ม็อคค่าปาท่องโก๋ : เปิดใจ “แมน ศุภกิจ” “...พระเจ้าให้โอกาสผมกำกับหนังแล้ว...”

สวัสดีครับ

      ขออนุญาต นำคอลัมน์ "ม็อกค่าปาท่องโก๋" ที่ผมเขียนประจำในเนชั่นสุดสัปดาห์นั้น มาเผยแพร่ให้ได้อ่านกัน เพื่อขอคำแนะนำ คำติชม เพื่อปรับปรุงงานเขียนต่อไปในอนาคตเรื่อยๆครับ ขอบคุณครับ

เนชั่นสุดสัปดาห์ เล่มที่ 1131


     สัปดาห์นี้ “ม็อคค่าปาท่องโก๋” ได้รับเกียรติจากผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรง แต่แกร่งเก๋ามาจากงานแสดง “แมน” ศุภกิจ ตังทัตสวัสดิ์ “หนุ่มแพรว” อดีตนายแบบแถวหน้า ดาราละคร โฆษณา พิธีกร ฯลฯ และเคยเป็นนักร้องออกเทปอัลบั้ม “แมนกวนเมือง”

     วันนี้ เขาผันตัวมาเป็นผู้กำกับหนังไทยเรื่องแรกในชีวิต  “สี เรียง เซียน โต๊ด”

Mr.Coffee: อยากให้เล่าถึงการก้าวเข้ามารับบทผู้กำกับ
แมน: ที่จริงเหมือนเป็นหมวกอีกใบหนึ่งมากกว่า ไม่ได้เปลี่ยนบทบาท เพราะทุกวันนี้ผมก็ยังมีงานแสดงอยู่ มีหนัง 2 เรื่อง ที่แสดงอยู่ มีละครอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เสร็จ เป็นอีกบทบาทที่เราอยากทำ เราก็รู้สึกว่า เราเป็นนักแสดงมาก็ 20 ปีแล้ว คิดอยู่เสมอว่า ถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาสได้กำกับหนัง น่าจะดี เป็นฝันของเรา และเราก็ได้มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นนักแสดง เป็น Producer หรืออื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ก็บอกว่า อยากทำก็ทำสิ ก็เชียร์ให้เราทำ เราก็เลย OK ด้านกลไกของการทำหนัง ก็พอรู้ว่าต้องทำ Treatment ทำบทไปเสนอ ทีแรกก็คุยกันว่าจะไปหาทุนที่ไหน ซึ่งผมคิดว่ามันจะยุ่งยากหรือเปล่า ก็เลยทำของเราเองเลยดีกว่า ด้วยการใช้เงินของตัวเอง ที่แรกทำเป็นหนังสั้นน่ะ

Mr.Coffee: ใช้ทุนของตัวเอง
แมน: ใช่ๆ เพราะไม่ได้คิดว่าจะไปขอใคร เพราะก็ไม่รู้ว่าใครจะเห็นด้วยกับหนังเราหรือเปล่าก็เลยเอาเงินตัวเองทำ ชวนเพื่อนนักแสดงด้วยกันอย่าง ชาคริต แย้มนาม อรรถพร ธีมากร และคนโน้นคนนี้ที่สนิทกัน มาร่วมกันเล่น แต่เงินในส่วนของ Production และค่าทีมงาน เป็นเงินผม ซึ่งก็ต้องมีการเอาไปตัดต่ออีก แล้วปรากฏว่าหนังสั้นมันยาวประมาณสัก 30 นาที ตัดต่อเสร็จก็ชวนมานั่งดูกันเองในกลุ่มเพื่อนฝูง หลายคนดูแล้วก็บอกว่า น่าจะเอามาทำเป็นหนังใหญ่ดีกว่า

