สวัสดีค่ะ
วันนี้เราได้ดูรายการ what's the right diet for you ของ บีบีซี อังกฤษ เป็นตอนสองแล้ว
แค่เห็นชื่อตอนแรกคิดว่ารายการลดความอ้วนทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว เป็นรายการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากค่ะ เราอดไม่ได้ที่อยากจะเอามาเล่า
เนื้อหาในรายการเป็นภาษาอังกฤษ (เราก็แปลออกบ้างไม่ออกบ้าง)
ตัวรายการตอนนี้ถ่ายทอดแค่ในเขตประเทศอังกฤษ เหมือนเป็นรายการลิขสิทธิ์ เอามาออกแล้วถ้าก็ทิ้งไว้ระยะหนึ่งแล้วจะหายไปจากโปรแกรม Iplayer
เราไม่รู้จะเล่าตัวเนื้อหาอย่างไรดี หรือจะเอาเนื้อๆ ไปเลย เอาเป็นว่า เพื่อความน่าเชื่อถือต้องเล่าแบ็คกราวด้วยละกันนะคะ (แต่จะเอาไว้เล่าในส่วนของเพิ่มเติม) กลัวว่าแคปรูปมาลงแล้วกลัวจะหาว่าเข้าข่ายโฆษณาจัง แต่ช่องบีบีซีก็เป็นข่าวนี่เนาะ พันทิปคงไม่ตัดออกนะคะ
รายการกล่าวว่า คนที่อ้วนที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ มีพฤติกรรมการกินอยู่ สาม รูปแบบ เราสามารถตรวจสอบพฤติกรรมการกินของเราได้ว่าเราเป็นพวกกินแบบไหน และวิธีเสริมในการลดความอ้วน หรือควบคุมน้ำหนักนั้น ทำอย่างไร (นอกจากการออกกำลังกายซึ่งเป็นตัวหลัก)
คนอ้วน หรือ overeat คือกินเยอะ มีดังนี้
หนึ่ง ประเภท constant-cravers สนใจแต่เรื่องกิน พวกนี้คือมียีนส์ที่ทำให้อยากกินตลอดเวลา นั่นคือ มันเป็นยีนส์ที่เป็นปัจจัยกำหนด
กลุ่มนี้ พฤติกรรมคือ เดินไปไหน ทำอะไร สายตาจะไปสนใจอะไรที่เป็นภาพของกินไว้ก่อน คือ มุ่งไปที่ของกิน พอมุ่งไปก็ทำให้อยากกิน และก็กิน ๆ
การทดลอง ของกลุ่มนี้คือ นักวิจัยได้นำกลุ่มเหล่านี้มาจากการสังเกตุพฤติกรรมเบื้องต้นแล้วแยกออกมาว่า คนพวกไหนเป็นกลุ่ม สนใจแต่เรื่องกิน บ้าง
จากนั้นในตอนนี้ เค้าเอามาแยกดูว่า อะไรทำให้อ้วน
โดยนำกลุ่มตัวอย่างที่กินอิ่มมาแล้ว มาใส่แว่นคล้าย google glass ซึ่งส่งรายละเอียดการมองและการสแกนรูม่านตา(ที่มีเครื่องมือติดอยู่ในแว่น) ส่งไปยังคอมพิวเตอร์
และให้กลุ่มทดลองเดินไปตามเส้นทางเดียวกันที่กำหนดในพื้นที่เขตสวนสนุก เครื่องเล่น กลุ่มเหล่านี้ ไม่ได้ถูกบอกอะไร และไม่ได้ทราบอะไรละเอียดนัก
กับพฤติกรรมการอ้วนของตัวเอง เมื่อปล่อยให้เดินไป ผลวิเคราะห์ออกมาว่า ทุกการเดินผ่านร้านค้า ของกิน ของเล่น ผู้คน สิ่งที่สายตาและสมองสั่งการคนเหล่านี้ให้มองเล็งไปคือ ร้านขายของกิน ยังไม่พอ รูม่านตาจะขยายสนใจ และเกิดความรู้สึกอยาก และการมองไปที่ของพวกนั้นเป็นสองเท่าของคนทั่วไปมองหรือสนใจเอง คนพวกนี้มียินส์ที่ทำให้หิวมากว่าคนอื่น ทั้งนี้ จากการนำผลมาพร้อมกับการโชว์ภาพภายในสมองของคน ผลบอกว่า มันคือยีนส์ คือถ่ายทอดมาทางยีนส์ ซึ่งปกติร่างกายเมื่อรับอาหารเข้าไปจะส่งสารไปสู่สมองว่า อิ่มแล้ว แต่ยีนส์ตัวนี้มาสกัดการส่งสาร หรือประสิทธิภาพการส่งสาร ทำให้สมองบอกว่า หิวตล๊อด ตลอด คนเหล่านี้คือ ต้องแวะ ต้องจับ ต้องซื้อของติดไม้ติดมือ (รายละเอียดเกี่ยวกับผลวิเคราะห์หรือเครื่องมือเราแค่สรุปคร่าวๆ นะคะ ไม่ได้ลงละเอียด แต่เครื่องมือ อุปกรณ์ และการควบคุมการทดลองมีแนวคิดที่เชื่อถือได้ค่ะ อยากรู้แบ็คกราว ค่อยไปอ่านส่วนเพิ่มเติมด้านล่างสุดนะคะ)
