ม็อคค่าปาท่องโก๋ : คุยกับ “ยิปโซ ฟัดจังโตะ” (ตอนจบ)

สวัสดีครับ

      ขออนุญาต นำคอลัมน์ "ม็อกค่าปาท่องโก๋" ที่ผมเขียนประจำในเนชั่นสุดสัปดาห์นั้น มาเผยแพร่ให้ได้อ่านกัน เพื่อขอคำแนะนำ คำติชม เพื่อปรับปรุงงานเขียนต่อไปในอนาคตเรื่อยๆครับ ขอบคุณครับ

เนชั่นสุดสัปดาห์ เล่มที่ 1128


อ่านตอนแรกได้ที่นี่ครับ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

Mr. Coffee: ก่อนถ่ายหนังต้องทำการบ้านอะไรบ้าง
ยิปโซ: ฟัดจังโตะ เป็นเรื่องแรกที่ยิป ลองที่จะฝืนธรรมชาติของตัวเอง ในการที่ปกติแล้ว จะหมกมุ่นกับบทมาก จะอ่านแล้วก็เขียนตลอดเวลาว่า ตรงนี้เราควรจะเล่นประมาณไหนดี หรือว่า ตรงนี้ตัวแสดงคิดอะไร ตัวแสดงพูดทำไม เป็นการพยายามที่จะทำการบ้านเยอะๆค่ะ ยิปเป็นคนประเภทนั้น เพราะยิปเป็นคนกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี ก็เลยจะเตรียมตัวเยอะมาก และสุดท้ายแล้ว มันก็กลายเป็นความเครียดมากกว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ลอง ยอมอ่านบทแค่คร่าวๆ อ่านครบ แต่อ่านแค่รอบสองรอบ เพื่อให้ไม่เดาไปก่อนว่าตัวเองจะทำอะไร แล้วค่อยไปหน้างาน มีความสดของมันอีกที อะไรแบบนี้

Mr. Coffee: improvise มากขึ้น
ยิปโซ: มีความเข้าใจผู้กำกับมากขึ้นมากกว่าค่ะ ไม่ใช่ว่าสมัยก่อน ยิปไม่เชื่อใจพี่ยอร์ชนะ แต่ปล่อยได้มากขึ้น ถามว่าสิ่งที่คนดูจะได้เห็นในหนังมีอะไรบ้าง ก็ยังคงจะมีบางฉากที่ยิปคิดเยอะหรือเกร็งอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเห็นอาการปล่อยมากขึ้น ยิปว่านะ ยิปคิดน้อยลง

Mr. Coffee: Love Scene ในหนังเรื่องนี้มากกว่าเรื่องก่อนๆ
ยิปโซ: หนังเรื่องนี้ ยิปไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่า Love Scene จริงหรือเปล่า มันเลยไม่ใช่เรื่องที่ยิปเก็บมาคิดในหัวเลยด้วยซ้ำ ว่ามันคือ Love Scene หรือฉากจูบ ในหนังมันไม่ได้จูบเพื่อจูบค่ะ มันเป็นจูบเพื่อโจทย์อื่น แต่ไม่ใช่จูบเพื่อจูบแน่ๆ ไม่ใช่อารมณ์รักค่ะ
Mr. Coffee: แล้วถ้าให้เทียบกับบทจูบใน วาเลนไทน์ สวีทตี้
ยิปโซ: ในวาเลนไทน์ สวีทตี้ แทบจะไม่มีอะไรเลยนะคะ ไม่ได้จูบเพื่อจูบเหมือนกัน มันเทียบกันลำบาก เอาเข้าจริงแล้ว ยิปแทบจะไม่ได้หนักใจเกี่ยวกับมันด้วยซ้ำ ยิปมีเรื่องอื่นให้หนักใจกว่านั้นเยอะมาก โจทย์อื่นมันเยอะกว่า

