7_
แล้วฝ่ามือเย็นเฉียบก็ค่อยๆ สอดประสานเข้ามารับกับฝ่ามืออุ่นๆ ของฉัน
หากไม่เพียงแค่นั้น ฉันยังรู้สึกอีกว่าเขาได้เอาใบหน้ามาซุกไว้ตรงซอกคอ...
“เอิ้น...เราอยากให้เอิ้นจำได้ว่าเราคือใคร...
เราอยากให้เอิ้นจำได้ว่าเรารักกันมากแค่ไหน...
เราอยากให้เอิ้นจำทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับเราสองคนได้
เราอยากให้เอิ้นรู้ไว้...ว่าเราอยากอยู่กับเอิ้นตลอดไป...”
เท่านั้น ครั้นเสียงทุ้มก้องกังวานได้พูดประโยคสุดท้าย
ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าภาพเป็นล้านๆ ภาพได้ฉายรัวเร็วเข้ามาในหัว
มันก็ทำให้ฉันพยายามสะบัดหน้าหลายครั้งอย่างทรมาน
เสียงเหมือนใครหลายคนกำลังพูดคุยกันหากมันฟังไม่ชัดไม่รู้เรื่องเพราะดูเหมือนจะปะปนกันมั่วไปหมด
ทว่า...ความสับสนพวกนั้นก็ค่อยๆ คลี่คลายออกจนเป็นแสงสว่างจ้า
ที่สาดเข้ามาจนฉันต้องเบือนหน้าหนีในความรู้สึก...
และแล้ว...ภาพของเหตุการณ์หนึ่งก็ค่อยๆ ฉายชัดขึ้นตรงหน้า
มันเป็นภาพของคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งที่ใส่ชุดนักศึกษากำลังนั่งพูดคุยหยอกล้อกัน
ใบหน้าของคนทั้งสองนั้นฉันคุ้นมากเสียจน...
ใช่แล้วล่ะ ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าฉันนี้เป็นคนเดียวกับที่ไม่ยอมให้ฉันหนีเขาไป
และผู้หญิงที่กำลังส่งยิ้มให้เขานั้น...เธอคนนั้น...ก็คือฉันเอง...!!!
“เราสัญญานะเอิ้น ว่าถ้าเราเรียนจบกันเมื่อไหร่ เราจะขอเอิ้นแต่งงานทันที”
ใบหน้ายิ้มแย้มดูมีความสุขของคนพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกดีตามไปด้วย
ซึ่งในความรู้สึกนั้นเหมือนมันจะเป็นความรู้สึกเดียวกับของผู้หญิงตรงหน้า
ที่ฉันเชื่อว่า...นั่นคือฉันเอง...แต่จะให้เรียกเธอคนนั้นว่าเป็นฉันก็คงไม่ได้
เพราะที่จริงตัวจริงของฉันกำลังยืนมองภาพเหตุการณ์ของพวกเขาอยู่
เธอคนนั้นอาจเป็นฉัน..แต่ไม่ใช่ตัวฉันในชาตินี้...
หญิงสาวตรงหน้าคลี่ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
โผเข้ากอดร่างสูงเต็มแรงจนเขาเซไป เสียงทุ้มหัวเราะสดใส
“ขอบคุณนะ...ซี”
ซี...
ซี.....
ซี...งั้นเหรอ? เขาชื่อซีงั้นเหรอ?
ไม่ทันไรภาพตรงหน้าก็ดูดกลืนหายไปกลายเป็นภาพอีกเหตุการณ์หนึ่ง
ภาพที่ทั้งซีและเอิ้นในชาตินั้นนั่งพับเพียบให้ผู้ใหญ่มารดน้ำสังข์
ทั้งสองยิ้มให้กันด้วยสายตาที่มีความรักความผูกพันมากล้น
เพียงแค่ฉันได้มองเห็นสายตาของคนทั้งคู่ที่มองให้กันมันก็ทำให้ฉันเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
ทุกอย่างถูกดูดกลืนหายไปและแทนที่ด้วยภาพเหตุการณ์ในห้องนอนของพวกเขาทั้งคู่...
