นักการเมือง ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ล้วนต่างก็ซื้อเสียง?
หลายคนมีความคิดหรือความเชื่อในทำนองว่า นักการเมืองไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างก็มีพฤติกรรมซื้อเสียงด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่อาจแตกต่างกันในรูปแบบ วิธีการ และระดับความเข้มข้น
ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยปราศจากที่มา เพราะสังคมไทยอยู่กับปัญหาการซื้อเสียงมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นภาพจำที่ฝังอยู่ในความคิดของผู้คนจำนวนไม่น้อย เมื่อพูดถึงการเมือง หลายคนจึงไม่ได้มองเพียงนโยบาย อุดมการณ์ หรือความสามารถของนักการเมือง แต่กลับตั้งคำถามก่อนว่า เบื้องหลังการเข้าสู่อำนาจนั้น มีการลงทุนไปมากน้อยเพียงใด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีตรรกะที่ผู้คนจำนวนหนึ่งมองว่า หากนักการเมืองต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง เงินเหล่านั้นย่อมไม่ใช่เงินที่จ่ายไปแล้วสูญเปล่า แต่เป็นเงินลงทุนที่ต้องมีการแสวงหาผลตอบแทนกลับคืนมาในภายหลัง
เมื่อมองผ่านกรอบความคิดนี้ การซื้อเสียงจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังถูกเชื่อมโยงไปถึงปัญหาการทุจริต การเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน การจัดสรรงบประมาณ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยิ่งลงทุนทางการเมืองมากเท่าใด ก็ยิ่งมีแรงจูงใจที่จะถอนทุนคืนมากขึ้นเท่านั้น และหากต้องการถอนทุนให้ได้มากกว่าที่ลงทุนไป ก็อาจนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ที่มากขึ้นตามไปด้วย
แน่นอนว่า ตรรกะดังกล่าวไม่สามารถใช้ตัดสินนักการเมืองทุกคนได้ เพราะการใช้เงินในการหาเสียงไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการทุจริตเสมอไป อีกทั้งนักการเมืองที่สุจริตก็มีอยู่จริง และการกล่าวเหมารวมโดยไม่มีหลักฐานยืนยันย่อมไม่เป็นธรรม
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าการมีนักการเมืองบางคนซื้อเสียง คือการที่สังคมเริ่มยอมรับพฤติกรรมเหล่านี้จนกลายเป็นเรื่องปกติ หรือมองว่าเป็นธรรมชาติของการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หากประชาชนเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างก็ทำเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ความแตกต่างทางอุดมการณ์ก็อาจหมดความหมาย และการตรวจสอบนักการเมืองก็อาจถูกลดทอนลงเหลือเพียงการเลือกข้างว่าใครเป็นฝ่ายของเรา ใครเป็นฝ่ายตรงข้าม
ท้ายที่สุด ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าใครซื้อเสียงมากกว่าใคร แต่อยู่ที่ว่าเราจะสร้างระบบการเมืองที่ทำให้การซื้อเสียงไม่คุ้มค่า และทำให้การทุจริตไม่สามารถถอนทุนคืนได้อย่างไร
เพราะตราบใดที่การเข้าสู่อำนาจยังถูกมองเป็นการลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทน การเมืองก็อาจไม่ใช่การแข่งขันเพื่อเข้ามาทำประโยชน์ให้ประชาชนอีกต่อไป แต่กลายเป็นการแข่งขันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจที่ประชาชนมอบให้
นักการเมือง ไม่ว่าฝ่ายรัฐ หรือ ฝ่ายค้าน ล้วนต่างก็ซื้อเสียง ?
หลายคนมีความคิดหรือความเชื่อในทำนองว่า นักการเมืองไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างก็มีพฤติกรรมซื้อเสียงด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่อาจแตกต่างกันในรูปแบบ วิธีการ และระดับความเข้มข้น
ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยปราศจากที่มา เพราะสังคมไทยอยู่กับปัญหาการซื้อเสียงมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นภาพจำที่ฝังอยู่ในความคิดของผู้คนจำนวนไม่น้อย เมื่อพูดถึงการเมือง หลายคนจึงไม่ได้มองเพียงนโยบาย อุดมการณ์ หรือความสามารถของนักการเมือง แต่กลับตั้งคำถามก่อนว่า เบื้องหลังการเข้าสู่อำนาจนั้น มีการลงทุนไปมากน้อยเพียงใด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีตรรกะที่ผู้คนจำนวนหนึ่งมองว่า หากนักการเมืองต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง เงินเหล่านั้นย่อมไม่ใช่เงินที่จ่ายไปแล้วสูญเปล่า แต่เป็นเงินลงทุนที่ต้องมีการแสวงหาผลตอบแทนกลับคืนมาในภายหลัง
เมื่อมองผ่านกรอบความคิดนี้ การซื้อเสียงจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังถูกเชื่อมโยงไปถึงปัญหาการทุจริต การเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน การจัดสรรงบประมาณ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยิ่งลงทุนทางการเมืองมากเท่าใด ก็ยิ่งมีแรงจูงใจที่จะถอนทุนคืนมากขึ้นเท่านั้น และหากต้องการถอนทุนให้ได้มากกว่าที่ลงทุนไป ก็อาจนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ที่มากขึ้นตามไปด้วย
แน่นอนว่า ตรรกะดังกล่าวไม่สามารถใช้ตัดสินนักการเมืองทุกคนได้ เพราะการใช้เงินในการหาเสียงไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการทุจริตเสมอไป อีกทั้งนักการเมืองที่สุจริตก็มีอยู่จริง และการกล่าวเหมารวมโดยไม่มีหลักฐานยืนยันย่อมไม่เป็นธรรม
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าการมีนักการเมืองบางคนซื้อเสียง คือการที่สังคมเริ่มยอมรับพฤติกรรมเหล่านี้จนกลายเป็นเรื่องปกติ หรือมองว่าเป็นธรรมชาติของการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หากประชาชนเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างก็ทำเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ความแตกต่างทางอุดมการณ์ก็อาจหมดความหมาย และการตรวจสอบนักการเมืองก็อาจถูกลดทอนลงเหลือเพียงการเลือกข้างว่าใครเป็นฝ่ายของเรา ใครเป็นฝ่ายตรงข้าม
ท้ายที่สุด ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าใครซื้อเสียงมากกว่าใคร แต่อยู่ที่ว่าเราจะสร้างระบบการเมืองที่ทำให้การซื้อเสียงไม่คุ้มค่า และทำให้การทุจริตไม่สามารถถอนทุนคืนได้อย่างไร
เพราะตราบใดที่การเข้าสู่อำนาจยังถูกมองเป็นการลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทน การเมืองก็อาจไม่ใช่การแข่งขันเพื่อเข้ามาทำประโยชน์ให้ประชาชนอีกต่อไป แต่กลายเป็นการแข่งขันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจที่ประชาชนมอบให้