Mr. Coffee: ถ้ามีโอกาสได้ทำงานกับผู้กำกับนอกค่าย m๓๙ อยากทำงานกับใคร เพราะอะไร
ยิปโซ: พี่โขมค่ะ (ก้องเกียรติ โขมสิริ) เพราะยิปชอบหนังเรื่อง “เฉือน” มันคือความรู้สึกขึ้นมาตอนนั้น พอดูหนังจบ รู้สึกว่าเขาเก่งจัง อยากทำงานด้วย อะไรแบบนี้ค่ะ แต่ยิปไม่ได้สุดโต่งกับการติดตามผู้กำกับคนไหนคนหนึ่งเท่านั้น ยิปค่อนข้างเปิดกับตรงนี้ เรื่อง “เฉือน” เป็นหนังเรื่องที่ดูแล้วคิดถึงผู้กำกับขึ้นมา ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน

Mr. Coffee: ประสบการณ์ความรักในชีวิตจริง ช่วยในการเล่นหนังหรือไม่
ยิปโซ: ไม่ค่อยได้ช่วยค่ะ เพราะยิปไม่ถนัดใช้การเทียบเคียงความรู้สึก เทคนิคแบบนี้ยิปไม่ถนัด พยายามแล้วแต่ทำได้ไม่ดี

Mr. Coffee: แล้วเทคนิคที่ใช้คือเทคนิคอะไร ถ้าไม่ใช่การเทียบเคียงความรู้สึก
ยิปโซ: ต้องบอกก่อนว่ายิปเป็นคนไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อน ไม่เคยมีเทคนิคอะไรเลย แต่ว่ามันคือการทดลองไปเรื่อยๆของยิปค่ะ อย่างหนึ่งที่รู้คือ การเทียบเคียงความรู้สึก ยิปก็ทำได้แต่ทำได้ไม่ค่อยดี เอาประสบการณ์ตัวเองมาใช้เทียบเคียงกับตัวแสดง ยิปว่าถ้ายิปอยากฝึก ยิปคงฝึกไปทางอื่นอยู่กับตรงนั้นมากกว่า คืออยู่กับสถานการณ์ และอยู่กับผู้แสดง ที่จริงถ้าบอกว่าอินกับตัวแสดง ยิปคงมานั่งคิดว่า ฉันเป็นคนแบบไหน แต่ถ้าอินกับสถานการณ์ คืออินกับสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งส่งให้ มันก็จะเป็นความจริงขึ้นมา ณ ตอนนั้น นั่นหมายความว่าใช้พื้นฐานของสัญชาติญาณ และธรรมชาติของตัวเราเองในการเล่น

Mr. Coffee: แล้วเคยมี Acting Coach หรือใครเคยแนะนำยิปโซหรือไม่ว่าในการแสดงควรใช้เทคนิคอะไร
ยิปโซ: ไม่เคยค่ะ ไม่เคยมีใครไกด์ยิปเลย พี่ยอร์ชไกด์ในโจทย์ของพี่ยอร์ชว่าฉากนี้เป็นอย่างไร ฉากนั้นเป็นอย่างไร อธิบายให้ฟังในเรื่องของโจทย์นะวันนั้น แต่ไม่เคยมีการไกด์เรื่องของการ Acting เลย

Mr. Coffee: แสดงว่า Acting ของยิปโซที่ผ่านมา ผู้กำกับพึงพอใจอยู่แล้ว โดยไม่ต้องโค้ชเจาะลึกว่าต้องทำอารมณ์แบบไหน
ยิปโซ: ยิปว่า นักแสดงแต่ละคนมีเทคนิคและสไตล์ที่ไม่เหมือนกัน ก็เหมือนกับผู้กำกับค่ะ ผู้กำกับแต่ละคนก็มีสไตล์การกำกับเป็นของตัวเอง แต่พี่ยอร์ชไม่ใช่ผู้กำกับที่จะมากำกับว่าคุณควรจะคิดอะไร พี่ยอร์ชไม่ใช่คนแบบนั้น

