เผยคนดังกินฉี่รักษาโรคได้ผลชงัด

เผยคนดังกินฉี่รักษาโรคได้ผลชงัด
นำเข้าเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2555 โดย pop

จาก http://www.kalasin3.go.th/view.php?article_id=2309

๐ เผยคนดังกินฉี่รักษาโรคได้ผลชงัด
       ๐ กระทรวงสาธารณสุขการันตี ใส่ข้อมูลเผยแพร่บนเว็บไซต์
       ๐ “หมอเขียว” ยืนยันด้วยสถิติ และผลวิจัยผู้ป่วยสารพัดโรคทั้งใกล้ตายและเรื้อรัง
       ๐ 3 กูรูแนะเทคนิคดื่มฉี่ให้ได้ผล
      
       เมื่อดูตัวเลขการบริโภคยาในประเทศไทยแล้วพบว่ามีการเพิ่มขึ้นเป็น134,482 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 35% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปี 2553 โดยเป็นยาที่ผลิตในประเทศมูลค่า 46,895.7 ล้านบาท นำเข้า 99,663.8 ล้านบาท และส่งออก 12,077.5 ล้านบาท มีสาเหตุมาจาก 1.การผูกขาดยาเนื่องจากการมีสิทธิบัตร 2.การป่วยเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น เช่น เบาหวาน หัวใจขาดเลือด มะเร็ง 3.การที่คนไทยเข้าถึงยามากขึ้นจากระบบหลักประกันสุขภาพ และ 4.การใช้ยาไม่เหมาะสมหรือเกินความจำเป็น
      
       โดยกลุ่มยาที่มีการใช้มากที่สุดคือ กลุ่มยาต้านการติดเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท กลุ่มยารักษาโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงกว่า 21,000 ล้านบาท กลุ่มยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้กว่า 17,000 ล้านบาท กลุ่มยารักษาโรคมะเร็งกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งยารักษาโรคมะเร็งทั้งหมดนำเข้าจากต่างประเทศ และกลุ่มยาที่ใช้กับกล้ามเนื้อและกระดูกกว่า 12,000 ล้านบาท
      
       นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังเปิดเผยสถิติการผลิตและนำเข้ากลุ่มยาฆ่าเชื้อ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อแบคทีเรีย ยาต้านไวรัส ยาต้านเชื้อรา และยาฆ่าเชื้ออื่นๆ ระบุว่าตั้งแต่ปี 2543 ประเทศไทยผลิตและนำเข้ายากลุ่มนี้มากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ขณะที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เฝ้าระวังสถานการณ์การดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียมานานกว่า 10 ปีพบว่า เชื้อแบคทีเรียที่มีการดื้อยาสูงขึ้น ได้แก่ เชื้อสเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนีย (Streptococcus pneumoniae) ที่ทำให้เกิดโรคปวดบวมและเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เพราะมีการดื้อยาเพนนิซิลินเพิ่มขึ้นจาก 47% เป็น 64%
      
       ขณะที่ เชื้ออีโคไลที่ทำให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบและการติดเชื้อในช่องท้อง ยังดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ออกฤทธิ์กว้าง คือสามารถฆ่าเชื้อได้หลายชนิด เพิ่มจาก 19% ในปี 2542 เป็น52% ในปี 2548 และดื้อต่อยาในกลุ่มฟลูโอโรควิโนโลน (fluoroquinolone) ถึง60% ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่หาซื้อได้ง่าย จึงมีการใช้เกินความจำเป็นทั้งในคนและในสัตว์เลี้ยง ซึ่งปัญหาเชื้อโรคดื้อยา เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น การเลือกใช้ยาที่ไม่เหมาะสมกับเชื้อแบคทีเรีย การควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลไม่ดีพอ และการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง สถิติดังกล่าวบ่งบอกถึงแนวโน้มการสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาหาศาล
      
       อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการต่อต้านการใช้ยาและแนวทางการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งมีส่วนทำให้มีการบริโภคยามากขึ้น รวมทั้ง การแพทย์ทางเลือกโดยเฉพาะแนวทางการใช้ธรรมชาติบำบัดเพื่อรักษาและป้องกันอาการป่วยและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ กำลังเติบโตและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผลการพิสูจน์ชัดเจนจากทั้งผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยและต่างประเทศยืนยันและสร้างความเชื่อมั่น ล่าสุด “ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์” รวบรวมข้อมูลและเรื่องราวของผู้มีชื่อเสียงที่ศึกษาและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการนำปัสสาวะบำบัดมาใช้ ซึ่งที่ผ่านมามีข้อสงสัยอย่างมากในหมู่คนทั่วไปถึงประสิทธิผลที่ได้รับ
สมณะโพธิรักษ์ - โมราจิ ดาซาย  
       คำยืนยัน - ประสบการณ์น่ารู้
      
       ไม่เพียงคนดังในเมืองไทย แต่ในต่างประเทศอดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย โมราจิ ดาซาย กับนาราช นเรนทร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดื่มน้ำปัสสาวะเป็นประจำ เพื่อบำรุงสุขภาพมานาน ส่งผลให้สุขภาพดีมาจนตลอดอายุขัย เมื่ออายุ 90ปีไม่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคภัยใดๆ แม่แต่โรคหวัด กำลังกายดี สมองปกติ ไม่หลงลืม กระทั่งจนถึงอนิจกรรมเมื่ออายุ 99ปี
      
       อีกทั้ง ยังได้แนะนำให้ประชาชนดื่มตาม ในปีพ.ศ.2520 ขณะอายุได้ 81 ปี ได้ประกาศตนในที่สาธารณะว่า ท่านดื่มน้ำปัสสาวะทุกวัน แทบทุกเวลา รวมทั้งบรรดาญาติพี่น้องของท่านปฎิบัติตัวตามอีกทั้งยังได้สนับสนุนขบวนการรณรงค์ดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงอีกด้วย
      
       ในการใช้ปัสสาวะบำบัดของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ เริ่มทดลองดื่มน้ำปัสสาวะมาพักใหญ่แล้ว แต่หลังจากนั้นหยุดไปช่วงหนึ่ง แล้วจึงกลับมาดื่มใหม่เมื่อได้รับข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์และมีตัวอย่างของคนจำนวนไม่น้อยที่หายป่วยจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ขณะเดียวกัน การได้อ่านหนังสือเรื่อง “ยาพระพุทธเจ้า น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค” ที่เขียนโดย “นิดดา หงษ์วิวัฒน์” ทำให้ตัดสินใจทำอย่างอื่นเพิ่มเติม คือการปฎิบัติตัวด้วยการรับประทานอาหาร ซึ่งมีผลต่อรสชาติของปัสสาวะว่าร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ เช่น ถ้าเค็มมากแสดงว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับไต ถ้าหวานแปลว่ามีโอกาสเป็นเบาหวาน ถ้าจืดแปลว่าสุขภาพดี
      
       จากนั้นจึงใช้กลั้วคอ ก็รู้สึกว่าดี เพราะจากการสูบบุหรี่ทำให้มีอาการไอมาก แต่ในตอนนี้อาการอหายไป ต่อไปจึงนำมาล้างหน้า แล้วผิวนุ่มนวลขึ้นมาและกำลังใช้หมักผมอยู่ในปัจจุบัน ปรากฏว่าผมแน่นขึ้นดำขึ้น พร้อมทั้งเม็ดผดที่ศีรษะหายไปหมด ล่าสุด เมื่อรู้ว่าล้างตาได้ ก็เริ่มเอามาใช้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา จากอาการน้ำตาไหลทุกวันไม่ทราบสาเหตุและตาพร่ามัวเมื่ออ่านหนังสือ แต่หลังจากล้างตาอาการน้ำตาไหลหายขาดและไม่มีอาการโฟกัสพร่ามัวอีกเลย ปัจจุบันจึงดื่มเช้า-เย็นเป็นอย่างน้อย ถ้าระหว่างวันสามารถดื่มได้จะดื่มด้วย
      