Mr.Coffee: เริ่มทำมานานแค่ไหนแล้ว
แมน: ตั้งแต่เริ่มก็ 2 ปีกว่าๆ แล้วล่ะครับ ตอนที่เป็นหนังสั้นก็ประมาณ 1 ปี ที่เหลือนิดหน่อย ยังไม่เสร็จ หลายคนก็บอกว่า ไม่ต้องไปทำให้เสร็จแล้ว หนังสั้นน่ะ ทำเป็นหนังยาวเลยดีกว่า ก็เลยเอาไปให้ “พี่อุ๋ย” นนทรย์ นิมิบุตร ดู “พี่อุ๋ย” ก็สนใจ แต่บอกว่าต้องไปขยาย Treatment ให้เป็นเรื่องยาว แล้วมาเสนอดู

Mr.Coffee: ทีมนักแสดงเปลี่ยนไปมากไหมจากครั้งที่ยังเป็นหนังสั้น
แมน: ตอนทำเป็นหนังสั้นก็มีชาคริต มีจุ๊บ ภัทรา มีโจ๊ก อัครินทร์ มีปู อนุวัฒน์ ยังไม่มี “ป๋าเทพ” และตัวอื่นๆ

Mr.Coffee: ทราบว่าพัฒนาบทขึ้นเอง อยากให้เล่าที่มาที่ไป
แมน: ตอนเด็กๆ ผมดูหนังเยอะ แต่ผมชอบ เซียนเหยียบเซียน คนตัดคน คนเล็กตัดใหญ่ หนังแนวการพนัน ผมว่าสนุกดี เพราะดูแล้วเราเอาใจช่วยตัวละคร อยากให้ชนะได้เงินกองนั้นไป พอโตขึ้นมาก็ดูหนังฝรั่งเยอะขึ้น ในก็มีหนังเท่ๆ เยอะ ก็คิดแวบหนึ่งว่า เรารวมตัวแบบ  Ocean’s Eleven ดีไหม ไปปล้นเวกัส แต่ส่วนหนึ่งแนวคิดก็เกิดจาก การที่หนังไทยส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับ หนังตลก หนังผี หนังโรแมนติกคอเมดี หนังโก๊ะ อะไรแบบนี้ เรามองว่าจะมีหนังอื่นอีกไหมที่จะขายได้ พี่ต้อม ยุทธเลิศ เป็นเหมือนอาจารย์ผมเลยนะ “บุบผาราตรี” ที่เป็นตลกกับผีมารวมกัน ก็เลยมองว่าเอาอะไรมารวมกับอะไรอีกดี ก็นึกออกว่า เอาตลกกับการพนันมารวมกันสิ กลโกงต่างๆ ก็เลยเป็นชื่อ “สี เรียง เซียน โต๊ด” จริงๆ มันคือ “สี เรียง เซียน ตอง” ไพ่เก้าเก แต่คำว่าโต๊ดเป็นชื่อตัวละคร ซึ่งในเรื่องจะมีเรื่องของล็อตเตอรีด้วย ก็เลยเป็น “สี เรียง เซียน โต๊ด” แต่เมนหลักของหนังไม่ใช่หนังไพ่ มันคือหนังหักเหลี่ยม ตลก ต้มตุ๋น โกงกัน ที่จริงคนไทยก็คุ้นเคยกับการโกงหรือซ่อนไพ่อยู่แล้ว ในวงป๊อกเด้งก็มี เป็นหนัง Bad Comedy

Mr.Coffee: เหมือนพวก “คนตัดเซียน”
พี่แมน: ผมว่าหนังมันใกล้เคียงเรื่อง Snatch ที่ Brad Pitt แสดงนำ เป็นหนังที่ Guy Ritchie กำกับมากกว่า แต่ของเราเป็นไทยสไตล์ ผสมผสานการพนันหลายรูปแบบ ม้า มวย หวย บอล คือเราก็ไม่อยากให้หนังเราซ้ำกับใคร ก็เลยคิดสร้าง “ทาง” ใหม่ ขึ้นมา คือหนังแนวการพนัน...

