ช่วงนี้ “น้ำมันปลา” ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่คนพูดถึงกันบ่อยขึ้นค่ะ
บางคนกินเพราะไม่ค่อยได้กินปลา บางคนสนใจเรื่อง Omega-3 หรือเห็นคำว่า EPA และ DHA ผ่านตาบ่อยขึ้น จนอดสงสัยไม่ได้ว่า...
“คนอื่นกินกันเยอะ แล้วเราควรกินด้วยไหม?”
ก่อนจะตอบคำถามนี้ ลองเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่สุดก่อนค่ะ
🥢
ในหนึ่งสัปดาห์ เรากินปลาบ่อยแค่ไหน?
EPA และ DHA เป็น Omega-3 ที่พบมากในปลาและอาหารทะเล โดยเฉพาะปลาที่มีไขมัน เช่น แซลมอน ซาร์ดีน แมคเคอเรล และเฮร์ริง
แม้ร่างกายจะสามารถเปลี่ยน Omega-3 ชนิด ALA ที่พบในอาหารจากพืชไปเป็น EPA และ DHA ได้บ้าง แต่ทำได้ในปริมาณค่อนข้างจำกัด การได้รับ EPA และ DHA โดยตรงจากปลาและอาหารทะเลจึงยังเป็นแหล่งสำคัญค่ะ
American Heart Association แนะนำให้กินปลา โดยเฉพาะปลาที่มีไขมัน ประมาณ 2 มื้อต่อสัปดาห์ เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินเพื่อสุขภาพหัวใจค่ะ
ถ้าในแต่ละสัปดาห์เราแทบไม่ได้กินปลาเลย การกลับมาดูว่าเราได้รับ EPA และ DHA จากอาหารมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ
🧠
แล้วทำไม EPA และ DHA ถึงถูกพูดถึงเยอะ?
Omega-3 เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ทั่วร่างกาย โดย DHA พบมากเป็นพิเศษในสมองและจอประสาทตา ขณะที่ EPA และ DHA ก็ถูกศึกษามายาวนานในด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระดับไตรกลีเซอไรด์ค่ะ
สำหรับคนที่กินปลาไม่สม่ำเสมอ และต้องการเพิ่ม EPA และ DHA การเสริมน้ำมันปลาก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถพิจารณาได้ โดยควรดูร่วมกับอาหาร สุขภาพ และความเหมาะสมของแต่ละคนค่ะ
🔍
ถ้าจะเลือกน้ำมันปลา อย่าดูแค่คำว่า “1,000 mg”
นี่เป็นจุดที่หลายคนอาจยังไม่รู้ค่ะ
คำว่า Fish Oil 1,000 mg ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้รับ EPA + DHA 1,000 mg เพราะในน้ำมันปลายังมีกรดไขมันชนิดอื่นอยู่ด้วย และแต่ละสูตรก็สามารถมี EPA และ DHA แตกต่างกันได้มาก
ดังนั้น ครั้งหน้าที่หยิบขวดน้ำมันปลาขึ้นมา ลองพลิกฉลากแล้วมองหาอีก 2 ตัวเลขค่ะ
▪️ EPA = ? mg
▪️ DHA = ? mg
น้ำมันปลาสองขวดที่เขียนว่า “Fish Oil 1,000 mg” เท่ากัน จึงไม่ได้แปลว่าจะให้ EPA + DHA เท่ากันเสมอไปค่ะ
💬
แล้วสรุป...เราควรกินน้ำมันปลาไหม?
สำหรับคนทั่วไป ถ้ากินปลาที่เป็นแหล่งของ EPA และ DHA ได้สม่ำเสมอประมาณ 2 มื้อต่อสัปดาห์ อาหารก็ถือเป็นแหล่งสำคัญของ Omega-3 อยู่แล้วค่ะ
แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยกินปลา หรือกินได้ไม่สม่ำเสมอ การเสริมน้ำมันปลาก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพื่อช่วยเพิ่ม EPA และ DHA ให้ได้รับสม่ำเสมอขึ้น
ถ้าจะเสริม ควรดูปริมาณ EPA + DHA ต่อเม็ด และเลือกให้เหมาะกับสุขภาพและเป้าหมายของตัวเองค่ะ
💥 ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสริม เพราะอาจมีข้อควรระวังที่แตกต่างจากคนทั่วไปค่ะ
💛 ครั้งหน้าจะเลือกน้ำมันปลา ลองมองให้ลึกกว่าตัวเลขหน้าขวด
เพราะน้ำมันปลาที่ดูคล้ายกันจากด้านหน้า อาจมี EPA และ DHA แตกต่างกันมากเมื่อพลิกดูฉลาก
รู้จักอ่านสองตัวเลขนี้ไว้ อย่างน้อยเราก็เลือกได้จาก “ข้อมูล” มากกว่าจากความรู้สึกว่าใคร ๆ ก็กินกันค่ะ
ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ
🐟 เห็นคนรอบตัวกิน “น้ำมันปลา” กันเยอะ แล้วเราควรกินตามไหม? 🤔
บางคนกินเพราะไม่ค่อยได้กินปลา บางคนสนใจเรื่อง Omega-3 หรือเห็นคำว่า EPA และ DHA ผ่านตาบ่อยขึ้น จนอดสงสัยไม่ได้ว่า...