       นอกจากนี้ การใช้ธรรมชาติบำบัดโดยการล้างพิษด้วยตนเองที่ทำมาถึง 20 ปีแล้วคือ การทำซาวน่าแบบร้อนจัดและแช่ตัวด้วยน้ำเย็นจัดทุกวัน เพราะเป็นการขับสารพิษออกทางผิวหนัง ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การดื่มน้ำปัสสาวะได้ผลดี และด้วยความเชื่อในหลักการว่า เชื้อโรคปริมาณน้อยที่ออกจากร่างกายเมื่อเทียบกับเลือด เมื่อดื่มเข้าไปจะกระตุ้นให้เม็ดเลือดจาวทำงาน เพราะเป็นการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทำงาน จากเดิมที่ไม่รู้จัก ซึ่งเมื่อเม็ดเลือดขาวทำงานและจัดการกับโรค จะทำให้รู้ตัวก่อนว่าเป็นโรคอะไร แทนที่จะปล่อยให้โรคลุกลาม จึงตัดสินใจดื่มปัสสาวะในตอนเช้าและกลางคืน แต่ดื่มตอนเช้ามากกว่าเพราะรู้สึกว่ารสชาติดี เนื่องจากดื่มน้ำมากก่อนนอน
      
       อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้กระตือรือร้นมากขึ้นกับการใช้ปัสสาวะในช่วงหลังนี้ เป็นเพราะได้เห็นตัวอย่างจากคนใกล้ตัว คือคุณพ่อของคนขับรถซึ่งป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ซึ่งเมื่อพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบอกว่าต้องผ่าเปิดหน้าท้องเพื่อให้สามารถขับถ่ายได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางรักษาได้ถ้าฉีดยาฆ่าเชื้ออย่างเดียว และถ้าลังเลเพราะคิดจะใช้วิธีรักษากับแพทย์ทางเลือก จะไม่รักษาให้ และดูแคลนด้วยว่าถ้านำตัวกลับไปบ้านนอกจะขับถ่ายเองไม่ได้ แต่ปรากฏว่าในเวลาเพียงหนึ่งวันครึ่งเท่านั้นก็สามารถขับถ่ายได้เองซึ่งถือเป็นการเริ่มรักษาได้ ด้วยการหยุดรับประทานเนื้อสัตว์ทั้งหมด แล้วดื่มน้ำคลอโรฟิลด์ และวันนี้กลับมากรุงเทพฯ แล้ว แม้ว่าจะยังไม่หายจากการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ก็ตาม ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือการดื่มปัสสาวะ และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ มีพันธมิตรคนหนึ่งป่วยเป็นโรคเก๊าต์ ทานยาแผนปัจจุบันแล้วแต่ไม่หาย เมื่อหันมาดื่มปัสสาวะตามสูตรหมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) และปรับวิถีชีวิตด้วยทำให้หายได้
      
       “นิดดา หงษ์วิวัฒน์” อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และผู้แต่งหนังสือเรื่อง “ยาพระพุทธเจ้า น้ำปัสสาวะ เป็นยารักษาโรค” เล่าว่า ศึกษาเรื่องปัสสาวะมานานแล้ว จนกระทั่งได้ฟังการบรรยายโดยหมอเขียว “ใจเพชร กล้าจน” จึงเกิดความมั่นใจ และมีโอกาสเริ่มต้นด้วยการใช้รักษาอาการเหงือกอักเสบด้วยการอมปัสสาวะของตัวเองอย่างต่อเนื่อง และทาบริเวณที่บวม จากนั้น จึงดื่มด้วยวิธีที่ศึกษามาแล้วพบว่าได้ผลดีมาก
      
       หลังจากนั้น จึงใช้เหมือนกับเป็นตู้ยาสามัญประจำบ้านประจำตัว และยังเผยแพร่ให้คนข้างตัวนำไปใช้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสามีคือ ดร.ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ อดีตนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข เช่น เป็นยาปฏิชีวนะ ใช้ราดแผนห้ามเลือดและป้องกันเชื้อโรคแพร่เชื้อ หรือรักษากลากเกลื้อนให้น้องชาย แม้กระทั่งสุนัขที่บ้านซึ่งเป็นแผลถูกสุนัขอื่นกัด และถูกตีหัวแตก จนถึงการใช้เป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว บำรุงผม และเล็บอีกด้วย ทุกวันนี้จึงเป็นผู้หนึ่งที่เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย
      
       “สมณะโพธิรักษ์” ผู้ก่อตั้งอาศรมสันติอโศก ซึ่งเคร่งครัดในการปฎิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวสั้นๆ เกี่ยวกับการใช้ปัสสาวะบำบัดหรือน้ำมูตรว่า ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร จึงไม่ได้ใช้รักษาอะไร แต่ดื่มประจำ หรือเวลาคันตาใช้หยอดตาบ้างเท่านั้น
      
