เจ้าฟ้ามูรตี บทที่ 14

กระทู้สนทนา
เจ้าฟ้ามูรตี

บทประพันธ์ ด๋ง

ปฐมบท และบทที่ 1 http://pantip.com/topic/30945806
บทที่ 2 http://pantip.com/topic/30953632
บทที่ 3 http://pantip.com/topic/30959854
บทที่ 4 http://pantip.com/topic/30972487
บทที่ 5 http://pantip.com/topic/31008949
บทที่ 6 http://pantip.com/topic/31062538
บทที่ 7 http://pantip.com/topic/31068381
บทที่ 8 http://pantip.com/topic/31072197
บทที่ 9 http://pantip.com/topic/31080124
บทที่ 10 http://pantip.com/topic/31096418
บทที่ 11 http://pantip.com/topic/31106323
บทที่ 12 http://pantip.com/topic/31110852
บทที่ 13 http://pantip.com/topic/31119767

*****************


บทที่ 14



ท่ามกลางเขาลำเนาไพร อันหลากล้วนไปด้วยพืชนานาพันธุ์ที่แผ่กิ่งก้านดอกใบกระจายไปทั่วบริเวณ แลปกคลุมพื้นธรณีอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัชพืชให้ชุ่มฉ่ำตลอดชั่วกาลเพลามาช้านานนับเนื่องได้หลายชั่วอายุบรรพชนอยู่

เสียงฝีบาทของผู้คนจำนวนมากได้สืบแทรกลำเนาป่ามาอย่างว่องไวจนกระหึ่มไปทั่วราวกับมโหรีบรรเลงมโหระทึกให้กึกก้องสนั่นท้องพระโรงแห่งกรุงละวิรัฐ

ณ บัดนี้...

กระบวนเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคของพระนางศรีตะกุมะลากา ราชินีภูธราประเทศ ได้ระเห็จระเหเร่ร่อนมาตามวนาดอนพงไพรอย่างไวว่องคล่องแคล่ว

พระนางศรีตะกุมะลากาทรงประทับบนพระเสลี่ยงทองคำ โดยมีเหล่าทาสสตรีสี่คนหาม กระบวนเสด็จสืบเท้าต่อเนื่องอย่างรวดเร็วลัดเลาะไปตามพงไม้ จนในที่สุดก็ออกสู่ชายฝั่งทะเลอันกว้างใหญ่

เสียงเกลียวคลื่นถาโถมโหมซัดชายหาดอันขาวสะอาดเนียนละเอียดดังครืน เคล้าคลอเสียงหมู่นกนางนวลซึ่งบินร่อนอยู่บนท้องนภาอย่างอ่อนช้อยราวกับนางรำ

กระบวนเสด็จหยุดอยู่ที่ชายหาดแห่งนั้น แลพระเสลี่ยงทองคำก็ถูกอัญเชิญลงอย่างช้าๆ

พระนางศรีตะกุมะลากาทรงเปรยยิ้มออกมาคราหนึ่งพลางทรงขยับพระวรกายลงจากพระเสลี่ยงแล้วทรงเมียงมองข้าราชบริพารแลทหารหญิงทั้งมวลซึ่งขณะนั้นต่างพากันตกตะลึงพรึงเพริดเปิดตาอ้าปากค้างไปกับภาพท้องทะเลสีน้ำเงินอันกว้างใหญ่ เพราะพวกหล่อนทั้งหลายไม่เคยประสบพบพานทะเลมาก่อน เนื่องด้วยภูธราประเทศนั้นไม่มีราขอาณาเขตติดกับท้องทะเลเลย

" ชื่นตื่นตาทั่วหน้า มิไยไม่เริงร่าลงสนานให้สุขสราญสรรพางค์กาย ไปสิ "

พระนางศรีตะกุมะลากาตรัสจบ

บรรดาเหล่านางพระกำนัลแลทหารหญิงทั้งมวล ต่างสลัดอาภรณ์และชุดเกราะของตนออกอย่างว่องไวแล้วโถมกายลงสู่ท้องทะเลอันเย็นฉ่ำแห่งนั้นในทันที