ซึ่งถ้าฉันจำไม่ผิด ห้องนี้มันคือห้องที่ฉัน...กำลังนอนอยู่
ก่อนหน้านั้นห้องนี้มีแต่ความสกปรกและแฝงไปด้วยกลิ่นไอความเศร้าความเสียใจ
กลิ่นสาบเลือดก่อนหน้านี้ที่ทำเอาฉันเกือบจะอาเจียน
ทว่าห้องนอนชวนพะอืดพะอมในตอนนั้นกลับต่างกันกับห้องนอนที่ฉันกำลังยืนอยู่ในตอนนี้อย่างลิบลับ...
ห้องนอนสีขาวสะอาดตา ...
ถูกประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งสีสวยหวานเข้ากัน
ผ้าม่านสีโอลด์โรสที่พลิ้วไหวยามต้องลมยามเช้า
พัดพลิ้วล้อกับแสงแดดอ่อนสีเหลืองอมส้มที่ทำให้ห้องนี้ดูอบอุ่นขึ้นมาถนัดตา...
ที่โต๊ะข้างหัวเตียงนั้น...ดูใหม่เอี่ยม
สีน้ำตาลอ่อนของมันขับให้ดอกไม้ที่อยู่บนแจกันดูหวานขึ้นไปอีก
บนโต๊ะนั้นยังคงมีกรอบรูป...ทว่ามันดูใหม่กว่ามาก
ฉันไล่สายตาไปจนกระทั่งเห็นภาพของเอิ้นที่นอนอยู่บนเตียง
โดยมีซี...ที่นอนอยู่ข้างๆ คอยหยอกล้อหยิกจมูกหยิกแก้มอย่างมันเขี้ยว
ภาพนั้นดูน่ารักเสียจนฉันหน้าร้อนอดยิ้มตามไม่ได้
หลายสิ่งหลายอย่างที่คนที่ชื่อซีพยายามจะให้ฉันได้รู้เรื่องราวในอดีตและจำมันได้
ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าฉันในชาตินี้อาจลืมเรื่องทุกอย่างไปแล้ว
แต่เขาก็ยังมีความเชื่อที่ว่าฉันจะต้องจำได้ในที่สุดโดยมีเขาเป็นคนช่วยรื้อฟื้นมันขึ้นมา
ยิ่งซีรื้อฟื้นมากเท่าไร หัวใจฉันที่ได้ตามดูภาพเหตุการณ์พวกนั้นก็ยิ่งอบอุ่นลึก...
มันยิ่งผูกพันและเหมือนตัวเองกำลังจะได้เป็นเอิ้นในชาตินั้นเข้าทุกที
ฉันรู้สึกว่าหัวใจของฉันมันกำลังเข้าใกล้หัวใจของซีมากขึ้น...มากขึ้น...และมากขึ้นไปอีก
ภาพทุกภาพที่เขาพยายามนำมาให้ฉันดูมันทำให้ฉันรู้ว่าซีและเอิ้นรักกันมากแค่ไหน
แม้ในชีวิตคู่ของคนทั้งสองจะไม่มีใครมากีดขวาง
ไม่มีใครมาคอยทำลายล้างความสัมพันธ์
หากเป็นร่างกายของเอิ้นเอง...ที่กำลังจะฆ่าพวกเขาทั้งสองคน...
ภาพทุกอย่างถูกดูดกลืนเข้าไปรวมด้วยกัน
ก่อนจะคลี่คลายมาเป็นภาพของใบหน้าซีที่ก้มมองสบตาฉันอยู่ข้างเตียง
ฉันที่ตอนนี้เหมือนจะไม่ใช่เพียงผู้ยืนดูเหตุการณ์
หากแต่เป็นเอิ้นคนนั้น...ฉันเป็นเอิ้นคนนั้นที่กำลังนอนอยู่ในห้องคนไข้
ภายในห้องนี้บรรยากาศเงียบ...
มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ของซีเท่านั้นที่เขาพยายามสุดกำลังไม่ให้ร้องออกมา
หากฉันก็ยังเห็น และรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างแผ่วเบา
และพร้อมที่จะร่วงลงได้ทุกเมื่อ แต่ซีไม่ยอมให้มือของฉันห่างจากใบหน้าเขาไป
ตอนนี้ฉันรับรู้ได้ว่าเขากลัวแค่ไหน
ฝ่ามืออันอบอุ่นของเขารีบรับมือข้างนั้นของฉันมากุมไว้แล้วพาไปแนบไว้ข้างแก้มของเขา
เสียงสะอื้นดังขึ้นเรื่อยๆ พาลทำให้น้ำตาฉันรื้นไหลอาบแก้มด้วยความสงสารเขาจับหัวใจ
ฉันทนไม่ได้ที่เห็นเขาร้องไห้ขนาดนี้
ฉันไม่อยากให้เขาร้องไห้เพราะฉัน ฉันไม่อยากทำให้เขาเป็นอย่างนี้เลย
“เอิ้น...” เสียงทุ้มปนสะอื้นครางนี้ฉัน
“เอิ้นอย่าทิ้งเราไปนะ เอิ้นต้องอยู่กับเรานะ ฮือๆ”
ฉันแทบไม่มีแรงพูดปลอบใจเขา หรือแม้กระทั่งลมหายใจที่ค่อยๆ ผ่อนเบาลงทุกที
ฉันเหนื่อย...เหนื่อยเต็มทีแล้ว...แต่ฉัน...ฉันยังไม่อยากจากเขาไป...
“เอิ้นจ๋า...ฮือๆๆ เราอยู่ไม่ได้ถ้าเกิดว่าไม่มีเอิ้น ถ้าเอิ้นหนีเราไปแล้วเราจะอยู่ยังไง ฮือๆๆ เอิ้น...ฮือๆๆ”
“ซี...”
เสียงแหบแห้งของฉันฟังแทบไม่ได้ยิน มันดังแค่ในลำคอที่แห้งผากจนรู้สึกเจ็บ
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร สิ่งเดียวที่ฉันรู้ว่ากำลังจะเกิดขึ้น...คือ...
มันใกล้แล้ว...ใกล้ถึงเวลาของเอิ้นแล้ว...
“ซี...ไม่ต้องร้องนะ เราจะไม่ไปไหน เราจะไม่ทิ้งซีไปไหน เราจะอยู่กับซีตลอดไป...เราสัญญา...”
“เอิ้น...”
“และถึงเราจะจากซีไปแล้ว...แต่ยังไงเราก็สัญญา...ว่าจะกลับมาหาซี...
กลับมาอยู่กับซี...ซีรอเรานะ อย่าคิดทำอะไรอย่างนั้นเด็ดขาด...”
ความทรงจำที่เข้ามาในตอนนี้ทำให้ฉันรู้ว่าคนอย่างซี...
ถ้าไม่มีฉันแล้วเขาก็จะไม่คิดที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
ซีไม่รับปาก หากเขาร้องไห้หนักขึ้นพลางเอาใบหน้าคลอเคลียกับมือฉันด้วยความรัก
และเพราะคงกลัวว่าเขาจะไม่ได้จับมือของฉันอีก...
“สัญญาสิ”
สิ่งที่ฉันกลัวทำให้ฉันสั่งเขาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
แม้ว่าความจริงแล้วเสียงตัวเองที่ฉันได้ยินจะเป็นแค่เสียงแหบของคนใกล้หมดลมหายใจ
หากซีก็รู้ว่าฉันจริงจัง และต้องการให้เขารับปากสัญญา
“ได้ เราสัญญา เราจะรอเอิ้น จะไม่ไปไหนทั้งนั้น เราจะรอให้เอิ้นกลับมานะ
แต่เอิ้นต้องสัญญานะ ว่าเอิ้นจะกลับมาหาเรา...เอิ้นต้องกลับมานะ”
ซีขอร้องเสียงหลงเพราะในตอนนี้เขากลัวมากว่าฉันจะไม่อยู่อีกแล้ว
และตัวฉันเอง...ก็รู้ว่าถึงเวลาแล้ว...ที่จะต้องไป
ฉันพยายามฝืนตามองใบหน้าของคนตรงหน้า พยายามคลี่ยิ้มสุดท้ายให้เขา
ก่อนที่เปลือกตาของฉัน...จะปิดสนิทไปนิจนิรันดร
คำสัญญา ตอนที่ 7
แล้วฝ่ามือเย็นเฉียบก็ค่อยๆ สอดประสานเข้ามารับกับฝ่ามืออุ่นๆ ของฉัน
หากไม่เพียงแค่นั้น ฉันยังรู้สึกอีกว่าเขาได้เอาใบหน้ามาซุกไว้ตรงซอกคอ...
