ได้ยินคนที่เห็นด้วยกับรัฐบาล พูดกันหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ ทำนองว่า
"ค่าแรงขึ้น ของขึ้นราคา... แล้วถ้าค่าแรงลง ของลงด้วยมั๊ย"
"ค่าแรงเป็นต้นทุนกี่ % ของสินค้ากันเชียว ตื่นกันไปได้"
"เถ้าแก่ก็แค่ลดกำไรตัวเองมาหน่อยนึง ...แรงงานจะได้มีชีวิตดีขึ้น"
ในฐานะที่เคยเกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์มาหลายปีอยู่ และเป็นหนึ่งในเถ้าแก่ SME ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าแรง 300 บาท (ขอบคุณรัฐบาลที่เลี่ยงไปใช้คำว่า "รายได้ 300 บาท" แทนด้วยใจจริง) อยากถามว่า คุณจะเรียกร้องเอา 300 กันไปทำไม...ต่าแรงขึ้นมา 20-30% แต่ค่าครองชีพขึ้นมารวม ๆ จะ 30% แล้วครับ
แรงงานเป็นต้นทุนแค่ "นิดเดียว" ของสินค้าชิ้นนึง...ผมไม่เถียง แต่สินค้า 1 ชิ้นที่วางขายเนี่ยมันผ่านกี่ขั้นตอน เคยดูรายการ "กบนอกกะลา" กันมั๊ยครับว่า กว่าจะออกมาเป็นสินค้าอย่างนึง มันเดินทางกันกี่มากน้อยขั้นตอนครับ นั่นแหละครับที่ผมบอกว่ามันไม่ใช่ "การบวก" แต่มันคือ "ตัวคูณ" หรือ Multiplier ครับ
สมมติผลิต "ข้าวไข่เจียว" 1 จานออกมาขาย (แค่ข้าว + ไข่) ...เอาเส้นทางเดินที่สั้นที่สุด โดยข้อสมมติให้ตัดตัวกลางไม่จำเป็นออกไป
ข้าว : ร้านขายเมล็ดพันธ์ุ+ปุ๋ย+ยา --> ชาวนาเก็บเกี่ยว --> โรงสี --> โรงงานผลิตข้าวถุง --> ร้านค้าปลีก --> แม่ค้าข้าวแกง --> ผู้บริโภค
ไข่เจียว : ร้านอาหารสัตว์ --> ฟาร์มไก่ไข่ --> โรงงานคัดแยก --> ร้านค้าปลีก --> --> แม่ค้าข้าวแกง --> ผู้บริโภค
ปัจจัยต้นทุนร่วมกันที่แต่ละขั้นตอนของ Supply Chain จะต้องจ่ายค่าแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
และมีบางขั้นตอนขึ้นราคาขายแพงมากกว่าค่าแรงที่สูงขึ้น เพราะมีอำนาจผูกขาดซื้อหรือผูกขาดขายแฝงอยู่มาก เช่น โรงงานอาหารสัตว์ของเจ้าสัวสองสูง, โรงผลิตข้าวถุง เป็นต้น
ยังมีต้นทุนน้ำมันพืช ค่าเช่าแผงลอย ส่วยเทศกิจ ภาษีเหมาจ่ายกทม. ค่าแรงลูกน้องของแม่ค้าอีก
ซ้ำด้วยค่าแรงที่มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่บรรดาเถ้าแก่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเป็นลักษณะขั้นบันไดอีก ไม่จ่าย...คนงานเก่าแก่ลาออกหมดแน่ ๆ
การบวกซ้ำ ๆ = การคูณ
เห็นภาพรึยังครับ มันเพิ่มแบบการคูณ (จริง ๆ แล้วยิ่งกว่าการคูณ เพราะบางขั้นตอนถูกบวกเผื่อเอาไว้ด้วยอำนาจผูกขาด) ดังนั้นผลของมัน ทำให้ระดับราคาสินค้าเพิ่ม "แซง" ระดับค่าแรง ...แปลง่าย ๆ คือ เราเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น เราเข้าจะสู่ภาวะข้าวยากหมากแพงในไม่ช้า เงินจะหมุนกันฝืดมากขึ้น
ประเทศอุตสาหกรรม เค้ายกระดับการผลิต "ก่อน" ขึ้นค่าแรง ถ้าเราดูแค่ Factor โดด ๆ โดยไม่สนใจที่มา ก่อน-หลัง ก็จะเข้าใจว่าเราจ่ายค่าแรงสูงเหมือนประเทศเหล่านั้น แล้วจะทำให้เราขายสินค้าเทคโนโลยีได้มากกว่าสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดแบบคนละเรื่องเลยครับ