นักวิจัยจึงให้รายละเอียดต่อว่า เมื่อยีนส์เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมให้คุณอยากกิน คุณจึงเป็นเหยื่อของการตลาด สินค้า หน้าตา และทุกสิ่งที่ยั่วยวนการกิน แค่คุณเดินผ่านป้ายไอติม คุณก็อยากรู้ว่าขายรสอะไร พิซซ่าหอมหวนชวนให้อยากลอง อยากกินตลอด แต่ข่าวดีคือ สมองคุณสามารคควบคุมมันได้อยู่นะ ให้คุณมองว่า สิ่งที่วางขาย เวลาคุณเข้าไปซื้อของ จงมีสติและบอกตัวเองว่า "ชั้นรู้ ชั้นไม่สนใจพวกแกหรอก พวกแกอย่ามาทำให้ชั้นเสียเวลา ไม่มีทาง ชั้นจะไม่หยิบ ชั้นจะเอาชนะพวกแก คอยดู" (อันนี้เค้าสอนให้มีสติและพูดกับตัวเองเวลาไปช้อปปิ้ง) เป็นการบอกว่า ของกินเป็นสิ่งท้าทาย และต้องการเอาชนะเรา ดังนั้น เราต้องเป็นศัตรูและเอาชนะมัน
ดังนั้น นี่คือสาเหตุของคน สนใจแต่เรื่องกิน คือ มีสติสั่งสมองก่อน
สอง พวก emotional eaters คือ พวกที่กินเมื่อมีพฤติกรรมทางอารมณ์ปรวนแปล หรือ ใช้การกินในการล้างบาป เอ้ย แก้ตัว แก้เครียดนั่นเอง
เราจะรู้ ๆ กันอยู่แล้วว่า คนที่อ้วนที่มีสาเหตุจากสิ่งนี้เห็นอยู่ทั่วไป คือ เหงา เศร้า เครียด ก็จะเดินไปกิน กินเรื่อย ๆ หรือสามารถเพิ่มการกินได้อยากมากนั่นเอง
หรือบางทีเป็นการสนองความต้องการในวัยเด็กก็ได้ ที่ถูกลงโทษ คนพวกนี้ไม่ได้เป็นโรคจิตอะไร แต่แค่เรารู้สึกเครียด ฮอร์โมนก็หลั่งสารให้เราอยาก
ในการทดลองคือ นำกลุ่มทดลองเข้าเครื่องเอ็มอาร์ไอ และให้ดื่มมิ้ลค์ชอค และ ให้ฟังเพลงงานศพ อ่านบทความในจอที่เกี่ยวกับความเศร้าหมอง
ภาพสแกนแสดงให้เห็นว่า เมื่อมองได้รับของกิน ภายในสมองจะมีส่วนที่ขยายเพื่อบอกว่ามันคือการได้รับความพึงพอใจ การกินก็เหมือนการให้รางวัลทางด้านอารมณ์เหมือนเราได้เงินเดิน ได้ช้อปปิ้ง ได้มี sex คือเป็นบริเวณสั่งการหรือตอบสนองเกียวกับการให้รางวัลเช่นกัน คนที่กิน คือต้องการให้รางวัลหรือ excuse (โทษ)ว่า สิ่งนั่นนี่ทำให้เราต้องกิน เพื่อลดคลายความเครียดเหล่านั้น
การควบคุมกลุ่มนี้คือ มีบั๊ดดี้เตือนสติ ง่าย ๆ คือ เวลาจะกินอะไรนอกเหนือจากอาหารหลัก หรือ เริ่มหาเรื่องอยากกิน ให้เพื่อนคอยเตือนสติ
และหรือ socializing ทางกลุ่มแนวคิดเดียวกัน e.g slimming club ทาง FB ช่องทางสื่อสารเพื่อ ให้กำลังใจ เตือนสติ ว่า วันนี้เราไม่ทานอะไร้สาระนะ
โกรธใครมา ฉันก็สงบสติ และดื่มน้ำเปล่าแทน นี่คือวิธีเบื้องต้นของการช่วยทำให้มีสติและหยุดพฤติกรรม
