้น!
ฉะ...ฉันจะไม่ตกใจเลยถ้าเกิดว่าในรูปนั้นมันไม่มีฉันยืนอยู่...
และแถม...
แถมฉันยังยืนอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายคนหนึ่งอยู่ด้วย!
นี่มันอะไรกัน!?
ฉันแทบจะโยนกรอบรูปนั่นทิ้ง
หากแรงที่มีอยู่ตอนนี้มันน้อยเสียจนทำให้กรอบรูปนั้นเพียงแค่กระเด็นไปไม่ถึงปลายเตียง
ฉันค้างมืออันสั่นระริกไว้อย่างนั้น
อาการอึ้งตะลึงจนขากรรไกรค้าง
ตาค้าง
แทบขยับตัวไม่ได้!
อะไรกัน...ทำไมฉัน...ถึงอยู่ในรูปนั้นได้!?
“ทีนี้เอิ้นก็จำเราได้แล้วใช่มั้ย?”
ควับ!
ฉันหันควับไปตามเสียงทุ้มที่ดังมาจากทางด้านหลัง
ก่อนที่ฉันจะเบิกตากว้างแหกปากร้องลั่นด้วยความกลัวสุดขีด
“เอิ้น”
เสียงทุ้มเรียกอีกครั้ง พร้อมกับนั่งลงบนเตียงของฝั่งนั้น
ฉันส่ายหน้าไปมาราวกับคนบ้าพลางส่งเสียงกรี๊ดลั่น
รีบถดตัวหนีไปนั่งกอดตัวเองแน่นอยู่ชิดหัวเตียง
ทั้งเนื้อทั้งตัวสั่นสะเทือนไปด้วยความกลัวจนแทบจะเป็นบ้า!