หน้าแรก
คอมมูนิตี้
ห้อง
แท็ก
คลับ
ห้อง
แก้ไขปักหมุด
ดูทั้งหมด
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
แท็ก
แก้ไขปักหมุด
ดูเพิ่มเติม
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
{room_name}
{name}
{description}
กิจกรรม
แลกพอยต์
อื่นๆ
ตั้งกระทู้
เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก
เว็บไซต์ในเครือ
Bloggang
Pantown
PantipMarket
Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
เกี่ยวกับเรา
กฎ กติกา และมารยาท
คำแนะนำการโพสต์แสดงความเห็น
นโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิ์การใช้งานของสมาชิก
ติดต่อทีมงาน Pantip
ติดต่อลงโฆษณา
ร่วมงานกับ Pantip
Download App Pantip
Pantip Certified Developer
[CR] แบกกล้องไปท่องโลก [EP.12] “หว่า วา โจ” เส้นทางเดินป่าที่สวยจนอยากหยุดเวลา ