###_ สงสัยเรื่องค่าแรง 300 บาทครับ _###

คือ จากข่าวต่างๆที่โรงงานทยอยปิดตัวลง เพราะจ่ายค่าแรง 300 ไม่ไหว

จำเป็นไหมครับ ที่โรงงานต้องสนองนโยบายอันนี้ของรัฐบาล

สมมติว่า จ่ายไม่ไหว ก็ไปตกลงกับแรงงานว่า จ่ายไม่ได้นะ ถ้าให้จ่ายก็ต้องเลิกจ้าง ต้องปิดโรงงาน

คือ ไม่สนใจนโยบายนี้ แต่ปฏิบัติแบบปกติไป
แก้ไขข้อความเมื่อ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 9
ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมันเป็นปลายเหตุของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
หมายถึงผู้มีรายได้มาก มีรายได้มากกว่าผู้มีรายได้น้อยอยู่มากๆๆ   รายได้ของผู้มีรายได้น้อยไม่พอต่อค่าครองชีพ
ไอ้ครั้นจะไปลดรายได้ของผู้มีรายได้มากๆให้ลดลงมาก็ไม่สามารถทำได้  การเพิ่มรายได้ของผู้มีรายได้น้อยตามกฏหมายจึงทำได้ง่ายกว่า
   * แต่เมื่อคนในชาติมีรายได้มากขึ้น ประเทศก็ถูกจัดเป็นประเทศค่าแรงสูง เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือเพื่อนบ้าน..
   * การทำธุรกิจสำคัญที่ผลกำไร  เมื่อ  P =  r - E  ( กำไร เท่ากับ รายได้ลบด้วยรายจ่าย )
      เมื่อรายจ่ายมากกว่ารายได้  บริษัทฯที่มองว่าธุรกิจของตัวไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กลบรายจ่ายก็ขาดทุนจนต้องปิดกิจการลงไปเป็นะรรมดา
   * การอ้างว่าบริษัทฯต้องยอมลดกำไรลงมาบ้างนั้น คนพูดก็พูดได้เพราะไม่มีส่วนเสียด้วยกับเจ้าของธุรกิจนั้นๆ
***** ปัญหาของค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศนั้น  น่าจะผิดพลาดอยู่หลายประการ
  1.  ขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดดในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นขาลง ผู้ซื้อซื้อน้อยลงการแข่งขันจึงสูงมาก  ทำให้หลายๆกิจการถูกลดออเดอร์
       1.1  ย้อนกลับไปที่ P = r-E  เมื่อรายได้ลดลงทั้งจากปริมาณและราคาต่อหน่วย ทำให้รายจ่ายที่เคยไม่เป็นปัญหากลับเริ่มเป็นปัญหา
       1.2  รายจ่ายทางด้านค่าแรงที่กระโดดขึ้นกว่า 40 % + ค่าพลังงานที่ปรับขึ้นอีกกว่า 20 %  
        -ดังนั้นธุรกิจส่งออกที่มูลค่าสินค้าอิงกับค่าแรงจึงอยู่ไม่ได้
  2.  ขึ้นค่าแรงแบบเหมาเข่ง  ทำให้ทุกจังหวัดมีค่าแรงขั้นต่ำเท่ากัน ต้นทุนค่าแรงเท่ากัน  
       2.1  การไหลของแรงงานจากจังหวัดที่มีค่าครองชีพสูงไปสู่จังหวัดที่ค่าครองชีพต่ำ แต่จังหวัดที่มีค่าครองชีพต่ำดันไม่มีงานรองรับมากนัก
       2.2  จังหวัดที่เคยมีค่าครองชีพต่ำก็ถูกยกระดับค่าครองชีพสูงเพราะสินค้าเริ่มขยับตัวตามค่าแรง  
  3.  ผลกระทบจากค่าแรงจะเริ่มเห็นผลนับแต่เดือนมีนาคมปีนี้เป็นต้นไป เพราะ
      3.1  แม้รากหญ้าที่ดูเหมือนจะถูกปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทำให้เหมือนมีรายได้มากขึ้น แต่กลับมีค่าใช้มากขึ้น
      3.2  ผลจากรถยนต์คันแรก+คันใหม่ ที่คนกว่า2 ล้านคนต้องผ่อนรถยนต์ทำให้ การใช้จ่ายหดตัวลง
      3.3  หลายกิจการ เมื่อได้รับผลจากข้อ 3.2 จะเริ่มมีรายได้ลดลง ผลคือถ้าไม่ปรับราคาสินค้าก็ต้องลดค่าใช้จ่าย
      3.4  กิจการที่ส่งสินค้าออก จะเริ่มได้รับผลจาก เศรษฐกิจโลกที่ยังซึมๆ มีออเดอร์น้อยซ้ำเติมด้วยต้นทุนสูงขึ้น  กระทรวงพานิชย์ประเมินว่ายอดส่งออกปีนี้จะสูงขึ้นประมาณ 5 %  คงต้องเหนื่อยในการป๊ำตัวเลข  สุดท้ายก็จะถูกแซวเรื่อง ไวท์ลาย อีกครั้ง
      **  ที่แน่ๆ  ปี 2556 นี้จะเป็นปีที่รัฐฯถังแตก..** แล้วคอยดูการขึ้นภาษีสรรพสามิตอีกมโหฬาร  เริ่มจาก VAT จาก 7 % เป็น 9 %.....
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่