ผมอยากรู้ว่ากรณีเช่นนี้ควรจะทำเช่นไร ผมกลุ้มจริงๆ เรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่ประมาณปลายปีที่แล้ว ผมทำงานเป็นระดับหัวหน้าของหน่วยงานแห่งหนึ่ง ประมาณ 3 ปี (เดิมทำการตลาด แต่เลื่อนตำแห่งเป็นหัวหน้าเมื่อ2 ปีที่แล้ว) เป็น Non-profit organization ซึ่งมีพนักงานรวมผมไม่เกิน 5 คน การทำงานก็แบบพี่น้อง สภาพสังคมและการทำงานก็โอเค ทีนี้ปัญหาเริ่มจาก เมื่อตอน2ปีที่แล้ว ผมได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้า เนื่องจากหัวหน้าเก่าได้สมัครใจลาออกจากสำนักงานในไทยเพื่อไปสมัครงานในส่วนที่ดูแลภูมิภาค ซึ่งตำแหน่งนั้นเป็น contract และขึ้นตรงกับสำนักงานใหญ่ ซึ่งตอนนั้นหลายคนก็กังวลแทนว่าตำแหน่งนั้นเป็นสัญญาจ้าง เกิดสนญ.ไม่จ้างต่อ จะตกงานทันที แต่ตำแหน่งนี้ก็มีมานานกว่า 10 ปีแล้วก็ยังมีจ้างตลอด ทำให้หัวหน้าเก่าไม่คิดว่าจะมีความเสียงตรงจุดนี้ ส่วนผมใจจริงก็ไม่อยากทำงานเป็นหัวหน้าแต่ในเมื่อยังไม่มีใครเหมาะสมก็เลยรับทำมาตลอด รวมถึงต้องรับเอาการจัดประชุมที่หน่วยงานประเทศไทยต้องเป็นเจ้าภาพในอีกสองถึงสามปีข้างหน้ามาด้วย (งานประชุมนี้ผมเคยแจ้งความกังวลในเบื้องต้นกับหัวหน้าเก่าตอนที่จะเสนอประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ว่างานอีกนานแล้วท้ายสุดจะมีใครมาช่วยทำ)
แต่เหมือนฟ้าแกล้ง หัวหน้าเก่าทำงานในตำแหน่งใหม่มาประมาณปีนิดๆ ปรากฎว่าสนญ. แจ้งยกเลิกตำแหน่งดังกล่าวล่วงหน้าไม่กี่วัน ทำให้หัวหน้าเก่าตกงานทันที เขารู้สึกช๊อก ซึ่งผมก็เสียใจแทนเขาเช่นกัน แต่ก็ไม่รู้ทำไง เพราะก็รู้ดีว่าทางสนญ.ไม่ควรทำเช่นนั้น ผมคิดว่าถ้าหัวหน้าเก่าจะกลับมาทำในตำแหน่งหัวหน้าในไทย แทนผมก็ยินดีไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดีเขาตัดสินใจไปหางานที่อื่นๆแทน ทั้งนี้ในวันที่เขามาแจ้งข่าวร้ายกับผม เขาได้จูงใจให้ผมแจ้งทางต่างประเทศว่า ประเทศไทย จะยกเลิกและไม่เป็นประเทศเจ้าภาพจัดการประชุมแล้ว เพราะเขาเองก็คงไม่มาช่วยทำและรู้สึกไม่ดีต่อหน่วยงาน ซึ่งไม่ควรต้องมาจัดที่เมืองไทยเพราะมาไล่คนไทยออกจากการทำงาน แต่ผมเองปฏิเสธหัวหน้าเก่าไป เพราะเมื่อมาถึงขณะนี้แล้ว ประเทศไทยก็คงต้องจัดเป็นเจ้าภาพ และการจะปฏิเสธด้วยเหตุผลดังกล่าวดูไม่สมเหตุสมผล ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าหัวหน้าเก่าจะรู้สึกเช่นไร แต่ผมก็พยายามยึดเหตุผลและประเทศเป็นหลัก
ผ่านมาสักสามเดือนหัวหน้าเก่าได้งานทำเป็นบริษัทแห่งใหม่ ซึ่งในระหว่างนั้นทั้งก่อนที่จะได้งานใหม่และหลังได้งานใหม่แล้ว ผมก็ได้คอยติดต่อพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับงานต่างๆ และขอคำแนะนำทางด้านบุคคลและการทำงานอยู่เรื่อยๆ แต่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วเมื่อลูกน้องของผมเดินเข้ามาหาผมและแจ้งว่าขอลาออก ถามไปถามมาจึงทราบว่าไปทำงานกับหัวหน้าเก่า ซึ่งผมต้องยอมรับว่าตกใจมาก เพราะผมเองเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พนักงานอาจจะมองช่องทางใหม่ๆที่ดีกว่า แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นแบบนี้ ผมแทบรับไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าเหมือนทำเพื่อแกล้งกันเลย สาเหตุที่พนักงานคนนั้นลาออกก็เพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า หลังจากนั้นหัวหน้าเก่าก็โทรมาคุยเพื่อเคลียร์กับผมว่าก่อนที่เขาจะทำอย่างนี้ก็คิดอยู่หลายที แต่เพื่อความเจริญของพนักงานคนนั้น เพราะหัวหน้าเก่าว่าประวัติที่ทำงานปัจจุบันไปใช้สมัครงานที่อื่นๆยาก ทำต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ผมก็ถามว่าแล้วการประชุมที่จะจัดละ เขาก็ได้แต่บอกว่าแล้วจะให้พนักงานคนนั้นมีโอกาสออกไปทำงานตอนนี้หรือต้องรอช่วยผมแล้วไม่มีโอกาสละ และบอกอีกว่าพนักงานคนนั้นเขาเป็นคนพาเข้ามาสมัครที่นี่ พอได้ฟังเหตุผลดังนั้น ผมเองก็คงไม่สามารถพูดอะไรได้มาก แต่รู้สึกเศร้าใจและเสียใจมากว่า ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ และหัวหน้าเก่ายังแนะนำให้ผมเองก็ควรที่จะมองโอกาสใหม่ๆ และหางานใหม่ ซึ่งผมก็บอกไปว่ามันต่างกันเพราะหัวหน้าเก่าออกได้เพราะมีผม แต่ถ้าผมออก ณ ตอนนี้องค์กรยังไม่มีใครช่วยดูแล และบอกว่าถ้าหาคนใหม่แทนพยักงานคนที่ลาออกไม่ได้ เดี๋ยวเขาช่วยหาให้แทน
ผมเองเข้าใจเหตุผลของความก้าวหน้า แต่ในใจนึงก็คิดว่าทำไมหัวหน้าเก่าไม่เคยคิดถึงภาระงานต่างๆที่ทิ้งไว้ทั้งการจัดประชุมที่รู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายแล้วผมเองต้องรับภาระทั้งหมดที่ไม่ใช่สิ่งที่ผมก่อ แถมด้วยบุคลากรอันน้อยนิด บางครั้งยังแอบเศร้าใจ คิดว่าเขาจะแกล้งให้การประชุมนี้ล้มเหลวหรือเปล่า เพราะตอนต้นที่เขาเคยให้ผมยกเลิกการจัดประชุม แต่ผมไม่ยอมยกเลิก เลยใช้วิธีดึงพนักงานไปแทน ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น คือ ผมได้เคยปรึกษาเรื่องการประชุมและการงานต่างๆ กับหัวหน้าเก่าอยู่ตลอด ซึ่งน่าจะทราบถึงความจำเป็นของงานและคนที่จะต้องเตรียมการจัดประชุมดังกล่าว ที่สำคัญหน่วยงานของผมนี้ใช้เวลานานกว่าจะได้พนักงานใหม่ (พนักงานใหม่ก่อนหน้านี้ ใช้เวลาในการหา1 ปี) เทียบกับบริษัทใหม่ซึ่งใหญ่และพร้อมกว่าของหัวหน้าเก่าไม่ได้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ เพราะผมเองก็คิดว่าถ้าหัวหน้าเก่าเห็นแก่ความก้าวหน้าของพนักงานคนนั้นจริงก็น่าจะแนะนำงานตั้งแต่สมัยที่หัวหน้าเก่าอยู่ที่นี่แล้ว แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าคนเคยทำงานกันก็คงอยากให้ไปทำงานเป็นธรรมดา
ตั้งแต่ช่วงนั้นมา ผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสนุกกับการทำงาน บางครั้งจิตตก และรู้สึกอัดอั้น เศร้าใจมาก พูดไม่ค่อยออก เหมือนกับบางครั้งเราทุ่มเทกับการทำงานมาก แม้ทำเกินหน้าที่ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ทำไมต้องมีเหตุการณ์แบบนี้ด้วย ผมรู้สึกเหมือนถูกแทงข้างหลัง ทั้งๆที่หวังดีกับหัวหน้าเก่า หลายๆ คนก็บอกให้พยายามทำใจยอมรับไป เพราะเป็นสิทธิของลูกน้องที่จะย้ายงาน เพียงแต่การกระทำของหัวหน้าเก่าอาจไม่ค่อยดีจากหลายมุมมอง รวมถึงมุมมองของผมเองด้วย
