เจ้าฟ้ามูรตี
บทประพันธ์ ด๋ง
ปฐมบท และบทที่ 1
http://pantip.com/topic/30945806
บทที่ 2
http://pantip.com/topic/30953632
บทที่ 3
http://pantip.com/topic/30959854
บทที่ 4
http://pantip.com/topic/30972487
บทที่ 5
http://pantip.com/topic/31008949
บทที่ 6
http://pantip.com/topic/31062538
บทที่ 7
http://pantip.com/topic/31068381
บทที่ 8
http://pantip.com/topic/31072197
บทที่ 9
http://pantip.com/topic/31080124
บทที่ 10
http://pantip.com/topic/31096418
บทที่ 11
http://pantip.com/topic/31106323
บทที่ 12
http://pantip.com/topic/31110852
บทที่ 13
http://pantip.com/topic/31119767
*****************
บทที่ 14
ท่ามกลางเขาลำเนาไพร อันหลากล้วนไปด้วยพืชนานาพันธุ์ที่แผ่กิ่งก้านดอกใบกระจายไปทั่วบริเวณ แลปกคลุมพื้นธรณีอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัชพืชให้ชุ่มฉ่ำตลอดชั่วกาลเพลามาช้านานนับเนื่องได้หลายชั่วอายุบรรพชนอยู่
เสียงฝีบาทของผู้คนจำนวนมากได้สืบแทรกลำเนาป่ามาอย่างว่องไวจนกระหึ่มไปทั่วราวกับมโหรีบรรเลงมโหระทึกให้กึกก้องสนั่นท้องพระโรงแห่งกรุงละวิรัฐ
ณ บัดนี้...
กระบวนเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคของพระนางศรีตะกุมะลากา ราชินีภูธราประเทศ ได้ระเห็จระเหเร่ร่อนมาตามวนาดอนพงไพรอย่างไวว่องคล่องแคล่ว
พระนางศรีตะกุมะลากาทรงประทับบนพระเสลี่ยงทองคำ โดยมีเหล่าทาสสตรีสี่คนหาม กระบวนเสด็จสืบเท้าต่อเนื่องอย่างรวดเร็วลัดเลาะไปตามพงไม้ จนในที่สุดก็ออกสู่ชายฝั่งทะเลอันกว้างใหญ่
เสียงเกลียวคลื่นถาโถมโหมซัดชายหาดอันขาวสะอาดเนียนละเอียดดังครืน เคล้าคลอเสียงหมู่นกนางนวลซึ่งบินร่อนอยู่บนท้องนภาอย่างอ่อนช้อยราวกับนางรำ
กระบวนเสด็จหยุดอยู่ที่ชายหาดแห่งนั้น แลพระเสลี่ยงทองคำก็ถูกอัญเชิญลงอย่างช้าๆ
พระนางศรีตะกุมะลากาทรงเปรยยิ้มออกมาคราหนึ่งพลางทรงขยับพระวรกายลงจากพระเสลี่ยงแล้วทรงเมียงมองข้าราชบริพารแลทหารหญิงทั้งมวลซึ่งขณะนั้นต่างพากันตกตะลึงพรึงเพริดเปิดตาอ้าปากค้างไปกับภาพท้องทะเลสีน้ำเงินอันกว้างใหญ่ เพราะพวกหล่อนทั้งหลายไม่เคยประสบพบพานทะเลมาก่อน เนื่องด้วยภูธราประเทศนั้นไม่มีราขอาณาเขตติดกับท้องทะเลเลย
" ชื่นตื่นตาทั่วหน้า มิไยไม่เริงร่าลงสนานให้สุขสราญสรรพางค์กาย ไปสิ "
พระนางศรีตะกุมะลากาตรัสจบ
บรรดาเหล่านางพระกำนัลแลทหารหญิงทั้งมวล ต่างสลัดอาภรณ์และชุดเกราะของตนออกอย่างว่องไวแล้วโถมกายลงสู่ท้องทะเลอันเย็นฉ่ำแห่งนั้นในทันที
เหล่าสตรีทั้งมวลต่างชื่นสุขกับการแหวกวายสายธาราและหยอกล้อต่อกระซิกระริกระรี้กันจนเป็นที่สนุกสนาน ต่างสาดน้ำใส่กายากันและกันจนฉ่ำชุ่ม
พระนางศรีตะกุมะลากายังทรงประทับอยู่กับทาสหญิงทั้งสี่ และศริพารฟาร์ ราชเลขานุการในพระองค์
" เห็นนังพวกหล่อนเริงร่าแล้วช่างบันเทิงใจนัก "
ตรัสพลางทรงใช้พระหัตถาเสยพระเกศาอันยาวสลวยให้สยายไปตามแรงลมโบกสะบัด
" เพคะพระนาง... นังพวกนี้มันมิเคยประสบพบทะเลมาก่อนเก่า ดูราวกับว่าเป็นสวรรค์ของพวกมันกระนั้นแล "
ศริพารฟาร์กราบทูลจบ พระนางศรีตะกุมะลากาเสด็จลุกขึ้นจากพระที่อย่างช้าๆ สายลมต้องพระภูษาจนโบกสะบัดพลิ้วไหว
" เอาล่ะ... บรรดาข้าราชบริพารทั้งหลาย บัดนี้ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว "
ตรัสจบ เหล่าสตรีในทะเลต่างทยอยกันขึ้นฝั่งแล้วแต่งกายจนเป็นที่เรียบร้อย
พระนางศรีตะกุมะลากาทรงหันมาทางศริพราฟาร์ พลางทรงมีพระราชโองการ
" จงไปเตรียมเภตราทองคำลงทะเล เราจะมุ่งสู่เถมรู ณ บัดนี้ "
" เพคะราชินี "
ศริพารฟาร์น้อมรับพลางเร่งรีบไปจัดการ
ในไม่ช้า...
