# เสียงบดข้าวจากโรงสีร้าง
ริมคลองแห่งหนึ่งมีโรงสีข้าวเก่าที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 15 ปี ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปใกล้ เพราะมีเรื่องเล่าว่าในอดีตเคยมีคนงานถูกเครื่องสีข้าวหนีบร่างเสียชีวิต
หลังเกิดเหตุ เจ้าของโรงสีสั่งปิดกิจการทันที และไม่มีใครกลับเข้าไปใช้งานอีกเลย
ต่อมามีชายชื่อเดชได้รับมอบหมายให้เฝ้าที่ดินแห่งนี้ เนื่องจากเจ้าของกำลังจะขายพื้นที่ให้กับนายทุน
เดชเป็นคนไม่กลัวผี เขาคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือของชาวบ้าน
คืนแรกที่เข้าเวร เขานั่งดูโทรศัพท์อยู่ในห้องพักคนงาน จนกระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน เขาได้ยินเสียงเครื่องจักรดังขึ้นจากด้านในโรงสี
ครืด... ครืด... ครืด...
เดชเดินออกไปดู เขาพบว่าหลอดไฟในโรงสีติดสว่างเป็นแถว ทั้งที่ระบบไฟฟ้าถูกตัดไปนานแล้ว
เมื่อเดินเข้าไปถึงเครื่องสีข้าว เขาเห็นชายคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังอยู่
ชายคนนั้นสวมเสื้อคนงานเก่า ๆ และกำลังเทข้าวเปลือกลงในเครื่อง
เดชตะโกนถาม
“ใครน่ะ! เข้ามาได้ยังไง?”
ชายคนนั้นไม่ตอบ แต่ค่อย ๆ หันหน้ามา
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผล และมีเม็ดข้าวติดอยู่ตามปากและจมูก
เดชตกใจวิ่งหนีออกมา
เช้าวันต่อมา เขาเล่าเรื่องให้เจ้าของที่ดินฟัง แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่าไม่มีใครเข้าไปในโรงสีได้ เพราะกุญแจอยู่กับเขาเพียงคนเดียว
เดชจึงคิดว่าตัวเองอาจตาฝาด
แต่คืนที่สอง เสียงเครื่องจักรกลับดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มีเสียงคนร้องไห้ตามมาด้วย
“หยุดเครื่อง... ช่วยหยุดเครื่องที...”
เดชรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปพร้อมไฟฉาย เขาพบเงาคนงานหลายคนกำลังยืนล้อมเครื่องสีข้าวอยู่
ทุกคนก้มหน้าและพูดซ้ำ ๆ ว่า
“หยุดเครื่อง... หยุดเครื่อง...”
ทันใดนั้น เครื่องสีข้าวก็เริ่มหมุนเร็วขึ้น ทั้งที่ไม่มีใครเปิดสวิตช์
เดชเห็นมือคนคนหนึ่งยื่นออกมาจากช่องป้อนข้าว เขารีบวิ่งเข้าไปช่วย แต่ชายคนหนึ่งกลับคว้าแขนเขาไว้
“อย่าแตะมัน! ถ้าเครื่องหยุดไม่ได้ มันจะเอาคนใหม่เข้าไปแทน!”
เดชสะบัดมือแล้ววิ่งหนีออกมา
วันต่อมา เขาตัดสินใจค้นเอกสารเก่าที่เจ้าของทิ้งไว้ในห้องสำนักงาน จนพบรายงานอุบัติเหตุเมื่อ 15 ปีก่อน
ในรายงานระบุว่า คนงานชื่อสมชายถูกเครื่องสีข้าวดูดเข้าไปเสียชีวิตระหว่างทำงาน
แต่มีข้อความเขียนด้วยลายมืออยู่ด้านล่าง
“ผู้เสียชีวิตไม่ได้ถูกเครื่องจักรดูดเข้าไปเอง แต่ถูกนายจ้างสั่งให้ทำงานต่อ ทั้งที่เครื่องมีปัญหา”
เดชเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดวิญญาณเหล่านั้นจึงยังอยู่ที่นี่
เขารีบโทรหาเจ้าของที่ดินเพื่อแจ้งเรื่อง แต่ปลายสายกลับตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่าไปยุ่งกับเรื่องเก่า ถ้าอยากได้เงินก็เฝ้าต่อไป”
คืนนั้น เดชตัดสินใจจะหนีออกจากโรงสี
แต่เมื่อเดินไปถึงประตู เขากลับพบชายคนเดิมยืนรออยู่
สมชายยื่นมือออกมาและพูดว่า
“ช่วยพวกเราด้วย... นายจ้างยังไม่เคยรับผิดชอบเลย”
เดชถามทั้งน้ำตาว่า
“ผมต้องทำยังไง?”