ถึงตอนนี้ผมก็ไม่ได้คุยกับหัวหน้าเก่ามาเป็นเดือนแล้ว จากเดิมที่เคยโทรไปปรึกษางานที่ทำ ก็ไม่ได้โทรไป ซึ่งคิดว่าตัวหัวหน้าเก่าเองก็คงพอจะเข้าใจได้ ส่วนลูกน้องคนนั้นก็ไปทำงานในที่ใหม่แล้ว แต่ก็ได้คุยกันบ้าง ส่วนที่ทำงานของผมก็เริ่มเปิดรับพนักงานใหม่ แต่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะได้พนักงานใหม่เมื่อไร แต่สิ่งหนึ่งที่ยังตกค้างอยู่ คือ หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมจะมานั่งย้อนคิดดูและคอยนึกเสียใจอยู่ตลอดว่าทำไมหัวหน้าเก่าต้องทำอย่างนี้ด้วย ผมไม่ใช่เป็นฝ่ายที่ไล่เขาออก แต่เป็นที่สำนักงานใหญ่ทำ จึงไม่ควรตอบโต้อย่างนี้ คิดวนไปเวียนมา ยิ่งถ้าเป็นเดือนที่แล้วบางคืนแทบนอนไม่หลับ จริงๆ แล้วหลายคนก็พยายามให้ผมเริ่มทำใจและกลับมาเป็นปกติให้ได้ และมองไปอนาคตดีกว่า เป็นโอกาสหาพนักงานใหม่ที่เราเลือกเอง ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ว่าก็คงต้องใช้เวลาที่จะเยียวยาตัวผมเองด้วย ผมอยากทราบว่าเพื่อนๆ คนไหนที่เคยเจอเหตุการณ์ ลักษณะแบบนี้ แล้วแก้ไขอย่างไร หรือมีวิธีไหนที่จะคอยรับมือ ช่วยทำให้จิตใจดีขึ้น ผมเองก็ไม่อยากเป็นอย่างนี้ แต่อาการมักจะเป็นมากช่วงที่อยู่คนเดียวบางครั้งรู้สึกเป็นคนหงุดหงิดฉุนเฉียว รวมทั้งวิตกและเริ่มรู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว มีคนจ้องทำร้าย หลายคนอาจมองว่าก็แค่พนักงานคนเดียวที่ลาออก แล้วก็หามาใหม่แค่นั้น ซึ่งผมก็ยอมรับว่าใช่ แต่พอดีมันมีประเด็นอีกหลายๆ อย่างที่รุมเร้าผมในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานของพนักงานคนนั้นที่สุดท้ายผมต้องรับมาทำแทน รวมถึงภาระการจัดประชุม และงานค้างจากหัวหน้าเก่าที่เป็นภาระถึงทุกวันนี้อีก ยังไงขอคำแนะนำจากเพื่อนๆด้วยละกันครับ ว่าควรทำอย่างไรดีในฐานะหัวหน้างาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเคสพนักงานลาออกคนแรกในวาระที่ผมเป็นหัวหน้า
ทำไงดี กับการจัดการปัญหา พนักงานลาออก
แต่เหมือนฟ้าแกล้ง หัวหน้าเก่าทำงานในตำแหน่งใหม่มาประมาณปีนิดๆ ปรากฎว่าสนญ. แจ้งยกเลิกตำแหน่งดังกล่าวล่วงหน้าไม่กี่วัน ทำให้หัวหน้าเก่าตกงานทันที เขารู้สึกช๊อก ซึ่งผมก็เสียใจแทนเขาเช่นกัน แต่ก็ไม่รู้ทำไง เพราะก็รู้ดีว่าทางสนญ.ไม่ควรทำเช่นนั้น ผมคิดว่าถ้าหัวหน้าเก่าจะกลับมาทำในตำแหน่งหัวหน้าในไทย แทนผมก็ยินดีไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดีเขาตัดสินใจไปหางานที่อื่นๆแทน ทั้งนี้ในวันที่เขามาแจ้งข่าวร้ายกับผม เขาได้จูงใจให้ผมแจ้งทางต่างประเทศว่า ประเทศไทย จะยกเลิกและไม่เป็นประเทศเจ้าภาพจัดการประชุมแล้ว เพราะเขาเองก็คงไม่มาช่วยทำและรู้สึกไม่ดีต่อหน่วยงาน ซึ่งไม่ควรต้องมาจัดที่เมืองไทยเพราะมาไล่คนไทยออกจากการทำงาน แต่ผมเองปฏิเสธหัวหน้าเก่าไป เพราะเมื่อมาถึงขณะนี้แล้ว ประเทศไทยก็คงต้องจัดเป็นเจ้าภาพ และการจะปฏิเสธด้วยเหตุผลดังกล่าวดูไม่สมเหตุสมผล ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าหัวหน้าเก่าจะรู้สึกเช่นไร แต่ผมก็พยายามยึดเหตุผลและประเทศเป็นหลัก