เภตราทองคำลำมหึมาซึ่งต้องใช้ฝีพายถึงสามร้อยคนก็เลื่อนลงทะเล เหล่าทหารหญิงทั้งหลายเข้าประจำตามที่ของตน ธงชาติภูธราถูกอัญเชิญขึ้นสู่ยอดเสากระโดงเรือโดยพลัน
มโหรีประจำเรือกระหน่ำเพลงคลื่นลูกใหม่ตามด้วยเพลงกะรุมปรูดี เคล้าคลอเสียงไชโยโห่ร้องของสตรีภูธราทั้งหลาย
" เคลื่อนพล "
ทรงมีพระบรมราชโองการ
เหล่านางกำนัลทั้งสามร้อยซึ่งอยู่บนชายหาด ต่างแยกออกเป็นสองข้าง ข้างละพันห้าร้อย ลงว่ายในธารา ขนาบเรือสำเภาพระที่นั่งของพระนางศรีตะกุมะลากาซึ่งทรงชุดกษัตริย์หญิงสไบเกราะทอง ถือคทามหามณีเก้ายอดปลอดอริราช
สำเภาทองเคลื่อนคล้อยอยู่กลางทะเล โดยมีขบวนนางกำนัลว่ายน้ำขนาบอยู่ด้านข้างแลดูงดงามอลังการสุดประมาณ ประดุจเทพธิดานาวาซึ่งรายรอบด้วยนางฟ้าจากสรวงสวรรค์
- - - - - - - - -
ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของโลมเลียสมุทรวดี ศรีวารีแห่งเกวลทวีป
ในเพลาเดียวกันนั้น พระนางสุบินสวรรค์ ซึ่งทรงกลับจากอนันตาด้วยความกริ้ว ได้เสด็จออกมาผ่อนคลายพระอารมณ์ด้วยการชมปลา ในโลมเลียสมุทรวดี ศรีวารีแห่งเกวลทวีป
มะจั่นฟาร์ตีฏ์ เสนาบดีหญิงมือขวาของพระนางสะบินสวรรค์ พลางเข้ามากราบทูล
" ราชินีนาถเพคะ ทรงหายคลายพระหวั่นแล้วหรือยังเพคะ "
" เอื้อนถ้อยถึงเรื่องนี้ช่างโกรธานัก เศวตฉัตรกรุงเถมรูเราถูกเหยียดหยามโดยอนันตาคชแคว้น ช่างน่าเจ็บใจจริงๆ "
พระนางตรัสพลางทรงแลพระเนตรออกไปยังนอกฝั่งทะเล ทรงพิศดูหมู่นกผ่องพรรณซึ่งบินแห่กันไปรวมกลุ่มอยู่ที่จุดหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไปมาก ดั่งว่ากำลังมีสิ่งใดน่าสนใจอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งแท้จริงแล้ว ตรงจุดบริเวณดังกล่าวก็คือขบวนเภตราทองของพระนางศรีตะกุมะลากานั่นเอง
พระนางสุบินสวรรค์ทรงสะดุ้ง เมื่อราชครูหญิงวัย 80 ชันษา เข้ามากระซิบด้วยเสียงอันสั่นเครือ
" ไฉนเล่า...พระแม่เจ้าไม่ใช้เสน่ห์หว่านล้อมเจ้าฟ้ามูรตีให้ตายใจเล่าเพคะ "
ทรงเชิดพระพักตร์ค้อน พลางทรงเปรยขึ้นว่า
" เชอะ... ก็มีนางแก้วกานดามหาเทวีศรีละวิรัฐพระพลัดถิ่นมานานแสนนานก็ยังมิกลับสถานบ้านช่องห้องหอรอโลมปฏิโลมอยู่ทุกคืนค่ำย่ำรุ่ง มิไยจะมาแยแสหลงเสน่ห์เล่ห์กลสนหทัยเรา "
ฉับพลัน... วาริชฌาภาร์ณา เสนาบดีหญิงมือซ้ายรีบวิ่งเข้ามาทูล
" อาเพทใหญ่แล้วเพคะราชินีนาถ บัดนี้ เบื้องบูรพทิศานุทิศ ปรากฏกองทัพอิสตรีสามพันแหวกว่ายสายธารามาทางนี้เพคะ "
มโหรีเถมรูกระหน่ำเพลงอะไรก็ไม่รู้ เพราะกำลังตกใจกันอย่างสุดขีด พระนางสุบินสวรรค์เปรยพระสุรเสียงเป็นกลอนโดยทรงร้องนำ ตามด้วยจะติกะวะนาจิ สองเสนาบดี และในที่สุดก็ร้องพร้อมกันทั้ง 4 คน
" มาดีมาร้ายยยยย ฤาไฉนนนนนน "
" จงสั่งการลงไปให้เตรียมหา... "
" อา วุธ ยุทโธป กร ณา... "
" เตรียมพร้อม ยุทธนาในทันใด "
มโหรีลั่นฉาบสามคราเป็นอันจบบทเพลงที่ร่วมกันประสานสรรพเสียงให้กระเดื่องแดนดิน