       อย่างไรก็ตาม “ใจเพชร กล้าจน” หรือหมอเขียว นักวิชาการสาธารณสุข กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลอำนาจเจริญ นักบำบัดสุขภาพทางเลือก และครูฝึกแพทย์แผนไทย สถาบันบุญนิยม และหัวหน้าฐานงานสุขภาพบุญนิยม สวนป่านาบุญดอนตาล(ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง) จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่าสมณะโพธิรักษ์สอนเขาว่า น้ำปัสสาวะเป็นน้ำที่สะอาดมากเพราะกรองจากไต ซึ่งไตเป็นเครื่องกรองชั้นดี ไม่มีเครื่องกรองชนิดใดที่สามารถกรองได้อย่างละเอียดยิ่งไปกว่าไต และการฝึกดื่ม/ฝึกใช้น้ำปัสสาวะให้เป็นประโยชน์ จนเป็นปกติสบาย เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง เพื่อละล้างจิตที่ทุกข์จากความชิงชัง รังเกียจ ขยะแขยง ไม่ชอบ ผลัก ในน้ำปัสสาวะ เพราะถ้าเราชิงชังรังเกียจไม่ชอบ เมื่อน้ำปัสสาวะสัมผัสเราเราก็ทุกข์ใจ แต่ถ้าเราไม่ได้ชิงชังรังเกียจ เมื่อน้ำปัสสาวะสัมผัสเราเราก็ไม่ทุกข์ใจ แถมได้ยาสร้างภูมิต้านทาน สร้างพลังชีวิตด้วย
      
       สมณะโพธิรักษ์แข็งแรงมาก ปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๕๔)ท่านอายุย่างเข้า ๗๘ ปีแล้ว แต่ยังสามารถทำงานและมีอิริยบถคล่องแคล่ว เหมือนคนอายุ ๕๐ ปี ผลการตรวจสภาพร่างกายล่าสุดด้วยเครื่องมือทันสมัยที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า สภาพหัวใจแข็งแรงเท่ากันกับคนอายุ ๓๐ ปี สมองมีสภาพเท่ากันกับคนอายุ ๔๐ ปี ท่านเล่าเคล็ดของการปฏิบัติที่ทำให้แข็งแรงดังกล่าว ให้ฟังว่า ท่านฉันอาหารไม่มีเนื้อสัตว์ ฉันอาหารรสจืด ฉันอาหารวันละ ๑ มื้อ เคี้ยวอาหารละเอียด ฉันแค่พอดีอิ่มสบาย ปฏิบัติใจไม่ให้มีไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะเผา บริหารกายด้วยการเดินเร็วสลับกับโยคะ (วันหนึ่งเดินเร็ว อีกวันหนึ่งก็โยคะสลับกัน) ปรับสมดุลด้วยหลัก ๘ อ.เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยม ได้แก่ อิทธบาท ๔ อาหารดี อารมณ์ดี อากาศดี ออกกำลังกายและอิริยบถ เอนกาย เอาพิษภัยออก อาชีพที่สัมมาและเหมาะสม และฉันน้ำปัสสาวะในตอนเช้าและเย็นเป็นปกติทุกวัน
สนธิ ลิ้มทองกุล - นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล - นิดดา หงษ์วิวัฒน์


       หมอแผนใหม่
       แพทย์ทางเลือกยอมรับ
      
       “นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล” แพทย์ที่มีความรู้การแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก ผู้ก่อตั้งศูนย์สุขภาพธรรมชาติบำบัด “บัลวี” กล่าวถึงเรื่องปัสสาวะบำบัดซึ่งมีการโต้เถียงกันอย่างหนักในประเทศไทยเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เนื่องจากมีแพทย์แผนไทยคนหนึ่งสอนให้ชาวบ้านใช้สมุนไพรดองปัสสาวะดื่ม ซึ่งโฆษกกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าการทำเช่นนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้องไม่สมควรทำ ให้เลิกทำ เพื่อเป็นการแสดงความเห็นคัดค้าน แต่ในขณะนั้น มีการประกาศพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติรับรองภูมิปัญญาพื้นบ้าน
      
       โดยส่วนตัว....
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่