Mr. Coffee: ระหว่างหนัง กับละครเวที มีความแตกต่างกันในแง่ไหนบ้าง อย่างไร เปรียบเทียบ
ยิปโซ: มันไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกันเลยค่ะ เริ่มตั้งแต่ sequence การเล่นก็ไม่เหมือนแล้ว ละครเวทีจะเล่นเป็นยาวๆ และไม่มีคำว่า สบายแล้ว ด้วยความว่าเล่นดีรอบหนึ่ง อีกรอบหนึ่งอาจจะเล่นไม่ดีก็ได้ มันคือการซ้ำไปเรื่อยๆ และการไม่รู้ใหม่ซ้ำไปเรื่อยๆ ซ้ำๆๆๆ แต่หนังมันคือการพยายามเล่นเศษเสี้ยวของเรื่องราวตอนนั้น ให้ดีที่สุด แล้วเก็บใส่กล่องเอาไว้ แล้วเอามาเล่นซ้ำ หนังสบายกว่าตรงนั้น สบายกว่าตรงที่ว่าถ้าทำได้ดีครั้งหนึ่งแล้ว คุณไม่ต้องกังวลอะไรกับมันอีกแล้ว แต่ละครเวที ความกังวลไม่เคยสิ้นสุด ในด้านความยาก ละครเวทีคือ ต้องรู้สึกจริง บนพื้นฐานของความไม่จริงทุกอย่าง สถานที่ไม่มีอะไรจริง การขยับตัวไม่มีอะไรจริง เพราะการขยับตัวของละครเวทีต้องเยอะกว่าปกติ และต้องขยับเป็น blocking จากนี่เดินไปนั่น ต้องจำให้ได้ให้หมดและมันพลาดไม่ได้ ส่วนหนัง ยิปว่า มีอิสระมากกว่าในการที่จะขยับน้อยขยับมาก กดข้อบังคับมันไม่เยอะเท่า และถ้าพูดถึงเรื่องของความมากน้อยในการเล่น ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าละครเวทีเล่นเยอะมาก สำหรับยิป ณ ตอนนี้ หนังยังยากกว่าสำหรับยิป เพราะละครเวทียังให้โอกาสยิปในการซ้อม ละครเวทีเป็นศาสตร์ที่ยากมากนะคะ แต่ยิปยังได้โอกาสในการซ้อม แต่หนังที่ยิปเล่นมาแต่ละเรื่อง ยิปไม่เคยได้ซ้อมเลย ไม่เคยได้ workshop ยาวๆ ไม่เคยได้เรียนอะไรอีกเลย มันก็เลยเหมือนกลับบ้านไปตะเกียกตะกาย และยากโดยอัตโนมัติ เพราะเราต้องคิดเอง

Mr. Coffee: ทำไมถึงไม่เล่นละคร อยากเล่นหรือไม่ แล้วระหว่างซิตคอมกับละคร จะเลือกแบบไหน
ยิปโซ: เฉยๆ ยังไงก็ได้ ถ้ามีมาแล้วน่าเล่นก็สนใจนะคะ ซิตคอมน่าจะง่ายกว่าสำหรับยิปเพรามันเป็น comedy แต่ถ้าให้เลือก ด้วยความโรคจิตของยิป ยิปจะเลือกละคร เพราะยิปมักจะเลือกอะไรที่มันยากๆไว้ก่อน ยิปอยากเก็บชั่วโมงบิน ยิปอยากฝึก

Mr. Coffee: งานอะไรที่ยังไม่ได้ทำแล้วอยากทำ
ยิปโซ: อยากพากย์การ์ตูนค่ะ

Mr. Coffee: ส่วนตัวแล้วชอบดูหนังอะไร แนวไหน ยกตัวอย่างหนังที่ชื่นชอบ เพราะอะไร
ยิปโซ: ยิปชอบหนังที่มันเกี่ยวกับคนธรรมดาเยอะๆ ยิปชอบหนังของคน  ไม่อินกับหนังหุ่นยนต์หรือหนัง Action ยิปชอบหนังของคนจริงๆ หนังที่มีคนปกติธรรมดาเยอะ ล่าสุดที่ดูมา About time ยิปชอบมาก ยิปว่ามัน Feel Good มาก เอาจริงๆ หนังมันไม่ได้มีเนื้อเรื่องอะไร แต่พูดถึงชีวิตที่ดีมากๆ