สะขรุมจินห์ มหาดเล็กหญิงถลามาหมอบพลางเงยหน้าทูล
" ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าชาวเถมรู ณ บัดนี้ เป็นการทราบแน่ชัดแล้วว่า ทัพเภตราที่ยกมาในทะเลนั้นเป็นของพระนางศรีตะกุมะลากา มหาราชินีแห่งภูธราประเทศ ผู้เป็นพระชายาแห่งเจ้าฟ้าฉกรรณราชากษัตริย์ละวิรัฐเพคะ "
" เทวาหนุน...? "
พระนางสุบินสวรรค์ทรงตกพระทัยยิ่ง พลางทรงยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นป้องพระอุระจึ่งตรัสต่อ
" ราชินีภูธรา ชายาละวิรัฐ... นี่นางจะยกมาตีเราฤาไฉน..? "
" คงหามิได้เพคะ... หม่อมฉันว่า.. ทรงมาขอพระวินิจฉัยเรื่องผูกใจพระสวามีที่ไปฝักใผ่ตรึงสมัยมากกว่า "
สะขรุมจินห์เล่นลิ้นปลิ้นปล้อนพร้อมยิ้มอาย
ฉาด..ด..ด..ด..ดดดดดด !!!
จะติกะวะนาจิเสยบาทาเข้าใส่อย่างจังจนร่างสะขรุมจินห์ลอยละลิ่วไปไกลพลางทูลด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ
" อย่าใส่พระทัยกับมดปลวก ขอทรงมีพระบรมราชโองการออกศึกโดยด่วน "
ฉับพลัน...
เสียงหนึ่งกังวาลมาจากนภาเบื้องบน ราวอัสนีสาธร...
" ช้าก่อนสุบินสวรรค์มัสยายาหยีรานีเถมรู ไยเจ้าไม่ตริชอบถี่ถ้วน "
บัดดล บนท้องฟ้า พลันปรากฏหมอกควันสีขาวสะอาดตาพวยพุ่งขึ้น ครั้นควันจางลง เหล่าสตรีในทัพเถมรูต่างตะลึงในในสิ่งที่ประสบ พร้อมนอบนบลงก้มกราบคารวะพลางเปล่งสุรเสียงขึ้นพร้อมกัน
" โอ...!! อนุสรติยเทวาอัสอิทธีร์... "
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาประชาชีทุกผู้ทุกนามนั้น คือองค์เทวาสุงสุดผู้อยู่ในพัสตราภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะบนยอดเขา บนศรีษะสวมมงกุฏทองคำส่องประกายวาววับจับตาอยู่ตลอดเวลา
ในครากระนั้น ได้ทรงมีพระดำรัสชี้แนะ
" จงร่วมมือกับศรีตะกุมะลากา ราชินีนาถภูธราประเทศ สร้างความยิ่งใหญ่แก่กรุงเถมรูราชธานีเทอญ... "
- - - - - - - - -
ในไม่นาน...
เภตราทองคำของพระนางศรีตะกุมะลากาจึงจอดสงนิ่งอยู่กลางทะเล แลเหล่านางกำนัลและข้าราชบริพารแห่งภูธราประเทศต่างหมอบลง
พระนางสุบินสวรรค์ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่เภตราทองด้วยพระทัยอิ่มเอิบ สีพระพักตร์แสดงถึงความปิติสุขเป็นที่ยิ่ง ทรงหยุดประทับยืนอยู่หน้าพระนางศรีตะกุมะลากาคราหนึ่ง ซึ่งพระนางศรีตะกะมะลากาก็ทรงยิ้มตอบด้วยไมตรีจิตอันดีเหลือประมาณ
จากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงโผเข้าหากันพลางทรงสวมกอดแสดงความยินดี
เหล่าข้าราชบริพารทั้งสองฝ่ายต่างไชโยโห่ร้อง แลจับคู่กันเข้าสวมกอดเฉกเช่นเดียวกันกับพระราชินีของตน
มโหรีทั้งสองฝ่ายต่างแบกเครื่องสรรพดนตรีอันหลากหลายมารวมกันเป็นมหามโหรีผสมวงใหญ่สุดก่อนร่วมกันบรรเลงบทเพลงไออุ่นละมุนรักพิทักษ์ประชา ซึ่งเพิ่งจะประดิษฐ์ท่วงทำนองแลคำร้องขึ้นมาสดๆ ณ เดี๋ยวนั้น
ทันใด...
