อสังหา ไตรมาส 1 ซบ ชะลอตัว ไม่ฟู่ฟ่าเหมือนปีที่ผ่านมา

กระทู้สนทนา
อสังหาฯ ชะลอตัว แบงก์คุมเข้มปล่อยกู้ สินเชื่อบ้านลด40% ธปท.ห่วงรายเล็กรับผลกระทบหนัก จากกำลังซื้อลด-โอเวอร์ซัพพลายบางพื้นที่




ภาคอสังหาฯ ชะลอตัว จาก "ภาวะเศรษฐกิจ-ปัญหาการเมือง-แบงก์เข้มงวดปล่อยกู้" ธปท.ยันไม่ใช่ "ฟองสบู่แตก" แต่เกิดจาก "โอเวอร์ซัพพลาย" บางพื้นที่ ห่วงผู้ประกอบการรายเล็กกระทบหนัก ขณะที่แบงก์พาณิชย์รับระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลลูกค้ากู้ไม่ผ่านเพิ่ม ไทยพาณิชย์คาดสินเชื่อบ้านลด 40%

ภาวะอสังหาริมทรัพย์เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบทางการเมืองต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยยอดปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับโครงการใหม่ที่เปิดขาย ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องและมีความกังวลว่าจะเกิดฟองสบู่

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเครื่องชี้ภาวะอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นการวัดค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 เดือน ณ สิ้นเดือนม.ค. 2557 พบว่า จำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่จากธนาคารพาณิชย์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล หดตัวลง 28% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ในช่วงเดือนเดียวกันนี้ หดตัวลงประมาณ 5.7%

ที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ แบ่งเป็น บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด หดตัว 35.6% ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์หดตัว 25.1% และ อาคารชุด หดตัว 27.1%

ส่วนจำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่หดตัว 5.7% แบ่งเป็น กลุ่มอาคารชุด ลดลง 12.8% ขณะที่กลุ่มบ้านเดี่ยว บ้านแฝด เพิ่มขึ้น 4.7% และทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ เพิ่มขึ้น 9%

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่าภาพรวมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในช่วงนี้ถือว่ามีความระมัดระวังมากขึ้น สาเหตุหลักเป็นเพราะเศรษฐกิจเริ่มมีทิศทางที่ชะลอตัว ในขณะที่ผู้ขอกู้เองก็ลดลงตามไปด้วย ในช่วงนี้จึงไม่แปลกที่จะเห็นการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอลง

“แบงก์เองตอนนี้มีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ก็เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องดูแลตัวเอง ขณะที่คนขอกู้ก็จะเห็นว่าลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของคน เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอ บ้านเมืองกำลังมีปัญหา คนก็คงยังไม่กล้าตัดสินใจที่จะทำอะไรมาก” นางผ่องเพ็ญ กล่าว

แต่ที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเดือนม.ค. 2557 เพิ่มขึ้น สวนทางกับยอดอนุมัติสินเชื่อใหม่ของธนาคารพาณิชย์นั้น นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่าอาจสะท้อนให้เห็นถึงภาวะสินค้าที่มีมากเกินกว่าความต้องการ ซึ่งมีให้เห็นมาระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ยังเกิดขึ้นกับในบางพื้นที่ และธปท.ก็ติดตามดูอยู่

"ปัญหานี้ จะไม่นำไปสู่จุดเสี่ยงทางภาวะเศรษฐกิจ หรือเกิดปัญหาฟองสบู่แตกขึ้น เพราะคำว่าฟองสบู่แตกหมายถึงราคาสินทรัพย์นั้นปรับลดลงอย่างรุนแรง แต่กรณีนี้ยังแค่เป็นภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ราคาสินทรัพย์เองก็ไม่ได้ปรับลงมากนัก และยังเกิดแค่ในบางพื้นที่"

ห่วงผู้ประกอบการรายเล็ก

นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ธปท.ไม่ได้กังวลมากนัก แต่ที่ค่อนข้างเป็นห่วง คือ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กที่มีต้นทุนสูง และเงินทุนไม่หนาพอ อาจประสบปัญหาได้ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแบบนี้