ผ่านมาสักสามเดือนหัวหน้าเก่าได้งานทำเป็นบริษัทแห่งใหม่ ซึ่งในระหว่างนั้นทั้งก่อนที่จะได้งานใหม่และหลังได้งานใหม่แล้ว ผมก็ได้คอยติดต่อพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับงานต่างๆ และขอคำแนะนำทางด้านบุคคลและการทำงานอยู่เรื่อยๆ แต่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วเมื่อลูกน้องของผมเดินเข้ามาหาผมและแจ้งว่าขอลาออก ถามไปถามมาจึงทราบว่าไปทำงานกับหัวหน้าเก่า ซึ่งผมต้องยอมรับว่าตกใจมาก เพราะผมเองเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พนักงานอาจจะมองช่องทางใหม่ๆที่ดีกว่า แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นแบบนี้ ผมแทบรับไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าเหมือนทำเพื่อแกล้งกันเลย สาเหตุที่พนักงานคนนั้นลาออกก็เพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า หลังจากนั้นหัวหน้าเก่าก็โทรมาคุยเพื่อเคลียร์กับผมว่าก่อนที่เขาจะทำอย่างนี้ก็คิดอยู่หลายที แต่เพื่อความเจริญของพนักงานคนนั้น เพราะหัวหน้าเก่าว่าประวัติที่ทำงานปัจจุบันไปใช้สมัครงานที่อื่นๆยาก ทำต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ผมก็ถามว่าแล้วการประชุมที่จะจัดละ เขาก็ได้แต่บอกว่าแล้วจะให้พนักงานคนนั้นมีโอกาสออกไปทำงานตอนนี้หรือต้องรอช่วยผมแล้วไม่มีโอกาสละ และบอกอีกว่าพนักงานคนนั้นเขาเป็นคนพาเข้ามาสมัครที่นี่ พอได้ฟังเหตุผลดังนั้น ผมเองก็คงไม่สามารถพูดอะไรได้มาก แต่รู้สึกเศร้าใจและเสียใจมากว่า ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ และหัวหน้าเก่ายังแนะนำให้ผมเองก็ควรที่จะมองโอกาสใหม่ๆ และหางานใหม่ ซึ่งผมก็บอกไปว่ามันต่างกันเพราะหัวหน้าเก่าออกได้เพราะมีผม แต่ถ้าผมออก ณ ตอนนี้องค์กรยังไม่มีใครช่วยดูแล และบอกว่าถ้าหาคนใหม่แทนพยักงานคนที่ลาออกไม่ได้ เดี๋ยวเขาช่วยหาให้แทน
ผมเองเข้าใจเหตุผลของความก้าวหน้า แต่ในใจนึงก็คิดว่าทำไมหัวหน้าเก่าไม่เคยคิดถึงภาระงานต่างๆที่ทิ้งไว้ทั้งการจัดประชุมที่รู้ทั้งรู้ว่าสุดท้ายแล้วผมเองต้องรับภาระทั้งหมดที่ไม่ใช่สิ่งที่ผมก่อ แถมด้วยบุคลากรอันน้อยนิด บางครั้งยังแอบเศร้าใจ คิดว่าเขาจะแกล้งให้การประชุมนี้ล้มเหลวหรือเปล่า เพราะตอนต้นที่เขาเคยให้ผมยกเลิกการจัดประชุม แต่ผมไม่ยอมยกเลิก เลยใช้วิธีดึงพนักงานไปแทน ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น คือ ผมได้เคยปรึกษาเรื่องการประชุมและการงานต่างๆ กับหัวหน้าเก่าอยู่ตลอด ซึ่งน่าจะทราบถึงความจำเป็นของงานและคนที่จะต้องเตรียมการจัดประชุมดังกล่าว ที่สำคัญหน่วยงานของผมนี้ใช้เวลานานกว่าจะได้พนักงานใหม่ (พนักงานใหม่ก่อนหน้านี้ ใช้เวลาในการหา1 ปี) เทียบกับบริษัทใหม่ซึ่งใหญ่และพร้อมกว่าของหัวหน้าเก่าไม่ได้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ เพราะผมเองก็คิดว่าถ้าหัวหน้าเก่าเห็นแก่ความก้าวหน้าของพนักงานคนนั้นจริงก็น่าจะแนะนำงานตั้งแต่สมัยที่หัวหน้าเก่าอยู่ที่นี่แล้ว แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าคนเคยทำงานกันก็คงอยากให้ไปทำงานเป็นธรรมดา