บังเกิดเกลียวควันทวยเทพพุ่งขึ้นระหว่างสายเลือดขัตติยกษัตรียาทั้งสองพารา ปรากฏเป็นซึงทองหางจามรียาและฆ้องวงหยกปกเกศเกล้าอันสวยสดงดงามอย่างละหนึ่งวางอยู่ ตามด้วยพระดำรัสแห่งองค์อนุสรติยเทวาอัสอิทธีร์ว่า
" บัดนี้ ข้าจักมอบอาวุธเทวาสองชิ้นนี้แก่เจ้าทั้งสอง เจ้าจงใช้มันไปในทางเสริมสร้างความยิ่งใหญ่แก่ประเทศของเจ้า และ ณ ที่นี้... ข้าจักขอประกาศให้ทราบว่า กรุงเถมรู จักรวมกับภูธรา แลขนานนามใหม่ว่า... เถมรูภูธราอัศวชิวหานิศาแคว้น... นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอทวยเทพทั้งหลายจงรับทราบโดยทั่วถึงกันทุกท่านทุกองค์เทอญ... "
ดำรัสจบ...
บังเกิดเกลียวควันหลายสายพวยพุ่งอยู่บนท้องฟ้า
มโหรีสวรรค์ประโคมเพลงเทวาประสาทศิลป์ถวิลหวังประดังประเทืองกระเดื่องวิมานประสานทวยเทพ
ชาวประชาทั้งสองชาติไชโยโห่ร้องกันอึกทึกอีกครา แลกษัตรียาทั้งสองจึงก้มลงกราบองค์อนุสรติยเทวาอัสอิทธีร์ด้วยความเคารพ ก่อนเงยพระพักตร์ขึ้นแย้มพระสรวลด้วยความยินดี
พระนางศรีตะกุมะลากาทรงชูซึงทองหามจามรียา ขึ้นชนกับฆ้องวงหยกปกเกศเกล้า อันเป็นสัญญลักษณ์ลัญจกรหมายถึง เถมรูภูธราอัศวชิวหานิศาแคว้น ได้เกิดขึ้นแล้วในเกวลทวีปแห่งนี้ "
อา... การประจันหน้ากันระหว่างสามกรุงอันได้แก่ อนันตา ละวิรัฐ แลเถมรูภูธราอัศวชิวหานิศาแคว้น เกิดขึ้นแล้วฤานี่ ผู้ใดเล่าจะห้ามทัพครานี้
มหามโหรีหลวงบรรเลงเพลงมหาทัพสดับพระโองการ แสดงถึงความยิ่งใหญ่และชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- - - - - - - - -
ยามรัตติกาล...
ในพนาไพรที่กองทัพสตรีหนึ่งล้านเก้าแสนคนของกษัตรียาผู้เถลิงราชย์จากเทวัญบัญชา
พระนางสุบินสวรรค์ทรงผุดขึ้นจากพระที่ พลางทรงเอื้อมพระกรไปโอบบั้นเองของนางพัดวีนางหนึ่งมาแนบชิดองค์
" อ๊ะ..!! หาควรไม่เพคะราชินีนาถ "
นางพัดวีทักท้วงด้วยทีท่าตระหนกพลางสั่นกายาระริก
" สักหน่อยน่า... หาจะมากไม่ คราเดียวกระนั้นเอง "
พระนางสุบินสวรรค์ตรัสจบทรงแนบพระโอษฐ์เข้าจุมพิตปรางอันอิ่มเอิบเนียนนุ่มแห่งนางพัดวีผู้นั้น
โคมประทีปดับลงโดยพลัน
กาลเพลายามดึกผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวเต่าคลาน
ภายในกองทัพที่เต็มไปด้วยสตรีจำนวนมากมายมหาศาล สิ่งไม่คาดคิดย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อิสตรีบางนางอาจสะกดกลั้นอารมณ์อันอ่อนไหวแลแรงปรารถนาส่วนลึกแห่งจิตใจนั้นไว้ได้ จึงต้องพาลระบายลงกับอิสตรีด้วยกันฉันท์คู่รัก
พระนางสุบินสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน...