สาม พวก feasters คือ พวกกินจุ ย่อยไว(เหมือนจะคล้ายกลุ่มแรกนะคะ แต่ไม่ใช่ค่ะ)
จขกท. อยู่ในกลุ่มนี้แฮะ ไปทำบททดสอบมา
พวกนี้คือ เมื่อหิว ต้องได้กิน กินแล้วกินเร็ว ได้เริ่มกินแล้วกลับไม่รู้สึกว่าอิ่ม และสามารถกินได้เรื่อย คือ เริ่มแล้วกินไม่สามารถหยุดได้ กล่าวคือ หาอะไรมากินตลอดเวลา ่ ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
ทดสอบจาก ตอนแรกให้กลุ่มตัวอย่าง(ยังไม่แยกประเภท) นั่งกินบุฟเฟต์ ปรากฏว่า กลุ่มนี้จะกินได้เยอะมาก กินได้เรือ่ยๆยังสามารถกินไวน์ได้อีก
หลายคนเริ่มสงสัยต่างจากกลุ่มแรกอย่างไร กลุ่มแรกคือ หิวตลอด แต่กลุ่มนี้คือ กินจุ พอกินจุ อาหารก็ไปจุเต็มท้องได้สองชม. พอท้องเริ่มว่าง ก็อยากกินให้ไปจุเต็มท้องอีก ก็จะหามากินอีก ที่สำคัญกลุ่มนี้ไม่ชอบกินผัก หรือกินได้น้อย
กลุ่มนี้ สังเกตได้จากการกินตอนยังไม่แยกกลุ่มค่ะ (ให้กินบุฟเฟต์)
วิธีการคือ การที่คุณมีพฤติกรรมแบบนี้ จะปรับได้คือ ต้องเปลี่ยนประเภทสิ่งที่กินให้ healthy มาก ๆ และหรือ ที่แนะนำคือ ให้กินซุปข้น ย้ำเข้มข้น เพราะ
ในรายการจำลองกระเพาะของกลุ่มนี้ว่า ก็เหมือนกรวยแต่ท่อจะเล็ก คือลำไส้ การที่กินซุปข้น ซุปผักเข้มข้น ก็เหมือนเทลงไปในกรวยรูเล็กนั่น เพราะในรายการคือซุปค่อย ๆ หยด ติ๋ง ๆ ลงไปช้า ๆ (เหมือนการย่อย)ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว ดังนั้น เขาจึงแนะนำว่า ลองกินของเหลวข้น ๆ ปั่นข้น ๆ จะช่วยให้อิ่มเร็ว รู้สึกว่ากินพอแล้ว เพราะซุปคือมีส่วนของน้ำผสม ไปอัดแทนที่ในช่องว่างในกระเพราะ ทำให้รู้สึกว่าอิ่มเร็วมาก ทั้งที่กลุ่มตัวอย่างกินไปแค่ถ้วยเล็ก ๆ เอง นี่คือเทคนิคของกลุ่มนี้ รายการบอกว่า บางทีการกินผักเป็นชิ้นเข้าไปก็ยังทำให้มีช่องว่างในกระเพาะอยู่ ทำให้อยากกินอีก(ในการวิเคราะห์ก็มีการอัลตร้าซาวด์ด้วย)
นี่คือในส่วนคร่าว ๆ เลยค่ะ นั่นคือ วิเคราะห์ว่าตัวเองกินเป็นประเภทไหน เอาเทคนิคเข้าไปช่วย แต่สิ่งที่รายการพาคนอ้วนเหล่านี้ทำคือ
เพราะพวกเขากินแล้วใช้น้อยกว่าที่กิน
จึงถูกพาไปติดเครื่องนับก้าวเดินในแต่ละวัน ซึ่งวีคแรกให้ใช้ชีวิตปกติ พอวีคสองกลุ่มทั้งหมดจะต้องมาออกกำลังกายกับเทรนเนอร์
แล้วเปรียบเทียบกราฟการเดิน การเบิร์นออกมาให้เห็น (ส่วนหนึ่งคือ encouraging คนเหล่านี้ให้ลดความอ้วน มีกำลังใจไปพร้อมกับทดลองด้วยค่ะ)
ว่า ถ้าคุณกินแล้วใช้ชีวิตปกติ คุณเบิร์นได้เท่านี้ แต่ถ้าคุณออกกำลังกายเห็นไหมว่า มันใช้ไปเท่าไหร่ ซึ่งพอกลุ่มทดลองเห็นก็เริ่มมีการ "ตระหนักรู้"
หรือมี "จิตสำนึก" ต่อพฤติกรรมการ จะกินต่อไปของตนเอง มากขึ้น
หลังจากนั้น รายการให้คนเหล่านี้ลดน้ำหนักด้วยวิธีการที่พวกเรา ๆ รู้กันคือ กินอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย และใช้เทคนิคที่แนะนำไปเสริม