Mr. Coffee: คิดว่าหนังไทยในปัจจุบัน ดีพอที่จะแข่งขันกับหนัง Hollywood หรือไม่
ยิปโซ: ดีค่ะ ก็เหมือนวงการเพลง มันก็มีเพลงที่ดีและเพลงที่อาจจะดีแค่สำหรับเรา แต่ยิปเชื่อว่า หนังที่ดีสำหรับคนอื่นด้วยมันมีเยอะแยะอยู่แล้ว แต่แค่ไม่ค่อยดังเท่านั้นเอง ต่อให้เป็นหนังดัง บางเรื่องมันก็ดีพอที่จะตีตลาดโลกนะ มีหนังไทยที่ไปแข่งขันในระดับโลกแล้วเราก็ชนะมาตั้งหลายเรื่องแล้ว มันเป็นบทพิสูจน์โดยที่ยิปไม่ต้องคิดอะไรเลย

Mr. Coffee: ราคาตั๋วหนังไทยในปัจจุบัน
ยิปโซ: ถูกค่ะ ยิปว่าราคา “หนัง” น่าจะแพงกว่านี้ แต่ราคาตั๋วยิปไม่รู้ คือเรื่องของโรงหนังก็เป็นเรื่องของโรงหนัง ส่วนราคาตอบแทนของคนทำหนังมันควรจะมากกว่านี้

Mr. Coffee: ทำอย่างไรคนไทยถึงจะหันมาดูหนังไทย
ยิปโซ: ไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวนี้คนก็ดูนะ ยิปแค่ว่ารอจังหวะที่พร้อมที่จะเห็นดีกับสิ่งที่คนไทยทำอยู่

Mr. Coffee: ที่คนดูบ่นกันว่าหนังไทยวนเวียนอยู่แค่ ผี ตลก รัก มองว่าอย่างไร
ยิปโซ: ยิปมองว่าเป็นสิ่งที่เขาพูดกันไปเอง แต่เขาไม่รู้ความจริง เพราะเขาไม่ได้ดูหนังเยอะขนาดนั้น ถ้าเกิดเขาดู ก็จะรู้ว่าไม่ได้มีแค่นั้น ถ้าเป็นคนที่ดูหนังไทยจริงๆ แล้วยังพูดแบบนี้ ยิปว่าแปลก เพราะเท่าที่ยิปเห็น มันไม่ได้มีแค่นั้น

Mr. Coffee: ในฐานะนางเอกหนัง Romantic Comedy อยากฝากอะไรถึงคนดูหนังไทยบ้าง
ยิปโซ: ไม่อยากให้คิดเยอะมากกับการดูหนังไทย ไม่ได้บอกว่าไม่ให้วิเคราะห์หรือคิดตามกับหนัง แต่ไม่อยากให้คิดเล็กคิดน้อยคือการดูหนังมันควรจะเป็นเรื่องของการมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นความสุขแบบไหนที่คุณชอบ ความสุขกับการดูหนังผี ดูหนังตลก เราก็เป็นแค่ Option หนึ่ง มันควรจะเป็นเรื่องสบาย ไม่ควรจะเป็นเรื่องคิดเล็กคิดน้อยว่ามันคุ้มเงินหรือไม่ ถ้าคิดว่าตรงนี้มันคุ้มกับการที่ทำให้คุณมีความสุข ก็ดูเถอะ อย่าไปคิดมากกับมันเลย ไม่ต้องคิดว่า Cool ที่สุดหรือที่เท่ที่สุด แค่อยากดูก็ดู.

ฝากบทความก่อนๆด้วยนะครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่