พระนางทรงกรำศึกมาเป็นเวลานานแสนนานเพื่อชาติเถมรู ความรู้สึกบางส่วนจึงขาดหายหรือแปรเปลี่ยนไป ด้วยเหตุนี้ จึงทรงเป็นอีกผู้หนึ่งที่ปลีกหนีจากห้วงแห่งความรู้สึกที่แปลกแยกนั้นไปไม่พ้น
* * * * * * * * *
จบบทที่ 14 โปรดติดตามต่อบทที่ 15
เจ้าฟ้ามูรตี บทที่ 14
บทประพันธ์ ด๋ง
ปฐมบท และบทที่ 1 http://pantip.com/topic/30945806
บทที่ 2 http://pantip.com/topic/30953632
บทที่ 3 http://pantip.com/topic/30959854
บทที่ 4 http://pantip.com/topic/30972487
บทที่ 5 http://pantip.com/topic/31008949
บทที่ 6 http://pantip.com/topic/31062538
บทที่ 7 http://pantip.com/topic/31068381
บทที่ 8 http://pantip.com/topic/31072197
บทที่ 9 http://pantip.com/topic/31080124
บทที่ 10 http://pantip.com/topic/31096418
บทที่ 11 http://pantip.com/topic/31106323
บทที่ 12 http://pantip.com/topic/31110852
บทที่ 13 http://pantip.com/topic/31119767
*****************
บทที่ 14
ท่ามกลางเขาลำเนาไพร อันหลากล้วนไปด้วยพืชนานาพันธุ์ที่แผ่กิ่งก้านดอกใบกระจายไปทั่วบริเวณ แลปกคลุมพื้นธรณีอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัชพืชให้ชุ่มฉ่ำตลอดชั่วกาลเพลามาช้านานนับเนื่องได้หลายชั่วอายุบรรพชนอยู่
เสียงฝีบาทของผู้คนจำนวนมากได้สืบแทรกลำเนาป่ามาอย่างว่องไวจนกระหึ่มไปทั่วราวกับมโหรีบรรเลงมโหระทึกให้กึกก้องสนั่นท้องพระโรงแห่งกรุงละวิรัฐ
ณ บัดนี้...
กระบวนเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคของพระนางศรีตะกุมะลากา ราชินีภูธราประเทศ ได้ระเห็จระเหเร่ร่อนมาตามวนาดอนพงไพรอย่างไวว่องคล่องแคล่ว
พระนางศรีตะกุมะลากาทรงประทับบนพระเสลี่ยงทองคำ โดยมีเหล่าทาสสตรีสี่คนหาม กระบวนเสด็จสืบเท้าต่อเนื่องอย่างรวดเร็วลัดเลาะไปตามพงไม้ จนในที่สุดก็ออกสู่ชายฝั่งทะเลอันกว้างใหญ่
เสียงเกลียวคลื่นถาโถมโหมซัดชายหาดอันขาวสะอาดเนียนละเอียดดังครืน เคล้าคลอเสียงหมู่นกนางนวลซึ่งบินร่อนอยู่บนท้องนภาอย่างอ่อนช้อยราวกับนางรำ
กระบวนเสด็จหยุดอยู่ที่ชายหาดแห่งนั้น แลพระเสลี่ยงทองคำก็ถูกอัญเชิญลงอย่างช้าๆ
พระนางศรีตะกุมะลากาทรงเปรยยิ้มออกมาคราหนึ่งพลางทรงขยับพระวรกายลงจากพระเสลี่ยงแล้วทรงเมียงมองข้าราชบริพารแลทหารหญิงทั้งมวลซึ่งขณะนั้นต่างพากันตกตะลึงพรึงเพริดเปิดตาอ้าปากค้างไปกับภาพท้องทะเลสีน้ำเงินอันกว้างใหญ่ เพราะพวกหล่อนทั้งหลายไม่เคยประสบพบพานทะเลมาก่อน เนื่องด้วยภูธราประเทศนั้นไม่มีราขอาณาเขตติดกับท้องทะเลเลย
" ชื่นตื่นตาทั่วหน้า มิไยไม่เริงร่าลงสนานให้สุขสราญสรรพางค์กาย ไปสิ "
พระนางศรีตะกุมะลากาตรัสจบ
บรรดาเหล่านางพระกำนัลแลทหารหญิงทั้งมวล ต่างสลัดอาภรณ์และชุดเกราะของตนออกอย่างว่องไวแล้วโถมกายลงสู่ท้องทะเลอันเย็นฉ่ำแห่งนั้นในทันที
เหล่าสตรีทั้งมวลต่างชื่นสุขกับการแหวกวายสายธาราและหยอกล้อต่อกระซิกระริกระรี้กันจนเป็นที่สนุกสนาน ต่างสาดน้ำใส่กายากันและกันจนฉ่ำชุ่ม
พระนางศรีตะกุมะลากายังทรงประทับอยู่กับทาสหญิงทั้งสี่ และศริพารฟาร์ ราชเลขานุการในพระองค์
" เห็นนังพวกหล่อนเริงร่าแล้วช่างบันเทิงใจนัก "
ตรัสพลางทรงใช้พระหัตถาเสยพระเกศาอันยาวสลวยให้สยายไปตามแรงลมโบกสะบัด
" เพคะพระนาง... นังพวกนี้มันมิเคยประสบพบทะเลมาก่อนเก่า ดูราวกับว่าเป็นสวรรค์ของพวกมันกระนั้นแล "
ศริพารฟาร์กราบทูลจบ พระนางศรีตะกุมะลากาเสด็จลุกขึ้นจากพระที่อย่างช้าๆ สายลมต้องพระภูษาจนโบกสะบัดพลิ้วไหว
" เอาล่ะ... บรรดาข้าราชบริพารทั้งหลาย บัดนี้ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว "
ตรัสจบ เหล่าสตรีในทะเลต่างทยอยกันขึ้นฝั่งแล้วแต่งกายจนเป็นที่เรียบร้อย
พระนางศรีตะกุมะลากาทรงหันมาทางศริพราฟาร์ พลางทรงมีพระราชโองการ
" จงไปเตรียมเภตราทองคำลงทะเล เราจะมุ่งสู่เถมรู ณ บัดนี้ "
" เพคะราชินี "
ศริพารฟาร์น้อมรับพลางเร่งรีบไปจัดการ
ในไม่ช้า...