เหล่าสตรีทั้งมวลต่างชื่นสุขกับการแหวกวายสายธาราและหยอกล้อต่อกระซิกระริกระรี้กันจนเป็นที่สนุกสนาน ต่างสาดน้ำใส่กายากันและกันจนฉ่ำชุ่ม

พระนางศรีตะกุมะลากายังทรงประทับอยู่กับทาสหญิงทั้งสี่ และศริพารฟาร์ ราชเลขานุการในพระองค์

" เห็นนังพวกหล่อนเริงร่าแล้วช่างบันเทิงใจนัก "

ตรัสพลางทรงใช้พระหัตถาเสยพระเกศาอันยาวสลวยให้สยายไปตามแรงลมโบกสะบัด

" เพคะพระนาง... นังพวกนี้มันมิเคยประสบพบทะเลมาก่อนเก่า ดูราวกับว่าเป็นสวรรค์ของพวกมันกระนั้นแล "

ศริพารฟาร์กราบทูลจบ พระนางศรีตะกุมะลากาเสด็จลุกขึ้นจากพระที่อย่างช้าๆ สายลมต้องพระภูษาจนโบกสะบัดพลิ้วไหว

" เอาล่ะ... บรรดาข้าราชบริพารทั้งหลาย บัดนี้ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว "

ตรัสจบ เหล่าสตรีในทะเลต่างทยอยกันขึ้นฝั่งแล้วแต่งกายจนเป็นที่เรียบร้อย

พระนางศรีตะกุมะลากาทรงหันมาทางศริพราฟาร์ พลางทรงมีพระราชโองการ

" จงไปเตรียมเภตราทองคำลงทะเล เราจะมุ่งสู่เถมรู ณ บัดนี้ "

" เพคะราชินี "

ศริพารฟาร์น้อมรับพลางเร่งรีบไปจัดการ

ในไม่ช้า...

เภตราทองคำลำมหึมาซึ่งต้องใช้ฝีพายถึงสามร้อยคนก็เลื่อนลงทะเล เหล่าทหารหญิงทั้งหลายเข้าประจำตามที่ของตน ธงชาติภูธราถูกอัญเชิญขึ้นสู่ยอดเสากระโดงเรือโดยพลัน

มโหรีประจำเรือกระหน่ำเพลงคลื่นลูกใหม่ตามด้วยเพลงกะรุมปรูดี เคล้าคลอเสียงไชโยโห่ร้องของสตรีภูธราทั้งหลาย

" เคลื่อนพล "

ทรงมีพระบรมราชโองการ

เหล่านางกำนัลทั้งสามร้อยซึ่งอยู่บนชายหาด ต่างแยกออกเป็นสองข้าง ข้างละพันห้าร้อย ลงว่ายในธารา ขนาบเรือสำเภาพระที่นั่งของพระนางศรีตะกุมะลากาซึ่งทรงชุดกษัตริย์หญิงสไบเกราะทอง ถือคทามหามณีเก้ายอดปลอดอริราช

สำเภาทองเคลื่อนคล้อยอยู่กลางทะเล โดยมีขบวนนางกำนัลว่ายน้ำขนาบอยู่ด้านข้างแลดูงดงามอลังการสุดประมาณ ประดุจเทพธิดานาวาซึ่งรายรอบด้วยนางฟ้าจากสรวงสวรรค์

- - - - - - - - -

ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของโลมเลียสมุทรวดี ศรีวารีแห่งเกวลทวีป

ในเพลาเดียวกันนั้น พระนางสุบินสวรรค์ ซึ่งทรงกลับจากอนันตาด้วยความกริ้ว ได้เสด็จออกมาผ่อนคลายพระอารมณ์ด้วยการชมปลา ในโลมเลียสมุทรวดี ศรีวารีแห่งเกวลทวีป

มะจั่นฟาร์ตีฏ์ เสนาบดีหญิงมือขวาของพระนางสะบินสวรรค์ พลางเข้ามากราบทูล

" ราชินีนาถเพคะ ทรงหายคลายพระหวั่นแล้วหรือยังเพคะ "

