“เต้” และเพื่อนอีกสองคนชื่ออาร์มกับโจ ตัดสินใจเดินป่าเพื่อไปตั้งแคมป์บนภูเขาแห่งหนึ่ง
ก่อนออกเดินทาง ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเตือนพวกเขาว่า หากเดินป่าหลังพระอาทิตย์ตก ห้ามนับจำนวนคนที่เดินตามหลัง และหากได้ยินเสียงใครเรียกชื่อ ห้ามขานรับเด็ดขาด
ทั้งสามคนหัวเราะ เพราะคิดว่าเป็นเพียงเรื่องหลอกนักท่องเที่ยว
วันแรกผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งช่วงเย็น พวกเขาหลงออกจากเส้นทางหลัก
อาร์มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แต่ไม่มีสัญญาณ
โจเริ่มกังวล จึงเสนอให้หาที่พักก่อนแล้วค่อยหาทางกลับในตอนเช้า
ทั้งสามตั้งเต็นท์ใกล้ลำธารเล็ก ๆ และก่อกองไฟเพื่อไล่ความหนาว
เวลาประมาณสี่ทุ่ม เต้ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่รอบเต็นท์
เขาคิดว่าเป็นเพื่อน จึงเปิดเต็นท์ออกไปดู
ไม่มีใครอยู่ข้างนอก
แต่บนพื้นดินเปียกมีรอยเท้าเปล่าเดินวนรอบเต็นท์หลายรอบ ทั้งที่เพื่อนทุกคนใส่รองเท้าเดินป่า
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขารีบเก็บของเพื่อหาทางออก
ระหว่างเดิน อาร์มหันไปมองด้านหลังแล้วถามว่า
“เมื่อกี้พวกเห็นคนเดินตามเราหรือเปล่า?”
เต้กับโจหันกลับไปมอง
มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อสีดำเดินอยู่ห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตร ใบหน้าของเขาถูกเงาต้นไม้บังจนมองไม่ชัด
โจตะโกนถามว่า
“ลุงครับ หลงทางเหมือนกันเหรอ?”
ชายคนนั้นไม่ตอบ แต่ยังเดินตามมาเรื่อย ๆ
ทั้งสามเร่งฝีเท้า
ไม่ว่าจะเดินเร็วแค่ไหน ชายคนนั้นก็ยังอยู่ห่างเท่าเดิม
จนกระทั่งเต้ได้ยินเสียงกระซิบใกล้หู
“อย่านับคน...”
เขาสะดุ้งและหันไปมองเพื่อน
ทุกคนยังเดินอยู่ข้างหน้า
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
“อย่านับคนที่เดินตามหลัง”
เต้เริ่มจำคำเตือนของผู้ใหญ่ในหมู่บ้านได้ จึงพยายามไม่หันกลับไปอีก
แต่เมื่อเดินถึงทางแยก โจกลับหยุดแล้วพูดว่า
“เดี๋ยวก่อน เรามากันสามคนไม่ใช่เหรอ?”
อาร์มถามว่า
“เออ แล้วทำไม?”
โจชี้ไปข้างหน้า
“แล้วคนที่เดินนำเราอยู่นั่นเป็นใคร?”
ทั้งสามหยุดพร้อมกัน
เพราะมีชายสวมเสื้อสีดำเดินนำหน้าอยู่จริง ๆ
ส่วนด้านหลังพวกเขา ก็มีชายเสื้อดำอีกคนเดินตามมา
เต้รู้สึกเหมือนเลือดในตัวเย็นเฉียบ
เขากระซิบว่า
“อย่ามองหน้า...เดินต่อไป”
ทั้งสามจึงเดินตามทางไปโดยไม่พูดอะไรอีก
จนกระทั่งพบถนนลูกรังและรถของชาวบ้านจอดอยู่ พวกเขารีบขอความช่วยเหลือและเดินทางกลับหมู่บ้านทันที
เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ที่เตือนพวกเขาเห็นทั้งสามคนก็ถามว่า
“พวกเอ็งเจอคนในป่าหรือเปล่า?”