ตั้งแต่ช่วงนั้นมา ผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสนุกกับการทำงาน บางครั้งจิตตก และรู้สึกอัดอั้น เศร้าใจมาก พูดไม่ค่อยออก เหมือนกับบางครั้งเราทุ่มเทกับการทำงานมาก แม้ทำเกินหน้าที่ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ทำไมต้องมีเหตุการณ์แบบนี้ด้วย ผมรู้สึกเหมือนถูกแทงข้างหลัง ทั้งๆที่หวังดีกับหัวหน้าเก่า หลายๆ คนก็บอกให้พยายามทำใจยอมรับไป เพราะเป็นสิทธิของลูกน้องที่จะย้ายงาน เพียงแต่การกระทำของหัวหน้าเก่าอาจไม่ค่อยดีจากหลายมุมมอง รวมถึงมุมมองของผมเองด้วย
ถึงตอนนี้ผมก็ไม่ได้คุยกับหัวหน้าเก่ามาเป็นเดือนแล้ว จากเดิมที่เคยโทรไปปรึกษางานที่ทำ ก็ไม่ได้โทรไป ซึ่งคิดว่าตัวหัวหน้าเก่าเองก็คงพอจะเข้าใจได้ ส่วนลูกน้องคนนั้นก็ไปทำงานในที่ใหม่แล้ว แต่ก็ได้คุยกันบ้าง ส่วนที่ทำงานของผมก็เริ่มเปิดรับพนักงานใหม่ แต่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะได้พนักงานใหม่เมื่อไร แต่สิ่งหนึ่งที่ยังตกค้างอยู่ คือ หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมจะมานั่งย้อนคิดดูและคอยนึกเสียใจอยู่ตลอดว่าทำไมหัวหน้าเก่าต้องทำอย่างนี้ด้วย ผมไม่ใช่เป็นฝ่ายที่ไล่เขาออก แต่เป็นที่สำนักงานใหญ่ทำ จึงไม่ควรตอบโต้อย่างนี้ คิดวนไปเวียนมา ยิ่งถ้าเป็นเดือนที่แล้วบางคืนแทบนอนไม่หลับ จริงๆ แล้วหลายคนก็พยายามให้ผมเริ่มทำใจและกลับมาเป็นปกติให้ได้ และมองไปอนาคตดีกว่า เป็นโอกาสหาพนักงานใหม่ที่เราเลือกเอง ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ว่าก็คงต้องใช้เวลาที่จะเยียวยาตัวผมเองด้วย ผมอยากทราบว่าเพื่อนๆ คนไหนที่เคยเจอเหตุการณ์ ลักษณะแบบนี้ แล้วแก้ไขอย่างไร หรือมีวิธีไหนที่จะคอยรับมือ ช่วยทำให้จิตใจดีขึ้น ผมเองก็ไม่อยากเป็นอย่างนี้ แต่อาการมักจะเป็นมากช่วงที่อยู่คนเดียวบางครั้งรู้สึกเป็นคนหงุดหงิดฉุนเฉียว รวมทั้งวิตกและเริ่มรู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว มีคนจ้องทำร้าย หลายคนอาจมองว่าก็แค่พนักงานคนเดียวที่ลาออก แล้วก็หามาใหม่แค่นั้น ซึ่งผมก็ยอมรับว่าใช่ แต่พอดีมันมีประเด็นอีกหลายๆ อย่างที่รุมเร้าผมในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานของพนักงานคนนั้นที่สุดท้ายผมต้องรับมาทำแทน รวมถึงภาระการจัดประชุม และงานค้างจากหัวหน้าเก่าที่เป็นภาระถึงทุกวันนี้อีก ยังไงขอคำแนะนำจากเพื่อนๆด้วยละกันครับ ว่าควรทำอย่างไรดีในฐานะหัวหน้างาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเคสพนักงานลาออกคนแรกในวาระที่ผมเป็นหัวหน้า