" เอื้อนถ้อยถึงเรื่องนี้ช่างโกรธานัก เศวตฉัตรกรุงเถมรูเราถูกเหยียดหยามโดยอนันตาคชแคว้น ช่างน่าเจ็บใจจริงๆ "

พระนางตรัสพลางทรงแลพระเนตรออกไปยังนอกฝั่งทะเล ทรงพิศดูหมู่นกผ่องพรรณซึ่งบินแห่กันไปรวมกลุ่มอยู่ที่จุดหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไปมาก ดั่งว่ากำลังมีสิ่งใดน่าสนใจอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งแท้จริงแล้ว ตรงจุดบริเวณดังกล่าวก็คือขบวนเภตราทองของพระนางศรีตะกุมะลากานั่นเอง

พระนางสุบินสวรรค์ทรงสะดุ้ง เมื่อราชครูหญิงวัย 80 ชันษา เข้ามากระซิบด้วยเสียงอันสั่นเครือ

" ไฉนเล่า...พระแม่เจ้าไม่ใช้เสน่ห์หว่านล้อมเจ้าฟ้ามูรตีให้ตายใจเล่าเพคะ "

ทรงเชิดพระพักตร์ค้อน พลางทรงเปรยขึ้นว่า

" เชอะ... ก็มีนางแก้วกานดามหาเทวีศรีละวิรัฐพระพลัดถิ่นมานานแสนนานก็ยังมิกลับสถานบ้านช่องห้องหอรอโลมปฏิโลมอยู่ทุกคืนค่ำย่ำรุ่ง มิไยจะมาแยแสหลงเสน่ห์เล่ห์กลสนหทัยเรา "

ฉับพลัน... วาริชฌาภาร์ณา เสนาบดีหญิงมือซ้ายรีบวิ่งเข้ามาทูล

" อาเพทใหญ่แล้วเพคะราชินีนาถ บัดนี้ เบื้องบูรพทิศานุทิศ ปรากฏกองทัพอิสตรีสามพันแหวกว่ายสายธารามาทางนี้เพคะ "

มโหรีเถมรูกระหน่ำเพลงอะไรก็ไม่รู้ เพราะกำลังตกใจกันอย่างสุดขีด พระนางสุบินสวรรค์เปรยพระสุรเสียงเป็นกลอนโดยทรงร้องนำ ตามด้วยจะติกะวะนาจิ สองเสนาบดี และในที่สุดก็ร้องพร้อมกันทั้ง 4 คน

" มาดีมาร้ายยยยย ฤาไฉนนนนนน "

" จงสั่งการลงไปให้เตรียมหา... "

" อา วุธ ยุทโธป กร ณา... "

" เตรียมพร้อม ยุทธนาในทันใด "

มโหรีลั่นฉาบสามคราเป็นอันจบบทเพลงที่ร่วมกันประสานสรรพเสียงให้กระเดื่องแดนดิน

สะขรุมจินห์ มหาดเล็กหญิงถลามาหมอบพลางเงยหน้าทูล

" ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าชาวเถมรู ณ บัดนี้ เป็นการทราบแน่ชัดแล้วว่า ทัพเภตราที่ยกมาในทะเลนั้นเป็นของพระนางศรีตะกุมะลากา มหาราชินีแห่งภูธราประเทศ ผู้เป็นพระชายาแห่งเจ้าฟ้าฉกรรณราชากษัตริย์ละวิรัฐเพคะ "

" เทวาหนุน...? "

พระนางสุบินสวรรค์ทรงตกพระทัยยิ่ง พลางทรงยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นป้องพระอุระจึ่งตรัสต่อ

" ราชินีภูธรา ชายาละวิรัฐ... นี่นางจะยกมาตีเราฤาไฉน..? "

" คงหามิได้เพคะ... หม่อมฉันว่า.. ทรงมาขอพระวินิจฉัยเรื่องผูกใจพระสวามีที่ไปฝักใผ่ตรึงสมัยมากกว่า "

สะขรุมจินห์เล่นลิ้นปลิ้นปล้อนพร้อมยิ้มอาย

ฉาด..ด..ด..ด..ดดดดดด !!!