“ภาวะที่จะเป็นฟองสบู่ก็ต่อเมื่อราคาสินทรัพย์กระฉูดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการเปลี่ยนมือกันมาก เหมือนที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในช่วงก่อนหน้านี้ และมันจะแตกก็ต่อเมื่อราคาสินทรัพย์นั้นปรับลดลงอย่างฮวบฮาบ แต่กรณีที่เกิดขึ้นกับเราในขณะนี้คงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ได้ลดลงฮวบฮาบ ยังน่าจะเป็นเพียงภาวะโอเวอร์ซัพพลายในบางจุด ดูแล้วไม่น่าจะเป็นจุดเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจเกิดความเปราะบางขึ้นมา”นางผ่องเพ็ญ กล่าว

ศก.ชะลอการเมืองกระทบช่วงสั้น

รายงานนโยบายการเงิน ธปท. เดือนมี.ค. 2557 ระบุว่า เสถียรภาพโดยรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งภาวะตลาดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยทางการเมืองระยะสั้นที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อและผู้ประกอบการ

“เสถียรภาพโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี ภาวะตลาดที่ส่งสัญญาณชะลอตัวทำให้ทุกฝ่ายมีการปรับตัวเพื่อรองรับความเสี่ยง โดยผู้ซื้อระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ สะท้อนจากสัดส่วนสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ขึ้นไปที่ปรับลดลง และผู้ประกอบการได้ชะลอเปิดขายโครงการใหม่ โดยเฉพาะอาคารชุด ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้บางโครงการเลื่อนการเปิดขายออกไปก่อน” รายงานนโยบายการเงิน ระบุ

นอกจากนี้ เริ่มเห็นสัญญาณการเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น สอดคล้องกับอัตราส่วนรายได้ต่อภาระจ่ายชำระหนี้(Debt Service Coverage Ratio หรือ DSCR) ในเดือนม.ค. 2557 อยู่ที่ 4.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังซึ่งอยู่ที่ 4.4 เท่า

รายงานระบุด้วยว่า ภาวะตลาดที่ชะลอลงส่งผลให้แรงกดดันต่อราคาที่อยู่อาศัยและต้นทุนการก่อสร้างลดลงบ้าง แม้ว่าเสถียรภาพในภาพรวมจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องติดตามกำลังซื้อของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของภาคครัวเรือนในระยะต่อไป

ชี้ภาพรวมสินเชื่อบ้านลด 40%

ด้าน นางพิกุล ศรีมหันต์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายสินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมสินเชื่อบ้านจะชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 40% ตามการชะลอตัวลงตามภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเห็นได้ว่ามีจำนวนลูกค้าที่ขอยื่นกู้เข้ามาน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงเป้าหมายสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัวได้ 10% หรือมียอดคงค้างเพิ่มขึ้น 4-5 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดคงค้างสินเชื่อในสิ้นปีนี้แตะระดับ 5 แสนล้านบาท จากปี 2556 จะอยู่ที่ 4.5-4.6 แสนล้านบาท

ยอดปฏิเสธให้สินเชื่อเพิ่ม 5%

ส่วนยอดปฏิเสธสินเชื่อมีเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย เนื่องจากภาระหนี้ของลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงก่อนที่จะมายื่นขอสินเชื่อ ทำให้รายได้อาจไม่เพียงพอที่จะผ่อนบ้าน โดยยอดปฏิเสธสินเชื่อในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 25-30% จากปีก่อนอยู่ที่ 20-25% ทั้งนี้ธนาคารยังระมัดระวังการให้สินเชื่อตามมาตรฐานธนาคาร

ก่อนหน้านี้ธนาคารได้ปรับระบบสกอริ่งสินเชื่อบ้านใหม่ โดยจะพิจารณาประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้จากข้อมูลของเครดิตบูโร ที่ลูกค้ามีอยู่กับสถาบันการเงินอื่นๆ มาประกอบการคำนวณความเสี่ยงสินเชื่อ หากพบว่าเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติชำระล่าช้าหรือค้างชำระหนี้ในบางเดือนจะทำให้คะแนนที่ได้รับลดลง เพื่อควบคุมเอ็นพีแอลที่อาจปรับสูงขึ้นได้ในปี 2557 โดยธนาคารคาดว่าเอ็นพีแอลในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 2.3% จากปี 2556 ที่มี 2.1%

