[CR] แด่มองโกเลียด้วยใจ (จบ)

กลับมา Review ต่อให้จบนะครับ
ตอนที่แล้วที่ Post ไว้อยู่ตาม Link ข้างล่างนะครับ เผื่อใครสนใจมองโกเลีย
http://pantip.com/topic/30719378

ตอนนี้ก็เป็นวันที่ 3 ของทริปทะเลทรายโกบีแล้วครับ

อุปสรรค

“รสชาดและประสบการณ์ชีวิตมักได้มาจากการออกเดินทาง ได้พบเจอกับสิ่งไม่คาดฝัน แก้ปัญหาและฝ่าฟันอุปสรรค ที่ในที่สุดประสบการณ์เหล่านั้นจะหลอมรวมเป็นผลึกผลักดันให้เราเติบโตขึ้น จนหลายครั้ง มันอาจนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆของชีวิต”
นั่นเป็นสารหลักจากหนังสไตล์ Coming of Age หลายๆเรื่องที่ผมได้ดูมา ตัวละครเอกในหนังที่มักเป็นวัยรุ่นต้องผ่านเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเหมือนตัวเปลี่ยนชีวิตเขาให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก้าวผ่านวัยเยาว์ โดยไม่มีวันย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ส่วนใหญ่แล้วฉากหลังมักเป็นการเดินทางออกไปเจอโลกในมุมที่พวกเขาไม่เคยมองเห็น
มันน่าสนุกสำหรับผมที่ได้จินตนาการว่าตนเองเป็นหนึ่งในตัวละครเอกของเรื่อง  Y Tu Mama Tumbien อีกหนึ่งหนังเรื่องโปรดของผม เป็นหนังเม็กซิโกปี2001ที่ได้รางวัลลูกโลกทองคำหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในปีนั้น หนังเล่าเรื่องราวของวัยรุ่นชาย2คน กับ 1สาวสวยอายุมากกว่าออกเดินทางเรียนรู้สิ่งต่างๆร่วมกัน  แต่เวอร์ชั่นของผมเปลี่ยนฉากหลังของเรื่องจากสภาพชีวิตจริงของเศรษฐกิจและสังคมเม็กซิโกมาเป็นภาพความเวิ้งว้างว่างเปล่าของทะเลทรายโกบี และเป็นเวอร์ชั่นใสๆที่ดูได้ทุกเภททุกวัย แทนที่จะอบอวลไปด้วยความเย้ายวนทางเพศเรท R แบบต้นฉบับ ผมตั้งตาคอยว่าสิ่งที่ผ่านเข้ามาในวันนี้อะไรจะเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปตลอดกาล ซึ่งจุดหมายที่เราจะไปในวันนี้ก็เป็น Highlightสำคัญของโกบี คืออุทยาน Three-Beauty Mountain ที่เป็นบ้านเกิดของ Yolyn Am หรือ Yol Valley ถ้าแปลเป็นไทยก็คงประมาณหุบเขาอินทรีย์ หรือหุบเขาพญาแร้ง

Yolyn Am คือ เส้นทางระหว่างหุบเขาที่แคบและลึกเข้าไปเป็นระยะทางกว่า40กิโลเมตร มีทางน้ำเล็กๆไหลผ่านช่องว่างระหว่างหุบเขา สิ่งที่ทำให้มันมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลกก็คือความงามของธารน้ำแข็งใจกลางหุบเขา ที่เกิดจากธารน้ำเล็กๆนั้นแข็งตัวก่อเป็นชั้นน้ำแข็งหนาเนื่องจากผาอันสูงชันที่ขนาบสองข้างเป็นดั่งปราการยักษ์กั้นแสงอาทิตย์มิให้สาดส่องเข้ามาถึงท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวจัด ธารน้ำแข็งนี้จึงคงอยู่เกือบทั้งปี และทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กชั้นดีดึงดูดนักท่องเที่ยงจากแดนไกลให้ข้ามน้ำข้ามทะเลมายลความงดงามของมันด้วยตาตนเเอง

(ประตูทางเข้า Yolyn Am)
ทางเข้าอุทยานเปิดต้อนรับเราด้วยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่จัดแสดงสัตว์ชนิดต่างๆที่อาศัยอยู่ในมองโกเลีย ที่นี่เราจะได้เห็นแพะป่าและแกะภูเขาที่แสนจะหายาก แม้จะไม่ได้เห็นมันวิ่งโลดแล่นตัวเป็นๆก็ตาม เราใช้เวลากับมันเล็กน้อยก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่หุบเขาข้างใน