เราชอบดูถูกสินค้าจีน... ลองไปหาตัวเลขเศรษฐกิจดูนะครับ สินค้าเกษตรที่ประเทศไทยส่งออกไปจีน...ส่วนมากเป็นผลผลิตแบบเดิม ๆ ครับ ...แต่สินค้าที่จีนส่งออกไปขายมาก ๆ ทั่วโลกนั้น ส่วนมากเป็น "สินค้าเกษตรแปรรูป" ด้วยเทคโนโลยีครับ ...ถ้าคิดตาม Logic นี้ ผมว่าอีกไม่นานเราทุกคนเจอปัญหาแน่นอนครับ
สังเกตุกันบ้างมั๊ยครับ เรื่อง "วิกฤตกรีซ" ข่าวนำเสนอแต่ "ผลของวิกฤต" แต่บอกแค่สาเหตุเกิดการ "นโยบายประชานิยมที่ผิด" แล้วประชานิยมที่ผิดทางพวกนั้นล่ะ... ทุกช่องเงียบ ไม่มีสื่อไหนพูดต่อครับ
นโยบายเด่น ๆ ของกรีซ ที่คล้ายบ้านเราตอนนี้
1. ขึ้นเงินเดือนค่าราชการทั้งระบบ คิดเป็น % แล้วมากชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุโรป
2. นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในสัดส่วนสูงมากจากยุโรปมาบริโภค ...รายได้ต่ำรสนิยมสูง และในบรรดาสินค้าที่ก่อ "หนี้" มากที่สุด รถยนต์ครับ
ไม่มีการพัฒนาภาคการผลิตครับ ยังเน้นการท่องเที่ยวเป็นพระเอกหลักของเศรษฐกิจ
ลองค้น Populism Policy Greece ดูครับ ฝรั่งวิเคราะห์กันเยอะมาก ๆ แปลกใจว่าสื่อไทยไม่มีใครนำเสนอ ทีเรื่องดาราใครเลิกใคร นักบอลคนไหนเป็นชู้กับเมียคนไหน ขอโทษ...รู้ราวกับซ้อเจ๊ด
หนาวครับ ลองหาอ่านดู แปลไม่ยาก
เรื่องค่าแรง 300 ...ผลมันไม่ใช่แค่ 1+1=2 แต่เป็นเรื่องของ Multipliers ต่างหาก ที่กังวลกัน
"ค่าแรงขึ้น ของขึ้นราคา... แล้วถ้าค่าแรงลง ของลงด้วยมั๊ย"
"ค่าแรงเป็นต้นทุนกี่ % ของสินค้ากันเชียว ตื่นกันไปได้"
"เถ้าแก่ก็แค่ลดกำไรตัวเองมาหน่อยนึง ...แรงงานจะได้มีชีวิตดีขึ้น"
ในฐานะที่เคยเกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์มาหลายปีอยู่ และเป็นหนึ่งในเถ้าแก่ SME ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าแรง 300 บาท (ขอบคุณรัฐบาลที่เลี่ยงไปใช้คำว่า "รายได้ 300 บาท" แทนด้วยใจจริง) อยากถามว่า คุณจะเรียกร้องเอา 300 กันไปทำไม...ต่าแรงขึ้นมา 20-30% แต่ค่าครองชีพขึ้นมารวม ๆ จะ 30% แล้วครับ
แรงงานเป็นต้นทุนแค่ "นิดเดียว" ของสินค้าชิ้นนึง...ผมไม่เถียง แต่สินค้า 1 ชิ้นที่วางขายเนี่ยมันผ่านกี่ขั้นตอน เคยดูรายการ "กบนอกกะลา" กันมั๊ยครับว่า กว่าจะออกมาเป็นสินค้าอย่างนึง มันเดินทางกันกี่มากน้อยขั้นตอนครับ นั่นแหละครับที่ผมบอกว่ามันไม่ใช่ "การบวก" แต่มันคือ "ตัวคูณ" หรือ Multiplier ครับ
สมมติผลิต "ข้าวไข่เจียว" 1 จานออกมาขาย (แค่ข้าว + ไข่) ...เอาเส้นทางเดินที่สั้นที่สุด โดยข้อสมมติให้ตัดตัวกลางไม่จำเป็นออกไป
ข้าว : ร้านขายเมล็ดพันธ์ุ+ปุ๋ย+ยา --> ชาวนาเก็บเกี่ยว --> โรงสี --> โรงงานผลิตข้าวถุง --> ร้านค้าปลีก --> แม่ค้าข้าวแกง --> ผู้บริโภค