ซีไอเอ็มบีชี้หนี้ครัวเรือนเพิ่มฉุดกำลังซื้อ

ทางด้าน นางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ภาพรวมการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในขณะนี้ ทุกฝ่ายต่างรอดูสถานการณ์ โดยผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ และเร่งทำโปรโมชั่นเพื่อระบายโครงการเก่าที่ยังเหลืออยู่จากปีที่ผ่านมา มากกว่าการเปิดโครงการใหม่ ส่วนลูกค้ารายย่อยที่เคยจองที่อยู่อาศัยไว้ก็มีการเปลี่ยนใจยังไม่โอน ทำให้เชื่อว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่เกิดภาวะล้นตลาด

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นทำให้กำลังซื้อลดลง ทำให้ธนาคารต้องระวังคุณภาพสินเชื่อ โดยเฉพาะลูกค้าที่พึ่งรายได้ค่าคอมมิชชั่น เช่นพนักงานโรงแรม หรือธุรกิจท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะได้รับการพิจารณาวงเงินสินเชื่อที่ลดลงได้ เนื่องจากรายได้ที่มีความไม่แน่นอน ขณะที่ยอดการปฏิเสธสินเชื่อยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยยังอยู่ที่ระดับ 30%

กสิกรไทยปล่อยสินเชื่อบ้านต่ำเป้า

ทางด้าน นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ ในช่วงที่ผ่านมาซบเซา หลังจากที่ผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ และเร่งระบายโครงการเก่าที่ได้เปิดตัวเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมาให้หมด ส่งผลทางจิตวิทยากับลูกค้า

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงนี้ผู้ประกอบการเริ่มกลับมาเปิดโครงการใหม่อีกครั้ง แต่ยังไม่มากนัก หรือ 50% ของโครงการที่เปิดไปในปีที่ผ่านมา ทำให้ตลาดไม่ได้มีอุปทานสูงเกิดไป ทางด้านลูกค้าก็ยังชะลอกำลังซื้อในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาเพื่อรอดูปัจจัยทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจก่อนที่จะก่อหนี้ใหม่

ทั้งนี้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาสินเชื่อบ้านของธนาคารยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือประมาณ 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้คาดว่าในไตรมาสแรกสินเชื่ออาจจะต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 10%

ขณะที่หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลในเดือนม.ค. ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1-0.2% แต่ในเดือนก.พ.-มี.ค. เริ่มทรงตัว จึงเชื่อว่าปัญหาจะไม่รุนแรง โดยยอดอนุมัติสินเชื่อยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หรือ 65%จากคำขอที่เข้ามา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปริมาณสินเชื่อที่เข้ามาน้อยทำให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อได้เร็วขึ้น

กรุงไทยชี้ต่างจังหวัดยังขยายตัว

นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการ ผู้จัดการ ใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การขยายตัวของภาคอสังหาฯ ในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง โดยมีปริมาณที่อยู่อาศัยเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 11% และยังมีปริมาณเหลืออยู่มากกว่า 1 แสนยูนิต โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ทำให้ในปีนี้ผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการใหม่ แต่ตลาดในต่างจังหวัดยังขยายตัวได้ดี เช่น นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น กาญจนบุรี และยังเริ่มเห็นการกระจายโครงการในนครศรีธรรมราช สุพรรณบุรี หรือ ราชบุรี มากขึ้น

ในส่วนของธนาคารในช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมา สินเชื่อบ้านของธนาคารหดตัว 20-30% จากสิ้นปีก่อน โดยมีปัจจัยลบจากโครงการลงทุนภาครัฐ ที่ต้องเลื่อนออกไป รวมถึงหนี้ครัวเรือน ที่ทำให้กำลังซื้อลดลง ซึ่งธนาคารได้เพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อมากขึ้นเช่นกัน โดยได้รวมศูนย์การปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ส่วนกลาง และใช้ข้อมูลจากเครดิตบูโรมากขึ้น เพื่อแยกลูกค้าตามความเสี่ยง ทำให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่เกือบ 30% จากปีก่อนที่มีเพียง 20%
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่