ในส่วนตอนนี้ เค้าต้องการสื่อว่า เราตระหนักรู้ เรารู้เท่าทันพฤติกรรมของเรา เราจะได้มีสติ และเทคนิคเล็กน้อยที่แนะนำไปไปพร้อมกับ กลุ่มตัวอย่างที่เห็นว่า การออกกำลังกายหนึ่งสัปดาห์ สามารถเบิร์นเค้กโรลไปได้กี่ชิ้น ทำให้เค้ารู้ว่า ชิ้นนึงกว่าจะเอาออกได้ทำไง ยุ่งยากไหม
คราวนี้ เนื้อหาที่เราเล่า อาจจะดูน่าเบื่อ หรือไม่มีอะไรเกินไปกว่าที่เรา ๆ รู้กันนะคะ แต่เราคิดว่า มันมีอะไรที่น่าสนใจอยู่บ้างว่า พฤติกรรมเราอ้วนมาจากเราเป็นแบบไหน เราก็อาจรู้เท่าทันและห้ามตัวเองได้บ้าง
เราได้เข้าไปทดสอบด้วยค่ะ ว่า เราเป็นคนกินแบบไหน คิดว่า เวปนี้คงเค้าไปทำได้ทุกคน ให้เข้าไปที่ wwww.bbc.co.uk/rightdiet เลือกไปที่ take the test
พอไปอีกหน้า ให้เลือก test the test อีกที
และเลื่อนลงมาตรงหมายเลขสอง ทีมีรูปมือตรงบรรทัดสุดท้าย คำถามจะถามเราสิบกว่าคำถาม
(เป็นภาษาอังกฤษไม่ยากค่ะ) ขอให้เราตอบตามความเป็นจริง เพื่อเราจะได้รู้ว่าเราเป็นแบบไหน จากนั้นเค้าจะขอทราบน้ำหนัก ความสูง
เค้าถามเป็นความสูงเป็นฟุต และนิ้ว อันนี้เราคงคอนเวิร์ทได้ ส่วนน้ำหนักคือ ถามเป็น stone and pound
1 stone =6.350 kg
1 pound =0.453 kg
คราวนี้มาพูดถึง background เพิ่มเติมนะคะว่า น่าเชื่อถือหรือไม่
รายการนี้ โดยการร่วมมือระหว่า cambridge and oxford และกลุ่มนักวิจัยอิสระ ด้านยีนส์ จิตวิทยา สมอง โภชนการ แม้แต่ผู้ดำนเนินการยการก็เป็น ดร.ด้านคลินิคชุมชน ใช้อาสาสมัคร 78คนถ้าจำไม่ผิด และเอามาคัดแยก ซึ่งแต่ละขั้นตอนการวิเคราะห์ไม่ได้ให้อาสาสมัครรู้ตัวว่ามีจุดประสงค์อะไรนะคะ
คือรายการนำเสนอเหมือนกว่า กลุ่มรู้ แต่จริงๆ ไม่ใช่ค่ะ เค้าต้องตัดต่อให้เนื้อหาสอดคล้อง จริงๆ คือ อยากจะวิเคราะห์พฤติกรรม สาเหตการกินเยอะ
เค้าก็ไม่บอกว่า คุณเป็นพวกไหน อะไรแบบนี้
ด้วยความว่า คนในประเทศอ้วน และมีปัญหาสุขภาพ เค้าจึงทำการศึกษาและวิจัย อันนี้ถึงแค่ตอนสอง เล่ามายาวมาก (น่าเบื่อเนอะ)
ตอนต่อไปทำอะไรไม่รู้เหมือนกันค่ะ
อ้อ ตอนท้ายของตอนนี้ เอาอาสาฯ มาช่างน้ำหนัก ในรอบเดือนแรก ซึ่งนักวิจัยคาดว่า น้ำหนักจะลดลง5%ของน้ำหนักตัว
ผลออกมาทุกคนเฉลี่ยนลดไป 4% ซึ่งถือว่าโอเค ต่อไปคือ การที่ให้คนเหล่านี้ควบคุมอาหารและปรับพฤติกรรมค่ะ ว่าแล้วตอนนี้เราไปหาซื้อเครื่องปั่นดีกว่า
จะเอาไว้ปั่นสารพัดให้ข้น ๆ อันที่จริงเราวิเคราะห์ตัวเราเองนะ เราก็เป็นแบบนั้นล่ะ คือ กินอาหารหลักก็จะไปนั่งทำงานก็หาอะไรมากินตลอดเหมือนย่อยไวด้วย แต่พฤติกรรมเราเป็ฯแบบสามกับหนึ่งห่างกันไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ดีเลย ต้องจริงจังละค่ะ
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้างนะคะ อยากให้ไปทำเทสดูค่ะ