“คนอื่นกินกันเยอะ แล้วเราควรกินด้วยไหม?”
ก่อนจะตอบคำถามนี้ ลองเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่สุดก่อนค่ะ
🥢 ในหนึ่งสัปดาห์ เรากินปลาบ่อยแค่ไหน?
EPA และ DHA เป็น Omega-3 ที่พบมากในปลาและอาหารทะเล โดยเฉพาะปลาที่มีไขมัน เช่น แซลมอน ซาร์ดีน แมคเคอเรล และเฮร์ริง
แม้ร่างกายจะสามารถเปลี่ยน Omega-3 ชนิด ALA ที่พบในอาหารจากพืชไปเป็น EPA และ DHA ได้บ้าง แต่ทำได้ในปริมาณค่อนข้างจำกัด การได้รับ EPA และ DHA โดยตรงจากปลาและอาหารทะเลจึงยังเป็นแหล่งสำคัญค่ะ
American Heart Association แนะนำให้กินปลา โดยเฉพาะปลาที่มีไขมัน ประมาณ 2 มื้อต่อสัปดาห์ เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการกินเพื่อสุขภาพหัวใจค่ะ
ถ้าในแต่ละสัปดาห์เราแทบไม่ได้กินปลาเลย การกลับมาดูว่าเราได้รับ EPA และ DHA จากอาหารมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ
🧠 แล้วทำไม EPA และ DHA ถึงถูกพูดถึงเยอะ?
Omega-3 เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ทั่วร่างกาย โดย DHA พบมากเป็นพิเศษในสมองและจอประสาทตา ขณะที่ EPA และ DHA ก็ถูกศึกษามายาวนานในด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระดับไตรกลีเซอไรด์ค่ะ
สำหรับคนที่กินปลาไม่สม่ำเสมอ และต้องการเพิ่ม EPA และ DHA การเสริมน้ำมันปลาก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถพิจารณาได้ โดยควรดูร่วมกับอาหาร สุขภาพ และความเหมาะสมของแต่ละคนค่ะ
🔍 ถ้าจะเลือกน้ำมันปลา อย่าดูแค่คำว่า “1,000 mg”
นี่เป็นจุดที่หลายคนอาจยังไม่รู้ค่ะ
คำว่า Fish Oil 1,000 mg ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้รับ EPA + DHA 1,000 mg เพราะในน้ำมันปลายังมีกรดไขมันชนิดอื่นอยู่ด้วย และแต่ละสูตรก็สามารถมี EPA และ DHA แตกต่างกันได้มาก
ดังนั้น ครั้งหน้าที่หยิบขวดน้ำมันปลาขึ้นมา ลองพลิกฉลากแล้วมองหาอีก 2 ตัวเลขค่ะ
▪️ EPA = ? mg
▪️ DHA = ? mg
น้ำมันปลาสองขวดที่เขียนว่า “Fish Oil 1,000 mg” เท่ากัน จึงไม่ได้แปลว่าจะให้ EPA + DHA เท่ากันเสมอไปค่ะ
💬 แล้วสรุป...เราควรกินน้ำมันปลาไหม?
สำหรับคนทั่วไป ถ้ากินปลาที่เป็นแหล่งของ EPA และ DHA ได้สม่ำเสมอประมาณ 2 มื้อต่อสัปดาห์ อาหารก็ถือเป็นแหล่งสำคัญของ Omega-3 อยู่แล้วค่ะ
แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยกินปลา หรือกินได้ไม่สม่ำเสมอ การเสริมน้ำมันปลาก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพื่อช่วยเพิ่ม EPA และ DHA ให้ได้รับสม่ำเสมอขึ้น
ถ้าจะเสริม ควรดูปริมาณ EPA + DHA ต่อเม็ด และเลือกให้เหมาะกับสุขภาพและเป้าหมายของตัวเองค่ะ
💥 ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสริม เพราะอาจมีข้อควรระวังที่แตกต่างจากคนทั่วไปค่ะ
💛 ครั้งหน้าจะเลือกน้ำมันปลา ลองมองให้ลึกกว่าตัวเลขหน้าขวด
เพราะน้ำมันปลาที่ดูคล้ายกันจากด้านหน้า อาจมี EPA และ DHA แตกต่างกันมากเมื่อพลิกดูฉลาก
รู้จักอ่านสองตัวเลขนี้ไว้ อย่างน้อยเราก็เลือกได้จาก “ข้อมูล” มากกว่าจากความรู้สึกว่าใคร ๆ ก็กินกันค่ะ
ที่มา : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