สมชายชี้ไปที่ห้องควบคุมเครื่องจักร
“เปิดเครื่องให้มันเดินอีกครั้ง แล้วดูสิว่าใครเป็นคนสั่งให้เราทำงาน”
เดชเดินเข้าไปในห้องควบคุม เขาพบเทปบันทึกเสียงเก่าที่เจ้าของโรงสีเคยเก็บไว้
เมื่อเปิดฟัง เขาได้ยินเสียงนายจ้างสั่งให้คนงานทำงานต่อ ทั้งที่รู้ว่าเครื่องจักรมีปัญหา
เดชนำเทปนั้นไปมอบให้ตำรวจในวันรุ่งขึ้น
หลังจากมีการสอบสวน เจ้าของโรงสีถูกดำเนินคดี และมีการนำกระดูกของคนงานที่เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนา
ตั้งแต่นั้นมา โรงสีก็เงียบสงบ ไม่มีเสียงเครื่องจักรดังขึ้นอีก
แต่หลายเดือนต่อมา เดชได้รับโทรศัพท์จากคนงานก่อสร้างที่เข้าไปรื้อถอนอาคาร
ปลายสายพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“พี่ครับ... ตอนนี้เครื่องสีข้าวมันทำงานเองอีกแล้ว”
เดชถามกลับว่า
“เป็นไปไม่ได้ เครื่องถูกรื้อไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?”
คนงานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า
“ใช่ครับ... แต่เสียงที่ดังอยู่ตอนนี้ ไม่ได้มาจากเครื่องจักร”
“แล้วมาจากไหน?”
คนงานตอบเบา ๆ
“มันดังมาจากใต้พื้นครับ... เหมือนมีคนกำลังบดอะไรอยู่ข้างล่าง”
แล้วสายก็ถูกตัดไป
ตั้งแต่วันนั้น ไม่มีใครพบคนงานก่อสร้างกลุ่มนั้นอีกเลย
เสียงบดข้าวจากโรงสีร้าง
ริมคลองแห่งหนึ่งมีโรงสีข้าวเก่าที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 15 ปี ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปใกล้ เพราะมีเรื่องเล่าว่าในอดีตเคยมีคนงานถูกเครื่องสีข้าวหนีบร่างเสียชีวิต
หลังเกิดเหตุ เจ้าของโรงสีสั่งปิดกิจการทันที และไม่มีใครกลับเข้าไปใช้งานอีกเลย
ต่อมามีชายชื่อเดชได้รับมอบหมายให้เฝ้าที่ดินแห่งนี้ เนื่องจากเจ้าของกำลังจะขายพื้นที่ให้กับนายทุน
เดชเป็นคนไม่กลัวผี เขาคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือของชาวบ้าน
คืนแรกที่เข้าเวร เขานั่งดูโทรศัพท์อยู่ในห้องพักคนงาน จนกระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน เขาได้ยินเสียงเครื่องจักรดังขึ้นจากด้านในโรงสี
ครืด... ครืด... ครืด...
เดชเดินออกไปดู เขาพบว่าหลอดไฟในโรงสีติดสว่างเป็นแถว ทั้งที่ระบบไฟฟ้าถูกตัดไปนานแล้ว
เมื่อเดินเข้าไปถึงเครื่องสีข้าว เขาเห็นชายคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังอยู่
ชายคนนั้นสวมเสื้อคนงานเก่า ๆ และกำลังเทข้าวเปลือกลงในเครื่อง
เดชตะโกนถาม
“ใครน่ะ! เข้ามาได้ยังไง?”
ชายคนนั้นไม่ตอบ แต่ค่อย ๆ หันหน้ามา
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผล และมีเม็ดข้าวติดอยู่ตามปากและจมูก
เดชตกใจวิ่งหนีออกมา
เช้าวันต่อมา เขาเล่าเรื่องให้เจ้าของที่ดินฟัง แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่าไม่มีใครเข้าไปในโรงสีได้ เพราะกุญแจอยู่กับเขาเพียงคนเดียว
เดชจึงคิดว่าตัวเองอาจตาฝาด
แต่คืนที่สอง เสียงเครื่องจักรกลับดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มีเสียงคนร้องไห้ตามมาด้วย
“หยุดเครื่อง... ช่วยหยุดเครื่องที...”
เดชรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปพร้อมไฟฉาย เขาพบเงาคนงานหลายคนกำลังยืนล้อมเครื่องสีข้าวอยู่
ทุกคนก้มหน้าและพูดซ้ำ ๆ ว่า
“หยุดเครื่อง... หยุดเครื่อง...”
ทันใดนั้น เครื่องสีข้าวก็เริ่มหมุนเร็วขึ้น ทั้งที่ไม่มีใครเปิดสวิตช์
เดชเห็นมือคนคนหนึ่งยื่นออกมาจากช่องป้อนข้าว เขารีบวิ่งเข้าไปช่วย แต่ชายคนหนึ่งกลับคว้าแขนเขาไว้
“อย่าแตะมัน! ถ้าเครื่องหยุดไม่ได้ มันจะเอาคนใหม่เข้าไปแทน!”
เดชสะบัดมือแล้ววิ่งหนีออกมา
วันต่อมา เขาตัดสินใจค้นเอกสารเก่าที่เจ้าของทิ้งไว้ในห้องสำนักงาน จนพบรายงานอุบัติเหตุเมื่อ 15 ปีก่อน
ในรายงานระบุว่า คนงานชื่อสมชายถูกเครื่องสีข้าวดูดเข้าไปเสียชีวิตระหว่างทำงาน
แต่มีข้อความเขียนด้วยลายมืออยู่ด้านล่าง
“ผู้เสียชีวิตไม่ได้ถูกเครื่องจักรดูดเข้าไปเอง แต่ถูกนายจ้างสั่งให้ทำงานต่อ ทั้งที่เครื่องมีปัญหา”
เดชเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดวิญญาณเหล่านั้นจึงยังอยู่ที่นี่
เขารีบโทรหาเจ้าของที่ดินเพื่อแจ้งเรื่อง แต่ปลายสายกลับตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่าไปยุ่งกับเรื่องเก่า ถ้าอยากได้เงินก็เฝ้าต่อไป”
คืนนั้น เดชตัดสินใจจะหนีออกจากโรงสี
แต่เมื่อเดินไปถึงประตู เขากลับพบชายคนเดิมยืนรออยู่
สมชายยื่นมือออกมาและพูดว่า
“ช่วยพวกเราด้วย... นายจ้างยังไม่เคยรับผิดชอบเลย”
เดชถามทั้งน้ำตาว่า
“ผมต้องทำยังไง?”
สมชายชี้ไปที่ห้องควบคุมเครื่องจักร
“เปิดเครื่องให้มันเดินอีกครั้ง แล้วดูสิว่าใครเป็นคนสั่งให้เราทำงาน”
เดชเดินเข้าไปในห้องควบคุม เขาพบเทปบันทึกเสียงเก่าที่เจ้าของโรงสีเคยเก็บไว้
เมื่อเปิดฟัง เขาได้ยินเสียงนายจ้างสั่งให้คนงานทำงานต่อ ทั้งที่รู้ว่าเครื่องจักรมีปัญหา
เดชนำเทปนั้นไปมอบให้ตำรวจในวันรุ่งขึ้น
หลังจากมีการสอบสวน เจ้าของโรงสีถูกดำเนินคดี และมีการนำกระดูกของคนงานที่เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนา
ตั้งแต่นั้นมา โรงสีก็เงียบสงบ ไม่มีเสียงเครื่องจักรดังขึ้นอีก
แต่หลายเดือนต่อมา เดชได้รับโทรศัพท์จากคนงานก่อสร้างที่เข้าไปรื้อถอนอาคาร
ปลายสายพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“พี่ครับ... ตอนนี้เครื่องสีข้าวมันทำงานเองอีกแล้ว”
เดชถามกลับว่า
“เป็นไปไม่ได้ เครื่องถูกรื้อไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?”
คนงานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า
“ใช่ครับ... แต่เสียงที่ดังอยู่ตอนนี้ ไม่ได้มาจากเครื่องจักร”
“แล้วมาจากไหน?”
คนงานตอบเบา ๆ
“มันดังมาจากใต้พื้นครับ... เหมือนมีคนกำลังบดอะไรอยู่ข้างล่าง”
แล้วสายก็ถูกตัดไป
ตั้งแต่วันนั้น ไม่มีใครพบคนงานก่อสร้างกลุ่มนั้นอีกเลย