เภตราทองคำลำมหึมาซึ่งต้องใช้ฝีพายถึงสามร้อยคนก็เลื่อนลงทะเล เหล่าทหารหญิงทั้งหลายเข้าประจำตามที่ของตน ธงชาติภูธราถูกอัญเชิญขึ้นสู่ยอดเสากระโดงเรือโดยพลัน
มโหรีประจำเรือกระหน่ำเพลงคลื่นลูกใหม่ตามด้วยเพลงกะรุมปรูดี เคล้าคลอเสียงไชโยโห่ร้องของสตรีภูธราทั้งหลาย
" เคลื่อนพล "
ทรงมีพระบรมราชโองการ
เหล่านางกำนัลทั้งสามร้อยซึ่งอยู่บนชายหาด ต่างแยกออกเป็นสองข้าง ข้างละพันห้าร้อย ลงว่ายในธารา ขนาบเรือสำเภาพระที่นั่งของพระนางศรีตะกุมะลากาซึ่งทรงชุดกษัตริย์หญิงสไบเกราะทอง ถือคทามหามณีเก้ายอดปลอดอริราช
สำเภาทองเคลื่อนคล้อยอยู่กลางทะเล โดยมีขบวนนางกำนัลว่ายน้ำขนาบอยู่ด้านข้างแลดูงดงามอลังการสุดประมาณ ประดุจเทพธิดานาวาซึ่งรายรอบด้วยนางฟ้าจากสรวงสวรรค์
- - - - - - - - -
ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของโลมเลียสมุทรวดี ศรีวารีแห่งเกวลทวีป
ในเพลาเดียวกันนั้น พระนางสุบินสวรรค์ ซึ่งทรงกลับจากอนันตาด้วยความกริ้ว ได้เสด็จออกมาผ่อนคลายพระอารมณ์ด้วยการชมปลา ในโลมเลียสมุทรวดี ศรีวารีแห่งเกวลทวีป
มะจั่นฟาร์ตีฏ์ เสนาบดีหญิงมือขวาของพระนางสะบินสวรรค์ พลางเข้ามากราบทูล
" ราชินีนาถเพคะ ทรงหายคลายพระหวั่นแล้วหรือยังเพคะ "
" เอื้อนถ้อยถึงเรื่องนี้ช่างโกรธานัก เศวตฉัตรกรุงเถมรูเราถูกเหยียดหยามโดยอนันตาคชแคว้น ช่างน่าเจ็บใจจริงๆ "
พระนางตรัสพลางทรงแลพระเนตรออกไปยังนอกฝั่งทะเล ทรงพิศดูหมู่นกผ่องพรรณซึ่งบินแห่กันไปรวมกลุ่มอยู่ที่จุดหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไปมาก ดั่งว่ากำลังมีสิ่งใดน่าสนใจอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งแท้จริงแล้ว ตรงจุดบริเวณดังกล่าวก็คือขบวนเภตราทองของพระนางศรีตะกุมะลากานั่นเอง
พระนางสุบินสวรรค์ทรงสะดุ้ง เมื่อราชครูหญิงวัย 80 ชันษา เข้ามากระซิบด้วยเสียงอันสั่นเครือ
" ไฉนเล่า...พระแม่เจ้าไม่ใช้เสน่ห์หว่านล้อมเจ้าฟ้ามูรตีให้ตายใจเล่าเพคะ "
ทรงเชิดพระพักตร์ค้อน พลางทรงเปรยขึ้นว่า
" เชอะ... ก็มีนางแก้วกานดามหาเทวีศรีละวิรัฐพระพลัดถิ่นมานานแสนนานก็ยังมิกลับสถานบ้านช่องห้องหอรอโลมปฏิโลมอยู่ทุกคืนค่ำย่ำรุ่ง มิไยจะมาแยแสหลงเสน่ห์เล่ห์กลสนหทัยเรา "
ฉับพลัน... วาริชฌาภาร์ณา เสนาบดีหญิงมือซ้ายรีบวิ่งเข้ามาทูล
" อาเพทใหญ่แล้วเพคะราชินีนาถ บัดนี้ เบื้องบูรพทิศานุทิศ ปรากฏกองทัพอิสตรีสามพันแหวกว่ายสายธารามาทางนี้เพคะ "
มโหรีเถมรูกระหน่ำเพลงอะไรก็ไม่รู้ เพราะกำลังตกใจกันอย่างสุดขีด พระนางสุบินสวรรค์เปรยพระสุรเสียงเป็นกลอนโดยทรงร้องนำ ตามด้วยจะติกะวะนาจิ สองเสนาบดี และในที่สุดก็ร้องพร้อมกันทั้ง 4 คน
" มาดีมาร้ายยยยย ฤาไฉนนนนนน "
" จงสั่งการลงไปให้เตรียมหา... "
" อา วุธ ยุทโธป กร ณา... "
" เตรียมพร้อม ยุทธนาในทันใด "
มโหรีลั่นฉาบสามคราเป็นอันจบบทเพลงที่ร่วมกันประสานสรรพเสียงให้กระเดื่องแดนดิน