เต้พยักหน้า
ผู้ใหญ่ถอนหายใจ
“เมื่อหลายสิบปีก่อน มีคนหาของป่าหายตัวไปในบริเวณนั้น ชาวบ้านออกตามหาอยู่หลายวัน แต่พบเพียงรอยเท้าของเขาเดินเข้าไปในป่า”
“ไม่มีรอยเท้าเดินกลับออกมาเลย”
เต้ถามว่า
“แล้วเขายังอยู่ในป่าเหรอครับ?”
ผู้ใหญ่ตอบว่า
“ไม่มีใครรู้ แต่คนที่เจอเขามักจะกลับมาไม่ครบ”
ทั้งสามคนเงียบไป
คืนนั้น เต้เปิดดูรูปถ่ายที่ถ่ายไว้ระหว่างเดินป่า
ในภาพหนึ่ง เขากับเพื่อนยืนอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่
แต่เมื่อซูมเข้าไปดูด้านหลัง กลับมีชายเสื้อดำยืนอยู่ด้วย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ชายในรูปไม่ได้ยืนอยู่ข้างหลังพวกเขา
เขายืนอยู่ตรงกลางระหว่างเต้กับอาร์ม ราวกับอยู่ในกลุ่มมาตั้งแต่ต้น
เต้รีบโทรหาเพื่อนทั้งสองคน
อาร์มรับสายด้วยเสียงสั่น
“...กูกำลังจะโทรหาพอดี”
“มีอะไร?”
อาร์มตอบว่า
“เมื่อคืนกูนับรูปถ่ายดูแล้ว เราเดินป่ากันสามคนจริง ๆ”
“แต่ในรูปทุกใบมีคนอยู่สี่คน”
เต้เงียบไป
เพราะในโทรศัพท์ของเขาเอง มีรูปใหม่ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ว่าใครถ่าย
เป็นภาพของเต้ยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง
และด้านหลังเขา...
ชายเสื้อดำกำลังยิ้มอยู่
.
.
.
คนที่เดินตามหลังในป่า
ก่อนออกเดินทาง ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเตือนพวกเขาว่า หากเดินป่าหลังพระอาทิตย์ตก ห้ามนับจำนวนคนที่เดินตามหลัง และหากได้ยินเสียงใครเรียกชื่อ ห้ามขานรับเด็ดขาด
ทั้งสามคนหัวเราะ เพราะคิดว่าเป็นเพียงเรื่องหลอกนักท่องเที่ยว
วันแรกผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งช่วงเย็น พวกเขาหลงออกจากเส้นทางหลัก
อาร์มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แต่ไม่มีสัญญาณ
โจเริ่มกังวล จึงเสนอให้หาที่พักก่อนแล้วค่อยหาทางกลับในตอนเช้า
ทั้งสามตั้งเต็นท์ใกล้ลำธารเล็ก ๆ และก่อกองไฟเพื่อไล่ความหนาว
เวลาประมาณสี่ทุ่ม เต้ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่รอบเต็นท์
เขาคิดว่าเป็นเพื่อน จึงเปิดเต็นท์ออกไปดู
ไม่มีใครอยู่ข้างนอก
แต่บนพื้นดินเปียกมีรอยเท้าเปล่าเดินวนรอบเต็นท์หลายรอบ ทั้งที่เพื่อนทุกคนใส่รองเท้าเดินป่า
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขารีบเก็บของเพื่อหาทางออก
ระหว่างเดิน อาร์มหันไปมองด้านหลังแล้วถามว่า
“เมื่อกี้พวกเห็นคนเดินตามเราหรือเปล่า?”
เต้กับโจหันกลับไปมอง
มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อสีดำเดินอยู่ห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตร ใบหน้าของเขาถูกเงาต้นไม้บังจนมองไม่ชัด
โจตะโกนถามว่า
“ลุงครับ หลงทางเหมือนกันเหรอ?”