เรามีพฤติกรรมการกินแบบไหน วิเคราะห์ได้ ช่วยลดน้ำหนัก จากรายการ What's the right diet / BBC
วันนี้เราได้ดูรายการ what's the right diet for you ของ บีบีซี อังกฤษ เป็นตอนสองแล้ว
แค่เห็นชื่อตอนแรกคิดว่ารายการลดความอ้วนทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว เป็นรายการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากค่ะ เราอดไม่ได้ที่อยากจะเอามาเล่า
เนื้อหาในรายการเป็นภาษาอังกฤษ (เราก็แปลออกบ้างไม่ออกบ้าง)
ตัวรายการตอนนี้ถ่ายทอดแค่ในเขตประเทศอังกฤษ เหมือนเป็นรายการลิขสิทธิ์ เอามาออกแล้วถ้าก็ทิ้งไว้ระยะหนึ่งแล้วจะหายไปจากโปรแกรม Iplayer
เราไม่รู้จะเล่าตัวเนื้อหาอย่างไรดี หรือจะเอาเนื้อๆ ไปเลย เอาเป็นว่า เพื่อความน่าเชื่อถือต้องเล่าแบ็คกราวด้วยละกันนะคะ (แต่จะเอาไว้เล่าในส่วนของเพิ่มเติม) กลัวว่าแคปรูปมาลงแล้วกลัวจะหาว่าเข้าข่ายโฆษณาจัง แต่ช่องบีบีซีก็เป็นข่าวนี่เนาะ พันทิปคงไม่ตัดออกนะคะ
รายการกล่าวว่า คนที่อ้วนที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ มีพฤติกรรมการกินอยู่ สาม รูปแบบ เราสามารถตรวจสอบพฤติกรรมการกินของเราได้ว่าเราเป็นพวกกินแบบไหน และวิธีเสริมในการลดความอ้วน หรือควบคุมน้ำหนักนั้น ทำอย่างไร (นอกจากการออกกำลังกายซึ่งเป็นตัวหลัก)
คนอ้วน หรือ overeat คือกินเยอะ มีดังนี้
หนึ่ง ประเภท constant-cravers สนใจแต่เรื่องกิน พวกนี้คือมียีนส์ที่ทำให้อยากกินตลอดเวลา นั่นคือ มันเป็นยีนส์ที่เป็นปัจจัยกำหนด
กลุ่มนี้ พฤติกรรมคือ เดินไปไหน ทำอะไร สายตาจะไปสนใจอะไรที่เป็นภาพของกินไว้ก่อน คือ มุ่งไปที่ของกิน พอมุ่งไปก็ทำให้อยากกิน และก็กิน ๆ
การทดลอง ของกลุ่มนี้คือ นักวิจัยได้นำกลุ่มเหล่านี้มาจากการสังเกตุพฤติกรรมเบื้องต้นแล้วแยกออกมาว่า คนพวกไหนเป็นกลุ่ม สนใจแต่เรื่องกิน บ้าง
จากนั้นในตอนนี้ เค้าเอามาแยกดูว่า อะไรทำให้อ้วน
โดยนำกลุ่มตัวอย่างที่กินอิ่มมาแล้ว มาใส่แว่นคล้าย google glass ซึ่งส่งรายละเอียดการมองและการสแกนรูม่านตา(ที่มีเครื่องมือติดอยู่ในแว่น) ส่งไปยังคอมพิวเตอร์
และให้กลุ่มทดลองเดินไปตามเส้นทางเดียวกันที่กำหนดในพื้นที่เขตสวนสนุก เครื่องเล่น กลุ่มเหล่านี้ ไม่ได้ถูกบอกอะไร และไม่ได้ทราบอะไรละเอียดนัก
กับพฤติกรรมการอ้วนของตัวเอง เมื่อปล่อยให้เดินไป ผลวิเคราะห์ออกมาว่า ทุกการเดินผ่านร้านค้า ของกิน ของเล่น ผู้คน สิ่งที่สายตาและสมองสั่งการคนเหล่านี้ให้มองเล็งไปคือ ร้านขายของกิน ยังไม่พอ รูม่านตาจะขยายสนใจ และเกิดความรู้สึกอยาก และการมองไปที่ของพวกนั้นเป็นสองเท่าของคนทั่วไปมองหรือสนใจเอง คนพวกนี้มียินส์ที่ทำให้หิวมากว่าคนอื่น ทั้งนี้ จากการนำผลมาพร้อมกับการโชว์ภาพภายในสมองของคน ผลบอกว่า มันคือยีนส์ คือถ่ายทอดมาทางยีนส์ ซึ่งปกติร่างกายเมื่อรับอาหารเข้าไปจะส่งสารไปสู่สมองว่า