สะขรุมจินห์ มหาดเล็กหญิงถลามาหมอบพลางเงยหน้าทูล
" ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าชาวเถมรู ณ บัดนี้ เป็นการทราบแน่ชัดแล้วว่า ทัพเภตราที่ยกมาในทะเลนั้นเป็นของพระนางศรีตะกุมะลากา มหาราชินีแห่งภูธราประเทศ ผู้เป็นพระชายาแห่งเจ้าฟ้าฉกรรณราชากษัตริย์ละวิรัฐเพคะ "
" เทวาหนุน...? "
พระนางสุบินสวรรค์ทรงตกพระทัยยิ่ง พลางทรงยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นป้องพระอุระจึ่งตรัสต่อ
" ราชินีภูธรา ชายาละวิรัฐ... นี่นางจะยกมาตีเราฤาไฉน..? "
" คงหามิได้เพคะ... หม่อมฉันว่า.. ทรงมาขอพระวินิจฉัยเรื่องผูกใจพระสวามีที่ไปฝักใผ่ตรึงสมัยมากกว่า "
สะขรุมจินห์เล่นลิ้นปลิ้นปล้อนพร้อมยิ้มอาย
ฉาด..ด..ด..ด..ดดดดดด !!!
จะติกะวะนาจิเสยบาทาเข้าใส่อย่างจังจนร่างสะขรุมจินห์ลอยละลิ่วไปไกลพลางทูลด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ
" อย่าใส่พระทัยกับมดปลวก ขอทรงมีพระบรมราชโองการออกศึกโดยด่วน "
ฉับพลัน...
เสียงหนึ่งกังวาลมาจากนภาเบื้องบน ราวอัสนีสาธร...
" ช้าก่อนสุบินสวรรค์มัสยายาหยีรานีเถมรู ไยเจ้าไม่ตริชอบถี่ถ้วน "
บัดดล บนท้องฟ้า พลันปรากฏหมอกควันสีขาวสะอาดตาพวยพุ่งขึ้น ครั้นควันจางลง เหล่าสตรีในทัพเถมรูต่างตะลึงในในสิ่งที่ประสบ พร้อมนอบนบลงก้มกราบคารวะพลางเปล่งสุรเสียงขึ้นพร้อมกัน
" โอ...!! อนุสรติยเทวาอัสอิทธีร์... "
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาประชาชีทุกผู้ทุกนามนั้น คือองค์เทวาสุงสุดผู้อยู่ในพัสตราภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะบนยอดเขา บนศรีษะสวมมงกุฏทองคำส่องประกายวาววับจับตาอยู่ตลอดเวลา
ในครากระนั้น ได้ทรงมีพระดำรัสชี้แนะ
" จงร่วมมือกับศรีตะกุมะลากา ราชินีนาถภูธราประเทศ สร้างความยิ่งใหญ่แก่กรุงเถมรูราชธานีเทอญ... "
- - - - - - - - -
ในไม่นาน...
เภตราทองคำของพระนางศรีตะกุมะลากาจึงจอดสงนิ่งอยู่กลางทะเล แลเหล่านางกำนัลและข้าราชบริพารแห่งภูธราประเทศต่างหมอบลง
พระนางสุบินสวรรค์ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่เภตราทองด้วยพระทัยอิ่มเอิบ สีพระพักตร์แสดงถึงความปิติสุขเป็นที่ยิ่ง ทรงหยุดประทับยืนอยู่หน้าพระนางศรีตะกุมะลากาคราหนึ่ง ซึ่งพระนางศรีตะกะมะลากาก็ทรงยิ้มตอบด้วยไมตรีจิตอันดีเหลือประมาณ
จากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงโผเข้าหากันพลางทรงสวมกอดแสดงความยินดี
เหล่าข้าราชบริพารทั้งสองฝ่ายต่างไชโยโห่ร้อง แลจับคู่กันเข้าสวมกอดเฉกเช่นเดียวกันกับพระราชินีของตน
มโหรีทั้งสองฝ่ายต่างแบกเครื่องสรรพดนตรีอันหลากหลายมารวมกันเป็นมหามโหรีผสมวงใหญ่สุดก่อนร่วมกันบรรเลงบทเพลงไออุ่นละมุนรักพิทักษ์ประชา ซึ่งเพิ่งจะประดิษฐ์ท่วงทำนองแลคำร้องขึ้นมาสดๆ ณ เดี๋ยวนั้น
ทันใด...