จะติกะวะนาจิเสยบาทาเข้าใส่อย่างจังจนร่างสะขรุมจินห์ลอยละลิ่วไปไกลพลางทูลด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ

" อย่าใส่พระทัยกับมดปลวก ขอทรงมีพระบรมราชโองการออกศึกโดยด่วน "

ฉับพลัน...

เสียงหนึ่งกังวาลมาจากนภาเบื้องบน ราวอัสนีสาธร...

" ช้าก่อนสุบินสวรรค์มัสยายาหยีรานีเถมรู ไยเจ้าไม่ตริชอบถี่ถ้วน "

บัดดล บนท้องฟ้า พลันปรากฏหมอกควันสีขาวสะอาดตาพวยพุ่งขึ้น ครั้นควันจางลง เหล่าสตรีในทัพเถมรูต่างตะลึงในในสิ่งที่ประสบ พร้อมนอบนบลงก้มกราบคารวะพลางเปล่งสุรเสียงขึ้นพร้อมกัน

" โอ...!! อนุสรติยเทวาอัสอิทธีร์... "

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาประชาชีทุกผู้ทุกนามนั้น คือองค์เทวาสุงสุดผู้อยู่ในพัสตราภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะบนยอดเขา บนศรีษะสวมมงกุฏทองคำส่องประกายวาววับจับตาอยู่ตลอดเวลา

ในครากระนั้น ได้ทรงมีพระดำรัสชี้แนะ

" จงร่วมมือกับศรีตะกุมะลากา ราชินีนาถภูธราประเทศ สร้างความยิ่งใหญ่แก่กรุงเถมรูราชธานีเทอญ... "

- - - - - - - - -

ในไม่นาน...

เภตราทองคำของพระนางศรีตะกุมะลากาจึงจอดสงนิ่งอยู่กลางทะเล แลเหล่านางกำนัลและข้าราชบริพารแห่งภูธราประเทศต่างหมอบลง

พระนางสุบินสวรรค์ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่เภตราทองด้วยพระทัยอิ่มเอิบ สีพระพักตร์แสดงถึงความปิติสุขเป็นที่ยิ่ง ทรงหยุดประทับยืนอยู่หน้าพระนางศรีตะกุมะลากาคราหนึ่ง ซึ่งพระนางศรีตะกะมะลากาก็ทรงยิ้มตอบด้วยไมตรีจิตอันดีเหลือประมาณ

จากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงโผเข้าหากันพลางทรงสวมกอดแสดงความยินดี

เหล่าข้าราชบริพารทั้งสองฝ่ายต่างไชโยโห่ร้อง แลจับคู่กันเข้าสวมกอดเฉกเช่นเดียวกันกับพระราชินีของตน

มโหรีทั้งสองฝ่ายต่างแบกเครื่องสรรพดนตรีอันหลากหลายมารวมกันเป็นมหามโหรีผสมวงใหญ่สุดก่อนร่วมกันบรรเลงบทเพลงไออุ่นละมุนรักพิทักษ์ประชา ซึ่งเพิ่งจะประดิษฐ์ท่วงทำนองแลคำร้องขึ้นมาสดๆ ณ เดี๋ยวนั้น

ทันใด...

บังเกิดเกลียวควันทวยเทพพุ่งขึ้นระหว่างสายเลือดขัตติยกษัตรียาทั้งสองพารา ปรากฏเป็นซึงทองหางจามรียาและฆ้องวงหยกปกเกศเกล้าอันสวยสดงดงามอย่างละหนึ่งวางอยู่ ตามด้วยพระดำรัสแห่งองค์อนุสรติยเทวาอัสอิทธีร์ว่า

" บัดนี้ ข้าจักมอบอาวุธเทวาสองชิ้นนี้แก่เจ้าทั้งสอง เจ้าจงใช้มันไปในทางเสริมสร้างความยิ่งใหญ่แก่ประเทศของเจ้า และ ณ ที่นี้... ข้าจักขอประกาศให้ทราบว่า กรุงเถมรู จักรวมกับภูธรา แลขนานนามใหม่ว่า... เถมรูภูธราอัศวชิวหานิศาแคว้น... นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอทวยเทพทั้งหลายจงรับทราบโดยทั่วถึงกันทุกท่านทุกองค์เทอญ... "

ดำรัสจบ...