“เอิ้น...เราอยากให้เอิ้นจำได้ว่าเราคือใคร...
เราอยากให้เอิ้นจำได้ว่าเรารักกันมากแค่ไหน...
เราอยากให้เอิ้นจำทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับเราสองคนได้
เราอยากให้เอิ้นรู้ไว้...ว่าเราอยากอยู่กับเอิ้นตลอดไป...”
เท่านั้น ครั้นเสียงทุ้มก้องกังวานได้พูดประโยคสุดท้าย
ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าภาพเป็นล้านๆ ภาพได้ฉายรัวเร็วเข้ามาในหัว
มันก็ทำให้ฉันพยายามสะบัดหน้าหลายครั้งอย่างทรมาน
เสียงเหมือนใครหลายคนกำลังพูดคุยกันหากมันฟังไม่ชัดไม่รู้เรื่องเพราะดูเหมือนจะปะปนกันมั่วไปหมด
ทว่า...ความสับสนพวกนั้นก็ค่อยๆ คลี่คลายออกจนเป็นแสงสว่างจ้า
ที่สาดเข้ามาจนฉันต้องเบือนหน้าหนีในความรู้สึก...
และแล้ว...ภาพของเหตุการณ์หนึ่งก็ค่อยๆ ฉายชัดขึ้นตรงหน้า
มันเป็นภาพของคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งที่ใส่ชุดนักศึกษากำลังนั่งพูดคุยหยอกล้อกัน
ใบหน้าของคนทั้งสองนั้นฉันคุ้นมากเสียจน...
ใช่แล้วล่ะ ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าฉันนี้เป็นคนเดียวกับที่ไม่ยอมให้ฉันหนีเขาไป
และผู้หญิงที่กำลังส่งยิ้มให้เขานั้น...เธอคนนั้น...ก็คือฉันเอง...!!!
“เราสัญญานะเอิ้น ว่าถ้าเราเรียนจบกันเมื่อไหร่ เราจะขอเอิ้นแต่งงานทันที”
ใบหน้ายิ้มแย้มดูมีความสุขของคนพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกดีตามไปด้วย
ซึ่งในความรู้สึกนั้นเหมือนมันจะเป็นความรู้สึกเดียวกับของผู้หญิงตรงหน้า
ที่ฉันเชื่อว่า...นั่นคือฉันเอง...แต่จะให้เรียกเธอคนนั้นว่าเป็นฉันก็คงไม่ได้
เพราะที่จริงตัวจริงของฉันกำลังยืนมองภาพเหตุการณ์ของพวกเขาอยู่
เธอคนนั้นอาจเป็นฉัน..แต่ไม่ใช่ตัวฉันในชาตินี้...
หญิงสาวตรงหน้าคลี่ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
โผเข้ากอดร่างสูงเต็มแรงจนเขาเซไป เสียงทุ้มหัวเราะสดใส
“ขอบคุณนะ...ซี”
ซี...
ซี.....
ซี...งั้นเหรอ? เขาชื่อซีงั้นเหรอ?
ไม่ทันไรภาพตรงหน้าก็ดูดกลืนหายไปกลายเป็นภาพอีกเหตุการณ์หนึ่ง
ภาพที่ทั้งซีและเอิ้นในชาตินั้นนั่งพับเพียบให้ผู้ใหญ่มารดน้ำสังข์
ทั้งสองยิ้มให้กันด้วยสายตาที่มีความรักความผูกพันมากล้น
เพียงแค่ฉันได้มองเห็นสายตาของคนทั้งคู่ที่มองให้กันมันก็ทำให้ฉันเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
ทุกอย่างถูกดูดกลืนหายไปและแทนที่ด้วยภาพเหตุการณ์ในห้องนอนของพวกเขาทั้งคู่...
ซึ่งถ้าฉันจำไม่ผิด ห้องนี้มันคือห้องที่ฉัน...กำลังนอนอยู่
ก่อนหน้านั้นห้องนี้มีแต่ความสกปรกและแฝงไปด้วยกลิ่นไอความเศร้าความเสียใจ
กลิ่นสาบเลือดก่อนหน้านี้ที่ทำเอาฉันเกือบจะอาเจียน
ทว่าห้องนอนชวนพะอืดพะอมในตอนนั้นกลับต่างกันกับห้องนอนที่ฉันกำลังยืนอยู่ในตอนนี้อย่างลิบลับ...
ห้องนอนสีขาวสะอาดตา ...
ถูกประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งสีสวยหวานเข้ากัน
ผ้าม่านสีโอลด์โรสที่พลิ้วไหวยามต้องลมยามเช้า
พัดพลิ้วล้อกับแสงแดดอ่อนสีเหลืองอมส้มที่ทำให้ห้องนี้ดูอบอุ่นขึ้นมาถนัดตา...
ที่โต๊ะข้างหัวเตียงนั้น...ดูใหม่เอี่ยม
สีน้ำตาลอ่อนของมันขับให้ดอกไม้ที่อยู่บนแจกันดูหวานขึ้นไปอีก
บนโต๊ะนั้นยังคงมีกรอบรูป...ทว่ามันดูใหม่กว่ามาก
ฉันไล่สายตาไปจนกระทั่งเห็นภาพของเอิ้นที่นอนอยู่บนเตียง
โดยมีซี...ที่นอนอยู่ข้างๆ คอยหยอกล้อหยิกจมูกหยิกแก้มอย่างมันเขี้ยว
ภาพนั้นดูน่ารักเสียจนฉันหน้าร้อนอดยิ้มตามไม่ได้
หลายสิ่งหลายอย่างที่คนที่ชื่อซีพยายามจะให้ฉันได้รู้เรื่องราวในอดีตและจำมันได้
ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าฉันในชาตินี้อาจลืมเรื่องทุกอย่างไปแล้ว
แต่เขาก็ยังมีความเชื่อที่ว่าฉันจะต้องจำได้ในที่สุดโดยมีเขาเป็นคนช่วยรื้อฟื้นมันขึ้นมา
ยิ่งซีรื้อฟื้นมากเท่าไร หัวใจฉันที่ได้ตามดูภาพเหตุการณ์พวกนั้นก็ยิ่งอบอุ่นลึก...
มันยิ่งผูกพันและเหมือนตัวเองกำลังจะได้เป็นเอิ้นในชาตินั้นเข้าทุกที
ฉันรู้สึกว่าหัวใจของฉันมันกำลังเข้าใกล้หัวใจของซีมากขึ้น...มากขึ้น...และมากขึ้นไปอีก
ภาพทุกภาพที่เขาพยายามนำมาให้ฉันดูมันทำให้ฉันรู้ว่าซีและเอิ้นรักกันมากแค่ไหน
แม้ในชีวิตคู่ของคนทั้งสองจะไม่มีใครมากีดขวาง
ไม่มีใครมาคอยทำลายล้างความสัมพันธ์
หากเป็นร่างกายของเอิ้นเอง...ที่กำลังจะฆ่าพวกเขาทั้งสองคน...
ภาพทุกอย่างถูกดูดกลืนเข้าไปรวมด้วยกัน
ก่อนจะคลี่คลายมาเป็นภาพของใบหน้าซีที่ก้มมองสบตาฉันอยู่ข้างเตียง
ฉันที่ตอนนี้เหมือนจะไม่ใช่เพียงผู้ยืนดูเหตุการณ์
หากแต่เป็นเอิ้นคนนั้น...ฉันเป็นเอิ้นคนนั้นที่กำลังนอนอยู่ในห้องคนไข้
ภายในห้องนี้บรรยากาศเงียบ...
มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ของซีเท่านั้นที่เขาพยายามสุดกำลังไม่ให้ร้องออกมา
หากฉันก็ยังเห็น และรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างแผ่วเบา
และพร้อมที่จะร่วงลงได้ทุกเมื่อ แต่ซีไม่ยอมให้มือของฉันห่างจากใบหน้าเขาไป
ตอนนี้ฉันรับรู้ได้ว่าเขากลัวแค่ไหน
ฝ่ามืออันอบอุ่นของเขารีบรับมือข้างนั้นของฉันมากุมไว้แล้วพาไปแนบไว้ข้างแก้มของเขา
เสียงสะอื้นดังขึ้นเรื่อยๆ พาลทำให้น้ำตาฉันรื้นไหลอาบแก้มด้วยความสงสารเขาจับหัวใจ
ฉันทนไม่ได้ที่เห็นเขาร้องไห้ขนาดนี้
ฉันไม่อยากให้เขาร้องไห้เพราะฉัน ฉันไม่อยากทำให้เขาเป็นอย่างนี้เลย
“เอิ้น...” เสียงทุ้มปนสะอื้นครางนี้ฉัน
“เอิ้นอย่าทิ้งเราไปนะ เอิ้นต้องอยู่กับเรานะ ฮือๆ”
ฉันแทบไม่มีแรงพูดปลอบใจเขา หรือแม้กระทั่งลมหายใจที่ค่อยๆ ผ่อนเบาลงทุกที
ฉันเหนื่อย...เหนื่อยเต็มทีแล้ว...แต่ฉัน...ฉันยังไม่อยากจากเขาไป...
“เอิ้นจ๋า...ฮือๆๆ เราอยู่ไม่ได้ถ้าเกิดว่าไม่มีเอิ้น ถ้าเอิ้นหนีเราไปแล้วเราจะอยู่ยังไง ฮือๆๆ เอิ้น...ฮือๆๆ”
“ซี...”
เสียงแหบแห้งของฉันฟังแทบไม่ได้ยิน มันดังแค่ในลำคอที่แห้งผากจนรู้สึกเจ็บ
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร สิ่งเดียวที่ฉันรู้ว่ากำลังจะเกิดขึ้น...คือ...
มันใกล้แล้ว...ใกล้ถึงเวลาของเอิ้นแล้ว...
“ซี...ไม่ต้องร้องนะ เราจะไม่ไปไหน เราจะไม่ทิ้งซีไปไหน เราจะอยู่กับซีตลอดไป...เราสัญญา...”
“เอิ้น...”
“และถึงเราจะจากซีไปแล้ว...แต่ยังไงเราก็สัญญา...ว่าจะกลับมาหาซี...
กลับมาอยู่กับซี...ซีรอเรานะ อย่าคิดทำอะไรอย่างนั้นเด็ดขาด...”
ความทรงจำที่เข้ามาในตอนนี้ทำให้ฉันรู้ว่าคนอย่างซี...
ถ้าไม่มีฉันแล้วเขาก็จะไม่คิดที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
ซีไม่รับปาก หากเขาร้องไห้หนักขึ้นพลางเอาใบหน้าคลอเคลียกับมือฉันด้วยความรัก
และเพราะคงกลัวว่าเขาจะไม่ได้จับมือของฉันอีก...
“สัญญาสิ”
สิ่งที่ฉันกลัวทำให้ฉันสั่งเขาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
แม้ว่าความจริงแล้วเสียงตัวเองที่ฉันได้ยินจะเป็นแค่เสียงแหบของคนใกล้หมดลมหายใจ
หากซีก็รู้ว่าฉันจริงจัง และต้องการให้เขารับปากสัญญา
“ได้ เราสัญญา เราจะรอเอิ้น จะไม่ไปไหนทั้งนั้น เราจะรอให้เอิ้นกลับมานะ
แต่เอิ้นต้องสัญญานะ ว่าเอิ้นจะกลับมาหาเรา...เอิ้นต้องกลับมานะ”
ซีขอร้องเสียงหลงเพราะในตอนนี้เขากลัวมากว่าฉันจะไม่อยู่อีกแล้ว
และตัวฉันเอง...ก็รู้ว่าถึงเวลาแล้ว...ที่จะต้องไป
ฉันพยายามฝืนตามองใบหน้าของคนตรงหน้า พยายามคลี่ยิ้มสุดท้ายให้เขา
ก่อนที่เปลือกตาของฉัน...จะปิดสนิทไปนิจนิรันดร