ชายคนนั้นไม่ตอบ แต่ยังเดินตามมาเรื่อย ๆ
ทั้งสามเร่งฝีเท้า
ไม่ว่าจะเดินเร็วแค่ไหน ชายคนนั้นก็ยังอยู่ห่างเท่าเดิม
จนกระทั่งเต้ได้ยินเสียงกระซิบใกล้หู
“อย่านับคน...”
เขาสะดุ้งและหันไปมองเพื่อน
ทุกคนยังเดินอยู่ข้างหน้า
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
“อย่านับคนที่เดินตามหลัง”
เต้เริ่มจำคำเตือนของผู้ใหญ่ในหมู่บ้านได้ จึงพยายามไม่หันกลับไปอีก
แต่เมื่อเดินถึงทางแยก โจกลับหยุดแล้วพูดว่า
“เดี๋ยวก่อน เรามากันสามคนไม่ใช่เหรอ?”
อาร์มถามว่า
“เออ แล้วทำไม?”
โจชี้ไปข้างหน้า
“แล้วคนที่เดินนำเราอยู่นั่นเป็นใคร?”
ทั้งสามหยุดพร้อมกัน
เพราะมีชายสวมเสื้อสีดำเดินนำหน้าอยู่จริง ๆ
ส่วนด้านหลังพวกเขา ก็มีชายเสื้อดำอีกคนเดินตามมา
เต้รู้สึกเหมือนเลือดในตัวเย็นเฉียบ
เขากระซิบว่า
“อย่ามองหน้า...เดินต่อไป”
ทั้งสามจึงเดินตามทางไปโดยไม่พูดอะไรอีก
จนกระทั่งพบถนนลูกรังและรถของชาวบ้านจอดอยู่ พวกเขารีบขอความช่วยเหลือและเดินทางกลับหมู่บ้านทันที
เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ที่เตือนพวกเขาเห็นทั้งสามคนก็ถามว่า
“พวกเอ็งเจอคนในป่าหรือเปล่า?”
เต้พยักหน้า
ผู้ใหญ่ถอนหายใจ
“เมื่อหลายสิบปีก่อน มีคนหาของป่าหายตัวไปในบริเวณนั้น ชาวบ้านออกตามหาอยู่หลายวัน แต่พบเพียงรอยเท้าของเขาเดินเข้าไปในป่า”
“ไม่มีรอยเท้าเดินกลับออกมาเลย”
เต้ถามว่า
“แล้วเขายังอยู่ในป่าเหรอครับ?”
ผู้ใหญ่ตอบว่า
“ไม่มีใครรู้ แต่คนที่เจอเขามักจะกลับมาไม่ครบ”
ทั้งสามคนเงียบไป
คืนนั้น เต้เปิดดูรูปถ่ายที่ถ่ายไว้ระหว่างเดินป่า
ในภาพหนึ่ง เขากับเพื่อนยืนอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่
แต่เมื่อซูมเข้าไปดูด้านหลัง กลับมีชายเสื้อดำยืนอยู่ด้วย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ชายในรูปไม่ได้ยืนอยู่ข้างหลังพวกเขา
เขายืนอยู่ตรงกลางระหว่างเต้กับอาร์ม ราวกับอยู่ในกลุ่มมาตั้งแต่ต้น
เต้รีบโทรหาเพื่อนทั้งสองคน
อาร์มรับสายด้วยเสียงสั่น
“...กูกำลังจะโทรหาพอดี”
“มีอะไร?”
อาร์มตอบว่า
“เมื่อคืนกูนับรูปถ่ายดูแล้ว เราเดินป่ากันสามคนจริง ๆ”
“แต่ในรูปทุกใบมีคนอยู่สี่คน”
เต้เงียบไป
เพราะในโทรศัพท์ของเขาเอง มีรูปใหม่ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ว่าใครถ่าย
เป็นภาพของเต้ยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง
และด้านหลังเขา...
ชายเสื้อดำกำลังยิ้มอยู่
.
.
.