(พระเอกของผม)
“เคยขี่ม้ามาก่อนมั๊ย” ชากกิถามผมหลังจากเราตัดสินใจจะขี่ม้าเข้าไปชมความงามของหุบเขา
“ไม่เคย แต่คงไม่ยากมั๊ง” ผมยืนยันคำตอบด้วยการเลือกม้ามองโกเลียสีขาว “มีเทคนิคอะไรที่ผมต้องรู้ในการขี่มั๊ย”
“แค่จับให้มั่นแล้วทำตัวเป็นมือใหม่ที่ดีก็พอ”ชากกิยียวนผมเล็กน้อยก่อนจะหันไปบอกหนุ่มเจ้าของม้าที่เราเช่าให้ขี่ไปกับเราพร้อมทั้งกำกับดูแลผมอย่างใกล้ชิด
ประสบการณ์บนหลังม้าครั้งแรกในชีวิตของผมเป็นเหมือนเครื่องปรุงชั้นดึให้อาหารจานหลักคือความงดงามของYolyn Am ยิ่งโอชะมากยิ่งขึ้น ผมใช้เวลาไม่นานในการปรับตัวบนหลังม้า ก่อนที่บอกให้หนุ่มมองโกลที่ช่วยจูงม้าผมเร่งความเร็วขึ้นหน่อย ม้าของเราทั้งสองจึงเพิ่มฝีเท้าวิ่งคู่กันไปในเส้นทางของหุบเขา เป็นความสนุกสนานระคนกับความเสียวชั้นดี เพราะผมต้องนั่งตัวเกร็ง มือจับบังเหียนแน่น จังหวะการวิ่งของม้าขึ้นเนินลงเนินทำให้ก้นผมกระแทกกับอานม้าเป็นระยะๆ แต่ทิวทัศน์สองข้างทางที่สวยงามและอากาศอันอวลไปด้วยกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า ก็ค่อยๆเปลี่ยนอาการเกร็งของผมเป็นความผ่อนคลายในที่สุด จนทำให้ระยะเวลากว่า20นาทีบนหลังม้าดูสั้นลงไปในทันที


(กองหินอูวูในหุบเขา)

เราต้องเดินเท้าเข้าไปต่ออีกระยะหนึ่ง เพื่อเข้าสู่ใจกลางของหุบเขา หลังจากที่ม้าไม่สามารถเข้าไปได้อีก เนื่องจากทางที่แคบลงเรื่อยๆ โดยบางจุดก็แคบเพียงประมาณเมตรกว่าๆเท่านั้นเอง โชคไม่ดีที่ช่วงเวลาที่ผมไปบังเอิญเป็นช่วงน้ำแข็งละลายพอดี ผมจึงอดเห็นธารน้ำแข็งอันเลื่องชื่อนั้น เราใช้เวลาเก็บเกี่ยวความทรงจำอยู่ในนั้นระยะหนึ่งก่อนจะขี่ม้าตัวเดิมกลับออกมาที่ทางเข้าที่กัมบะรอเราอยู่

“ไบเอตตา ไบเอตลา” ผมกล่าวทั้งขอบคุณและอำลาเจ้าม้าตัวนั้น ก่อนที่จะเราทั้งสามจะมุ่งหน้าเดินทางต่อเพื่อเข้าสู่เนินทราย Khongoryn Els อีกหนึ่งภาคบังคับของที่นี่ ที่อยู่ห่างออกไปเป็นร้อยๆกิโลเมตร
แม้ระยะทางจะดูไม่ไกล แต่ระยะเวลาที่เราใช้นี่สิเหลื่อเชื่อ ตั้งแต่เริ่มออกจาก Yolyn Am กัมบะพยายามหาทางลัดเพื่อประหยัดเวลา ขนาดทางธรรมดาของที่นี่บ้านเรายังเรียกว่าทางวิบาก ไม่ต้องบรรยายถึง “ทางลัด” กัมบะพารถปาเจโรคู่ใจขึ้นเขาไต่ความสูงชันน้องๆ90องศา ฉับพลันต่อมาเปลี่ยนเป็นคอยประคองรถไม่ให้ถลาลงเนินตกหุบเหว ขับขึ้นเขาลูกโน้นโผล่ลูกนี้เป็นระยะๆจนต้องหยุดพักรถเป็นครั้งคราวเพราะเล่นเอาเจ้าปาเจโรที่ว่าแน่ถึงกับไข้ขึ้น  


(ผมไม่ไหวแล้ว!!!!)
ระหว่างทางตะลุยเทือกเขาเจอฝูง Yak สัตว์ตระกูลเดียวกับวัวแต่มีเขาและขนยาวเป็นพิเศษ อาศัยอยู่แถบเอเชียกลาง พวกมันบ้างกำลังเล็มหญ้า บ้างนอนเล่นอาบแดดอุ่นยามสาย เพราะความแปลกและดูลึกลับของพวกมัน ผมเตรียมจะไปถ่ายรูปใกล้ๆ เดินไปหน่อย เหล่านายแบบทั้งฝูงของผมเดินหนีเฉยเลย

(เจ้า Yak ขี้อาย)
พอฝ่าลงจากกลุ่มเทือกเขาได้ก็ต้องขับรถเลียบเลาะหุบเขาต่อ สองข้างทางเป็นภูผาสูง ทางบางช่วงก็แคบพอที่รถคันเดียววิ่งผ่าน รถวิ่งบนกรวดหิน เนินดิน บางครั้งฝ่าลำธารเล็กๆ ที่ไหลเรียบเอื่อยในหุบเขา จนในที่สุดก็ออกจากหุบเขาเข้าสู่ลานหินกว้างโล่งอาณาเขตสุดลูกหูลูกตา ที่นำไปสู่พื้นที่แบบทะเลทรายเต็มตัว สมแล้วที่เรียกว่าการลุยบุกป่าฝ่าดงขนานแท้ ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่ากำลังเดินทางบนเส้นทางผจญภัยของฉากหนึ่งในหนัง Indiana Jones เลยทีเดียว