ไข่เจียว : ร้านอาหารสัตว์ --> ฟาร์มไก่ไข่ --> โรงงานคัดแยก --> ร้านค้าปลีก --> --> แม่ค้าข้าวแกง --> ผู้บริโภค
ปัจจัยต้นทุนร่วมกันที่แต่ละขั้นตอนของ Supply Chain จะต้องจ่ายค่าแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
และมีบางขั้นตอนขึ้นราคาขายแพงมากกว่าค่าแรงที่สูงขึ้น เพราะมีอำนาจผูกขาดซื้อหรือผูกขาดขายแฝงอยู่มาก เช่น โรงงานอาหารสัตว์ของเจ้าสัวสองสูง, โรงผลิตข้าวถุง เป็นต้น
ยังมีต้นทุนน้ำมันพืช ค่าเช่าแผงลอย ส่วยเทศกิจ ภาษีเหมาจ่ายกทม. ค่าแรงลูกน้องของแม่ค้าอีก
ซ้ำด้วยค่าแรงที่มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่บรรดาเถ้าแก่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเป็นลักษณะขั้นบันไดอีก ไม่จ่าย...คนงานเก่าแก่ลาออกหมดแน่ ๆ
การบวกซ้ำ ๆ = การคูณ
เห็นภาพรึยังครับ มันเพิ่มแบบการคูณ (จริง ๆ แล้วยิ่งกว่าการคูณ เพราะบางขั้นตอนถูกบวกเผื่อเอาไว้ด้วยอำนาจผูกขาด) ดังนั้นผลของมัน ทำให้ระดับราคาสินค้าเพิ่ม "แซง" ระดับค่าแรง ...แปลง่าย ๆ คือ เราเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น เราเข้าจะสู่ภาวะข้าวยากหมากแพงในไม่ช้า เงินจะหมุนกันฝืดมากขึ้น
ประเทศอุตสาหกรรม เค้ายกระดับการผลิต "ก่อน" ขึ้นค่าแรง ถ้าเราดูแค่ Factor โดด ๆ โดยไม่สนใจที่มา ก่อน-หลัง ก็จะเข้าใจว่าเราจ่ายค่าแรงสูงเหมือนประเทศเหล่านั้น แล้วจะทำให้เราขายสินค้าเทคโนโลยีได้มากกว่าสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดแบบคนละเรื่องเลยครับ
เราชอบดูถูกสินค้าจีน... ลองไปหาตัวเลขเศรษฐกิจดูนะครับ สินค้าเกษตรที่ประเทศไทยส่งออกไปจีน...ส่วนมากเป็นผลผลิตแบบเดิม ๆ ครับ ...แต่สินค้าที่จีนส่งออกไปขายมาก ๆ ทั่วโลกนั้น ส่วนมากเป็น "สินค้าเกษตรแปรรูป" ด้วยเทคโนโลยีครับ ...ถ้าคิดตาม Logic นี้ ผมว่าอีกไม่นานเราทุกคนเจอปัญหาแน่นอนครับ
สังเกตุกันบ้างมั๊ยครับ เรื่อง "วิกฤตกรีซ" ข่าวนำเสนอแต่ "ผลของวิกฤต" แต่บอกแค่สาเหตุเกิดการ "นโยบายประชานิยมที่ผิด" แล้วประชานิยมที่ผิดทางพวกนั้นล่ะ... ทุกช่องเงียบ ไม่มีสื่อไหนพูดต่อครับ
นโยบายเด่น ๆ ของกรีซ ที่คล้ายบ้านเราตอนนี้
1. ขึ้นเงินเดือนค่าราชการทั้งระบบ คิดเป็น % แล้วมากชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุโรป
2. นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในสัดส่วนสูงมากจากยุโรปมาบริโภค ...รายได้ต่ำรสนิยมสูง และในบรรดาสินค้าที่ก่อ "หนี้" มากที่สุด รถยนต์ครับ
ไม่มีการพัฒนาภาคการผลิตครับ ยังเน้นการท่องเที่ยวเป็นพระเอกหลักของเศรษฐกิจ
ลองค้น Populism Policy Greece ดูครับ ฝรั่งวิเคราะห์กันเยอะมาก ๆ แปลกใจว่าสื่อไทยไม่มีใครนำเสนอ ทีเรื่องดาราใครเลิกใคร นักบอลคนไหนเป็นชู้กับเมียคนไหน ขอโทษ...รู้ราวกับซ้อเจ๊ด
หนาวครับ ลองหาอ่านดู แปลไม่ยาก