อิ่มแล้ว แต่ยีนส์ตัวนี้มาสกัดการส่งสาร หรือประสิทธิภาพการส่งสาร ทำให้สมองบอกว่า หิวตล๊อด ตลอด คนเหล่านี้คือ ต้องแวะ ต้องจับ ต้องซื้อของติดไม้ติดมือ (รายละเอียดเกี่ยวกับผลวิเคราะห์หรือเครื่องมือเราแค่สรุปคร่าวๆ นะคะ ไม่ได้ลงละเอียด แต่เครื่องมือ อุปกรณ์ และการควบคุมการทดลองมีแนวคิดที่เชื่อถือได้ค่ะ อยากรู้แบ็คกราว ค่อยไปอ่านส่วนเพิ่มเติมด้านล่างสุดนะคะ)
นักวิจัยจึงให้รายละเอียดต่อว่า เมื่อยีนส์เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมให้คุณอยากกิน คุณจึงเป็นเหยื่อของการตลาด สินค้า หน้าตา และทุกสิ่งที่ยั่วยวนการกิน แค่คุณเดินผ่านป้ายไอติม คุณก็อยากรู้ว่าขายรสอะไร พิซซ่าหอมหวนชวนให้อยากลอง อยากกินตลอด แต่ข่าวดีคือ สมองคุณสามารคควบคุมมันได้อยู่นะ ให้คุณมองว่า สิ่งที่วางขาย เวลาคุณเข้าไปซื้อของ จงมีสติและบอกตัวเองว่า "ชั้นรู้ ชั้นไม่สนใจพวกแกหรอก พวกแกอย่ามาทำให้ชั้นเสียเวลา ไม่มีทาง ชั้นจะไม่หยิบ ชั้นจะเอาชนะพวกแก คอยดู" (อันนี้เค้าสอนให้มีสติและพูดกับตัวเองเวลาไปช้อปปิ้ง) เป็นการบอกว่า ของกินเป็นสิ่งท้าทาย และต้องการเอาชนะเรา ดังนั้น เราต้องเป็นศัตรูและเอาชนะมัน
ดังนั้น นี่คือสาเหตุของคน สนใจแต่เรื่องกิน คือ มีสติสั่งสมองก่อน
สอง พวก emotional eaters คือ พวกที่กินเมื่อมีพฤติกรรมทางอารมณ์ปรวนแปล หรือ ใช้การกินในการล้างบาป เอ้ย แก้ตัว แก้เครียดนั่นเอง
เราจะรู้ ๆ กันอยู่แล้วว่า คนที่อ้วนที่มีสาเหตุจากสิ่งนี้เห็นอยู่ทั่วไป คือ เหงา เศร้า เครียด ก็จะเดินไปกิน กินเรื่อย ๆ หรือสามารถเพิ่มการกินได้อยากมากนั่นเอง
หรือบางทีเป็นการสนองความต้องการในวัยเด็กก็ได้ ที่ถูกลงโทษ คนพวกนี้ไม่ได้เป็นโรคจิตอะไร แต่แค่เรารู้สึกเครียด ฮอร์โมนก็หลั่งสารให้เราอยาก
ในการทดลองคือ นำกลุ่มทดลองเข้าเครื่องเอ็มอาร์ไอ และให้ดื่มมิ้ลค์ชอค และ ให้ฟังเพลงงานศพ อ่านบทความในจอที่เกี่ยวกับความเศร้าหมอง
ภาพสแกนแสดงให้เห็นว่า เมื่อมองได้รับของกิน ภายในสมองจะมีส่วนที่ขยายเพื่อบอกว่ามันคือการได้รับความพึงพอใจ การกินก็เหมือนการให้รางวัลทางด้านอารมณ์เหมือนเราได้เงินเดิน ได้ช้อปปิ้ง ได้มี sex คือเป็นบริเวณสั่งการหรือตอบสนองเกียวกับการให้รางวัลเช่นกัน คนที่กิน คือต้องการให้รางวัลหรือ excuse (โทษ)ว่า สิ่งนั่นนี่ทำให้เราต้องกิน เพื่อลดคลายความเครียดเหล่านั้น
การควบคุมกลุ่มนี้คือ มีบั๊ดดี้เตือนสติ ง่าย ๆ คือ เวลาจะกินอะไรนอกเหนือจากอาหารหลัก หรือ เริ่มหาเรื่องอยากกิน ให้เพื่อนคอยเตือนสติ
และหรือ socializing ทางกลุ่มแนวคิดเดียวกัน e.g slimming club ทาง FB ช่องทางสื่อสารเพื่อ ให้กำลังใจ เตือนสติ ว่า วันนี้เราไม่ทานอะไร้สาระนะ
โกรธใครมา ฉันก็สงบสติ และดื่มน้ำเปล่าแทน นี่คือวิธีเบื้องต้นของการช่วยทำให้มีสติและหยุดพฤติกรรม