Mr.Coffee: หนังแนวนี้หายไปนาน
แมน: หายไปนาน เดี๋ยวนี้ฮ่องกงก็ไม่ค่อยทำกันแล้ว เพราะมุกต่างๆ ถูกใช้จนช้ำหมดแล้ว แต่ของเรื่องนี้เป็นอีกแบบหนึ่ง ผมว่าคนไทยก็น่าจะสนใจนะ แต่คงต้องเป็นปากต่อปากบอกกัน พอ Teaser ออกไป ผลตอบรับก็ดีนะ คนสนใจว่าหนังอะไรวะ ซูเปอร์สตาร์หลายคนมารวมตัวกัน ผมคิดว่าคนที่สนใจลองมาดู คนกลุ่มแรกนั้นจะบอกต่อได้ดี รวมถึงการบอกต่อใน Social Media ด้วย ก็หวังว่าคนดูจะสนุกและชอบเหมือนที่พวกเรารู้สึก

Mr.Coffee: ข่าวว่า “ป๋าเทพ” จะอำลาวงการหลังเรื่องนี้
แมน: ทีแรกผมก็คิดไปคิดมา ก็ดูอยู่หลายคน แต่ก็นึกถึง “ป๋าเทพ” จากเรื่อง “หมาแก่อันตราย” ดูเท่ดี และแกก็หายหน้าจากจอเงินไปนาน ก็เลยโทร.ไปหา “ป๋าเทพ” เอง แต่พอเล่าพล็อตให้ฟัง “ป๋าเทพ” บอกว่า “ตลกปัญญาอ่อนหรือเปล่า ถ้าปัญญาอ่อนเราไม่เล่นนะ” ผมก็ตอบแกไปว่า “ไม่ใช่นะป๋า มันเป็นแบบนี้ๆๆ” ป๋าก็ “กูแก่แล้ว จะให้ไปเล่นกับเด็กวัยรุ่นได้ยังไง” พี่ก็บอกว่า “ผมต้องการให้ป๋าเล่นมาเป็นกุนซือ เป็นหัวหน้า” แกถามว่า “บทไม่เยอะใช่ไหม กูเหนื่อย” ผมก็บอกป๋าว่า “มีเยอะครับป่า เป็นตัวเอกเลย” คือตอนแรกแกดูลังเล แต่พอบทไปถึงมือ แกก็โอเค จากนั้นก็นัดมาเจอกันวันถ่าย

Mr.Coffee: ประสบการณ์หน้ากล้องเอามาใช้กับงานหลังกล้องมากน้อยแค่ไหน
แมน: ก็คล้ายๆ กัน แต่เราต้องรับผิดชอบมากขึ้นมากกว่า คือนักแสดงจะรับผิดชอบแค่ตัวเอง เช่น ตรงต่อเวลาหรือท่องบทให้แม่น แต่การเป็นผู้กำกับต้องรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งนักแสดง ทั้งทีมงาน ทั้ง Budget สไตล์ วิธีคิด ภาพรวม ฯลฯ มันก็สนุกดี ผมโชคดีอยู่อย่างที่มีทีมงานมืออาชีพกับ Producer คอยช่วยได้ดีมาก

Mr.Coffee: ในอนาคตสนใจกำกับละครบ้างไหม
แมน: จริงๆ ผมจบนิเทศ เอกโฆษณา คือโฆษณาก็อยากทำมาก เพราะมันก็เป็น Project สั้นๆ ส่วนละคร ผมคลุกคลีกับละครตลอด จริงๆ คุ้นมากกว่าหนังด้วยซ้ำ แต่หนังเป็นสิ่งที่เราอยากทำ อนาคตความสนใจก็คงเป็นโฆษณากับละคร ส่วน MV ผมว่าลักษณะมันใกล้เคียงกับหนังโฆษณา