บังเกิดเกลียวควันหลายสายพวยพุ่งอยู่บนท้องฟ้า

มโหรีสวรรค์ประโคมเพลงเทวาประสาทศิลป์ถวิลหวังประดังประเทืองกระเดื่องวิมานประสานทวยเทพ

ชาวประชาทั้งสองชาติไชโยโห่ร้องกันอึกทึกอีกครา แลกษัตรียาทั้งสองจึงก้มลงกราบองค์อนุสรติยเทวาอัสอิทธีร์ด้วยความเคารพ ก่อนเงยพระพักตร์ขึ้นแย้มพระสรวลด้วยความยินดี

พระนางศรีตะกุมะลากาทรงชูซึงทองหามจามรียา ขึ้นชนกับฆ้องวงหยกปกเกศเกล้า อันเป็นสัญญลักษณ์ลัญจกรหมายถึง เถมรูภูธราอัศวชิวหานิศาแคว้น ได้เกิดขึ้นแล้วในเกวลทวีปแห่งนี้ "

อา... การประจันหน้ากันระหว่างสามกรุงอันได้แก่ อนันตา ละวิรัฐ แลเถมรูภูธราอัศวชิวหานิศาแคว้น เกิดขึ้นแล้วฤานี่ ผู้ใดเล่าจะห้ามทัพครานี้

มหามโหรีหลวงบรรเลงเพลงมหาทัพสดับพระโองการ แสดงถึงความยิ่งใหญ่และชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

- - - - - - - - -

ยามรัตติกาล...

ในพนาไพรที่กองทัพสตรีหนึ่งล้านเก้าแสนคนของกษัตรียาผู้เถลิงราชย์จากเทวัญบัญชา

พระนางสุบินสวรรค์ทรงผุดขึ้นจากพระที่ พลางทรงเอื้อมพระกรไปโอบบั้นเองของนางพัดวีนางหนึ่งมาแนบชิดองค์

" อ๊ะ..!! หาควรไม่เพคะราชินีนาถ "

นางพัดวีทักท้วงด้วยทีท่าตระหนกพลางสั่นกายาระริก

" สักหน่อยน่า... หาจะมากไม่ คราเดียวกระนั้นเอง "

พระนางสุบินสวรรค์ตรัสจบทรงแนบพระโอษฐ์เข้าจุมพิตปรางอันอิ่มเอิบเนียนนุ่มแห่งนางพัดวีผู้นั้น

โคมประทีปดับลงโดยพลัน

กาลเพลายามดึกผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวเต่าคลาน

ภายในกองทัพที่เต็มไปด้วยสตรีจำนวนมากมายมหาศาล สิ่งไม่คาดคิดย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อิสตรีบางนางอาจสะกดกลั้นอารมณ์อันอ่อนไหวแลแรงปรารถนาส่วนลึกแห่งจิตใจนั้นไว้ได้ จึงต้องพาลระบายลงกับอิสตรีด้วยกันฉันท์คู่รัก

พระนางสุบินสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน...

พระนางทรงกรำศึกมาเป็นเวลานานแสนนานเพื่อชาติเถมรู ความรู้สึกบางส่วนจึงขาดหายหรือแปรเปลี่ยนไป ด้วยเหตุนี้ จึงทรงเป็นอีกผู้หนึ่งที่ปลีกหนีจากห้วงแห่งความรู้สึกที่แปลกแยกนั้นไปไม่พ้น


* * * * * * * * *

จบบทที่ 14 โปรดติดตามต่อบทที่ 15
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่