สาม พวก feasters คือ พวกกินจุ ย่อยไว(เหมือนจะคล้ายกลุ่มแรกนะคะ แต่ไม่ใช่ค่ะ)
จขกท. อยู่ในกลุ่มนี้แฮะ ไปทำบททดสอบมา
พวกนี้คือ เมื่อหิว ต้องได้กิน กินแล้วกินเร็ว ได้เริ่มกินแล้วกลับไม่รู้สึกว่าอิ่ม และสามารถกินได้เรื่อย คือ เริ่มแล้วกินไม่สามารถหยุดได้ กล่าวคือ หาอะไรมากินตลอดเวลา ่ ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
ทดสอบจาก ตอนแรกให้กลุ่มตัวอย่าง(ยังไม่แยกประเภท) นั่งกินบุฟเฟต์ ปรากฏว่า กลุ่มนี้จะกินได้เยอะมาก กินได้เรือ่ยๆยังสามารถกินไวน์ได้อีก
หลายคนเริ่มสงสัยต่างจากกลุ่มแรกอย่างไร กลุ่มแรกคือ หิวตลอด แต่กลุ่มนี้คือ กินจุ พอกินจุ อาหารก็ไปจุเต็มท้องได้สองชม. พอท้องเริ่มว่าง ก็อยากกินให้ไปจุเต็มท้องอีก ก็จะหามากินอีก ที่สำคัญกลุ่มนี้ไม่ชอบกินผัก หรือกินได้น้อย
กลุ่มนี้ สังเกตได้จากการกินตอนยังไม่แยกกลุ่มค่ะ (ให้กินบุฟเฟต์)
วิธีการคือ การที่คุณมีพฤติกรรมแบบนี้ จะปรับได้คือ ต้องเปลี่ยนประเภทสิ่งที่กินให้ healthy มาก ๆ และหรือ ที่แนะนำคือ ให้กินซุปข้น ย้ำเข้มข้น เพราะ
ในรายการจำลองกระเพาะของกลุ่มนี้ว่า ก็เหมือนกรวยแต่ท่อจะเล็ก คือลำไส้ การที่กินซุปข้น ซุปผักเข้มข้น ก็เหมือนเทลงไปในกรวยรูเล็กนั่น เพราะในรายการคือซุปค่อย ๆ หยด ติ๋ง ๆ ลงไปช้า ๆ (เหมือนการย่อย)ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว ดังนั้น เขาจึงแนะนำว่า ลองกินของเหลวข้น ๆ ปั่นข้น ๆ จะช่วยให้อิ่มเร็ว รู้สึกว่ากินพอแล้ว เพราะซุปคือมีส่วนของน้ำผสม ไปอัดแทนที่ในช่องว่างในกระเพราะ ทำให้รู้สึกว่าอิ่มเร็วมาก ทั้งที่กลุ่มตัวอย่างกินไปแค่ถ้วยเล็ก ๆ เอง นี่คือเทคนิคของกลุ่มนี้ รายการบอกว่า บางทีการกินผักเป็นชิ้นเข้าไปก็ยังทำให้มีช่องว่างในกระเพาะอยู่ ทำให้อยากกินอีก(ในการวิเคราะห์ก็มีการอัลตร้าซาวด์ด้วย)
นี่คือในส่วนคร่าว ๆ เลยค่ะ นั่นคือ วิเคราะห์ว่าตัวเองกินเป็นประเภทไหน เอาเทคนิคเข้าไปช่วย แต่สิ่งที่รายการพาคนอ้วนเหล่านี้ทำคือ
เพราะพวกเขากินแล้วใช้น้อยกว่าที่กิน
จึงถูกพาไปติดเครื่องนับก้าวเดินในแต่ละวัน ซึ่งวีคแรกให้ใช้ชีวิตปกติ พอวีคสองกลุ่มทั้งหมดจะต้องมาออกกำลังกายกับเทรนเนอร์
แล้วเปรียบเทียบกราฟการเดิน การเบิร์นออกมาให้เห็น (ส่วนหนึ่งคือ encouraging คนเหล่านี้ให้ลดความอ้วน มีกำลังใจไปพร้อมกับทดลองด้วยค่ะ)
ว่า ถ้าคุณกินแล้วใช้ชีวิตปกติ คุณเบิร์นได้เท่านี้ แต่ถ้าคุณออกกำลังกายเห็นไหมว่า มันใช้ไปเท่าไหร่ ซึ่งพอกลุ่มทดลองเห็นก็เริ่มมีการ "ตระหนักรู้"
หรือมี "จิตสำนึก" ต่อพฤติกรรมการ จะกินต่อไปของตนเอง มากขึ้น
หลังจากนั้น รายการให้คนเหล่านี้ลดน้ำหนักด้วยวิธีการที่พวกเรา ๆ รู้กันคือ กินอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย และใช้เทคนิคที่แนะนำไปเสริม