เส้นทางต่อจากนั้นค่อนข้างราบเรียบ ด้วยทิวทัศน์ที่แห้งแล้งทั้งสิ่งมีชีวิตและความตื่นเต้นของทะเลทราย กอรปกับความง่วงของบรรยากาศยามบ่าย ทำให้ผมผลอยหลับไป ไม่รู้ว่านานเท่าไร จนมารู้สึกตัวอีกครั้งด้วยแรงกระแทกปึงปังของรถ และตัวผมที่โยนไปมาตามแรงเหวี่ยง สืบสาวราวเรื่องถึงรู้ว่ากัมบะพยายามวิ่งตัดทุ่งเนินดินตะปุ่มตะป่ำเพื่อเข้าสู่ถนนอีกเส้นที่ห่างออกไปลิบๆ ปัญหาคือเจ้าเนินดินที่มีอยู่นับไม่ถ้วนเหล่านั้นแต่ละลูกใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มบางลูกสูงราวเข่า และมันก็มีมากพอที่จะทำให้เจ้าปาเจโรของเราต้องติดแหงกอยู่กลางทุ่งนั่นเอง ร้อนถึงพวกเราทุกคนต้องแยกย้ายไปหาขอนไม้และก้อนหินมาเพื่องัดล้อขึ้นมาจากหล่มให้ได้



(สู้ สู้ กัมบะ)
ความพยายามของเราทั้งสามครั้งแล้วครั้งเล่าท่ามกลางอากาศร้อนและแดดเปรี้ยงยามบ่ายของโกบีไม่สำเร็จโดยง่าย สภาพการติดหล่มถึงสามล้อ ด้วยเครื่องมือทุ่นแรงที่มีจำกัด อีกทั้งเรี่ยวแรงที่มีจำเขี่ยยิ่งกว่าของผมและชากกิ ไม่อาจเอาชนะอุปสรรครั้งนี้ได้ กัมบะที่เวลานั้นหน้าดำคร่ำเครียดจากฝุ่นทรายและความวิตกกังวล ก้มๆเงยๆอยู่กับล้อแต่ละข้างพยายามอย่างสุดกำลัง คราบดินที่ติดตามร่างกายและใบหน้า เหงื่อเต็มแผ่นหลังที่ปราศจากเสื้อปกปิด เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงๆในสถานการณ์อันสิ้นหวัง แต่แล้วโชคชะตาก็ปราณีเราที่ส่งอัศวินม้าขาวมาช่วย คนเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ไม่ไกลสังเกตเห็นพวกเราจึงขันอาสามาช่วย ทั้งขุดทั้งถางเนินดิน ทั้งผลักทั้งยกรถ คนแล้วคนเล่ายื่นมือร่วมแรงเพื่อเอาชนะปัญหาที่คนเมืองสามคนอย่างเราเกือบยอมแพ้อยู่รอมร่อ จนในที่สุดรถก็ออกมาจากหล่มได้สำเร็จ ผมเข็ดและกลัวจะติดหล่มอีกครั้ง จึงเลือกเดินเท้าออกมาจากทุ่งเนินดินมหาภัยนั้นจนกว่าจะถึงทางเรียบเพื่อให้รถวิ่งออกมาโดยมีน้ำหนักบรรทุกติดตัวเบาที่สุด  มารู้ที่หลังว่ามีนักท่องเที่ยวเจอปัญหาเดียวกับเราเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง จึงเรียนรู้สองอย่างว่าคนมองโกเลียเป็นคนมีน้ำใจสูง พร้อมให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้าเสมอ และอีกอย่างคือคนที่นี่ชอบทำอะไรตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เจอปัญหาก็ฝ่ามันเข้าไปเลยซึ่งๆหน้า อย่างกัมบะที่มุทะลุขับฝ่าเส้นทางยากๆ แต่ก็อีก คนมองโกเลียถือว่าทุกที่ที่มีผืนดินเป็นดั่งถนนของพวกเขา


(ผู้กอบกู้และครอบครัว)

วันนี้กว่าจะถึงที่พักก็สามทุ่มกว่าต้องขับรถท่ามกลางความมืดมิดอยู่นาน ที่นี่พอสิ้นแสงพระอาทิตย์รอบทิศทางก็มืดสนิททันทีมีแค่เพียงแสงไฟเล็กๆจากรถเราเท่านั้นที่คอยนำทาง  อาหารค่ำที่หนักท้องและอาการล้าจากแดดทำให้วันนี้เป็นอีกวันที่ผมหลับสบายโดยอัตโนมัติ




(วิวอันงดงามระหว่างติดหล่ม)

(แสงสุดท้าย)
ชื่อสินค้า:   มองโกเลีย - ทะเลทรายโกบี
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่