บังเกิดเกลียวควันทวยเทพพุ่งขึ้นระหว่างสายเลือดขัตติยกษัตรียาทั้งสองพารา ปรากฏเป็นซึงทองหางจามรียาและฆ้องวงหยกปกเกศเกล้าอันสวยสดงดงามอย่างละหนึ่งวางอยู่ ตามด้วยพระดำรัสแห่งองค์อนุสรติยเทวาอัสอิทธีร์ว่า
" บัดนี้ ข้าจักมอบอาวุธเทวาสองชิ้นนี้แก่เจ้าทั้งสอง เจ้าจงใช้มันไปในทางเสริมสร้างความยิ่งใหญ่แก่ประเทศของเจ้า และ ณ ที่นี้... ข้าจักขอประกาศให้ทราบว่า กรุงเถมรู จักรวมกับภูธรา แลขนานนามใหม่ว่า... เถมรูภูธราอัศวชิวหานิศาแคว้น... นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอทวยเทพทั้งหลายจงรับทราบโดยทั่วถึงกันทุกท่านทุกองค์เทอญ... "
ดำรัสจบ...
บังเกิดเกลียวควันหลายสายพวยพุ่งอยู่บนท้องฟ้า
มโหรีสวรรค์ประโคมเพลงเทวาประสาทศิลป์ถวิลหวังประดังประเทืองกระเดื่องวิมานประสานทวยเทพ
ชาวประชาทั้งสองชาติไชโยโห่ร้องกันอึกทึกอีกครา แลกษัตรียาทั้งสองจึงก้มลงกราบองค์อนุสรติยเทวาอัสอิทธีร์ด้วยความเคารพ ก่อนเงยพระพักตร์ขึ้นแย้มพระสรวลด้วยความยินดี
พระนางศรีตะกุมะลากาทรงชูซึงทองหามจามรียา ขึ้นชนกับฆ้องวงหยกปกเกศเกล้า อันเป็นสัญญลักษณ์ลัญจกรหมายถึง เถมรูภูธราอัศวชิวหานิศาแคว้น ได้เกิดขึ้นแล้วในเกวลทวีปแห่งนี้ "
อา... การประจันหน้ากันระหว่างสามกรุงอันได้แก่ อนันตา ละวิรัฐ แลเถมรูภูธราอัศวชิวหานิศาแคว้น เกิดขึ้นแล้วฤานี่ ผู้ใดเล่าจะห้ามทัพครานี้
มหามโหรีหลวงบรรเลงเพลงมหาทัพสดับพระโองการ แสดงถึงความยิ่งใหญ่และชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- - - - - - - - -
ยามรัตติกาล...
ในพนาไพรที่กองทัพสตรีหนึ่งล้านเก้าแสนคนของกษัตรียาผู้เถลิงราชย์จากเทวัญบัญชา
พระนางสุบินสวรรค์ทรงผุดขึ้นจากพระที่ พลางทรงเอื้อมพระกรไปโอบบั้นเองของนางพัดวีนางหนึ่งมาแนบชิดองค์
" อ๊ะ..!! หาควรไม่เพคะราชินีนาถ "
นางพัดวีทักท้วงด้วยทีท่าตระหนกพลางสั่นกายาระริก
" สักหน่อยน่า... หาจะมากไม่ คราเดียวกระนั้นเอง "
พระนางสุบินสวรรค์ตรัสจบทรงแนบพระโอษฐ์เข้าจุมพิตปรางอันอิ่มเอิบเนียนนุ่มแห่งนางพัดวีผู้นั้น
โคมประทีปดับลงโดยพลัน
กาลเพลายามดึกผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวเต่าคลาน
ภายในกองทัพที่เต็มไปด้วยสตรีจำนวนมากมายมหาศาล สิ่งไม่คาดคิดย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อิสตรีบางนางอาจสะกดกลั้นอารมณ์อันอ่อนไหวแลแรงปรารถนาส่วนลึกแห่งจิตใจนั้นไว้ได้ จึงต้องพาลระบายลงกับอิสตรีด้วยกันฉันท์คู่รัก
พระนางสุบินสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน...
พระนางทรงกรำศึกมาเป็นเวลานานแสนนานเพื่อชาติเถมรู ความรู้สึกบางส่วนจึงขาดหายหรือแปรเปลี่ยนไป ด้วยเหตุนี้ จึงทรงเป็นอีกผู้หนึ่งที่ปลีกหนีจากห้วงแห่งความรู้สึกที่แปลกแยกนั้นไปไม่พ้น
* * * * * * * * *
จบบทที่ 14 โปรดติดตามต่อบทที่ 15