ในส่วนตอนนี้ เค้าต้องการสื่อว่า เราตระหนักรู้ เรารู้เท่าทันพฤติกรรมของเรา เราจะได้มีสติ และเทคนิคเล็กน้อยที่แนะนำไปไปพร้อมกับ กลุ่มตัวอย่างที่เห็นว่า การออกกำลังกายหนึ่งสัปดาห์ สามารถเบิร์นเค้กโรลไปได้กี่ชิ้น ทำให้เค้ารู้ว่า ชิ้นนึงกว่าจะเอาออกได้ทำไง ยุ่งยากไหม
คราวนี้ เนื้อหาที่เราเล่า อาจจะดูน่าเบื่อ หรือไม่มีอะไรเกินไปกว่าที่เรา ๆ รู้กันนะคะ แต่เราคิดว่า มันมีอะไรที่น่าสนใจอยู่บ้างว่า พฤติกรรมเราอ้วนมาจากเราเป็นแบบไหน เราก็อาจรู้เท่าทันและห้ามตัวเองได้บ้าง
เราได้เข้าไปทดสอบด้วยค่ะ ว่า เราเป็นคนกินแบบไหน คิดว่า เวปนี้คงเค้าไปทำได้ทุกคน ให้เข้าไปที่ wwww.bbc.co.uk/rightdiet เลือกไปที่ take the test
พอไปอีกหน้า ให้เลือก test the test อีกที
และเลื่อนลงมาตรงหมายเลขสอง ทีมีรูปมือตรงบรรทัดสุดท้าย คำถามจะถามเราสิบกว่าคำถาม
(เป็นภาษาอังกฤษไม่ยากค่ะ) ขอให้เราตอบตามความเป็นจริง เพื่อเราจะได้รู้ว่าเราเป็นแบบไหน จากนั้นเค้าจะขอทราบน้ำหนัก ความสูง
เค้าถามเป็นความสูงเป็นฟุต และนิ้ว อันนี้เราคงคอนเวิร์ทได้ ส่วนน้ำหนักคือ ถามเป็น stone and pound
1 stone =6.350 kg
1 pound =0.453 kg
คราวนี้มาพูดถึง background เพิ่มเติมนะคะว่า น่าเชื่อถือหรือไม่
รายการนี้ โดยการร่วมมือระหว่า cambridge and oxford และกลุ่มนักวิจัยอิสระ ด้านยีนส์ จิตวิทยา สมอง โภชนการ แม้แต่ผู้ดำนเนินการยการก็เป็น ดร.ด้านคลินิคชุมชน ใช้อาสาสมัคร 78คนถ้าจำไม่ผิด และเอามาคัดแยก ซึ่งแต่ละขั้นตอนการวิเคราะห์ไม่ได้ให้อาสาสมัครรู้ตัวว่ามีจุดประสงค์อะไรนะคะ
คือรายการนำเสนอเหมือนกว่า กลุ่มรู้ แต่จริงๆ ไม่ใช่ค่ะ เค้าต้องตัดต่อให้เนื้อหาสอดคล้อง จริงๆ คือ อยากจะวิเคราะห์พฤติกรรม สาเหตการกินเยอะ
เค้าก็ไม่บอกว่า คุณเป็นพวกไหน อะไรแบบนี้
ด้วยความว่า คนในประเทศอ้วน และมีปัญหาสุขภาพ เค้าจึงทำการศึกษาและวิจัย อันนี้ถึงแค่ตอนสอง เล่ามายาวมาก (น่าเบื่อเนอะ)
ตอนต่อไปทำอะไรไม่รู้เหมือนกันค่ะ
อ้อ ตอนท้ายของตอนนี้ เอาอาสาฯ มาช่างน้ำหนัก ในรอบเดือนแรก ซึ่งนักวิจัยคาดว่า น้ำหนักจะลดลง5%ของน้ำหนักตัว
ผลออกมาทุกคนเฉลี่ยนลดไป 4% ซึ่งถือว่าโอเค ต่อไปคือ การที่ให้คนเหล่านี้ควบคุมอาหารและปรับพฤติกรรมค่ะ ว่าแล้วตอนนี้เราไปหาซื้อเครื่องปั่นดีกว่า
จะเอาไว้ปั่นสารพัดให้ข้น ๆ อันที่จริงเราวิเคราะห์ตัวเราเองนะ เราก็เป็นแบบนั้นล่ะ คือ กินอาหารหลักก็จะไปนั่งทำงานก็หาอะไรมากินตลอดเหมือนย่อยไวด้วย แต่พฤติกรรมเราเป็ฯแบบสามกับหนึ่งห่างกันไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ดีเลย ต้องจริงจังละค่ะ
หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้างนะคะ อยากให้ไปทำเทสดูค่ะ