Mr.Coffee: ชอบดูหนังแนวไหน
แมน: ผมชอบหนังดรามา แต่คอเมดีก็ชอบ แต่ชอบดรามามากกว่าเพราะมันจริงดี  แต่หลังๆ ก็ดูหมด เพราะการดูหนังของเรา ณ วันนี้ ถือเป็นการพักผ่อน ไม่อยากจะคิดอะไรมาก แต่ตอนเรียนก็ชอบดูหนังละเอียดๆ นะ หนังต่างประเทศที่ชอบก็ Forrest Gump ส่วนหนังไทย ผมชอบ “ท้าฟ้าลิขิต” ส่วนยุคใหม่ขึ้นมา ผมชอบ “กวนมึนโฮ” เพราะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวทั้งการตลาด การแสดง และเรื่องราว คือมันพอดีๆ

Mr.Coffee: มองสภาวะหนังไทยในปัจจุบันอย่างไร
แมน: มันก็ดูเครียดๆ ตึงๆ อาจเป็นเพราะคนเรามีอะไรเสพเยอะขึ้น ทั้งเคเบิล ดาวเทียม  Social Network ในฐานะคนทำหนัง โจทย์คือว่าทำอย่างไรให้เขาเดินออกมาหน้าโรง ควักเงินซื้อตั๋ว ควักเงินซื้อข้าวโพดคั่ว คือมันต้องมีอะไรที่ปูพื้นมาก่อน เราไม่ได้ทำให้เขาดูฟรี เขาต้องเสียตังค์ เราจะเอาเงินออกจากกระเป๋าเขา ต้องทำอย่างไร อันนี้คือโจทย์ ประสบการณ์ของผมเองเคยเดินทางมาถึงหน้าโรง แต่รอบไม่ได้ หนังไม่ใช่ เคยเปลี่ยนใจตรงนั้นก็มี คือมันมี Process ซึ่งจะเสร็จสิ้นก็ต่อเมื่อเขาได้นั่งดูแล้ว หรือดูไป 10 นาทีอาจจะลุกออกไปอ้วกที่ห้องน้ำก็ได้ (หัวเราะ) ผมเชื่อว่าหนังของผมถ้าเข้าไปดูแล้ว จะไม่เสียดายเงิน และจะเอาไปพูดต่อ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ผมถือว่าพระเจ้าให้โอกาสคุณหนึ่งครั้งแล้ว หรือเหมือนให้โอกาสทำกับข้าวหนึ่งจานให้คนกิน ตักเข้าปากแล้ว รสชาติเป็นอย่างไร เขาจะบอกเอง...

Mr. Coffee: อยากฝากอะไรทิ้งท้ายถึงคนดู
แมน: ผมว่าทำหนังต้องมีสไตล์ อย่าทำอะไรตามๆ กัน หมูกระทะกำไรดี ก็เปิดหมูกระทะกันทั้งบ้านทั้งเมือง โคขุนโพนยางคำขายดี ก็โพนยางคำกันทุกหัวถนน สังคมควรมีทางเลือก มันต้องมีเมนูที่หลากหลาย ต้องมีทั้งสุกี้ มีทั้งส้มตำ มีทั้งชาบู ผมว่าหนังของผมเป็นส้มตำนั่นแหละ รสชาติจัดจาน แต่ก็จะต้องตกแต่งหน้าตาให้ดูสวยน่ากิน หรือฟิวชั่นหน่อยๆ เพราะอย่างไรคนไทยก็ต้องกินอาหารไทย เพราะผมรู้สึกว่าผมดูหนังต่างประเทศ ก็เหมือนผมกินแฮมเบอร์เกอร์ ขาหมูทอด หรือเฟรนช์ฟราย สปาเก็ตตี้ กินหูฉลาม กินปลาดิบ กินกิมจิ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาตายที่ส้มตำปูปลาร้า ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ลาบเป็ด น้ำตกมือ เสือร้องไห้ คืออาหารฝรั่งน่ะ คนไทยกินไม่ได้ทุกวันหรอก.

ฝากบทความก่อนๆด้วยครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่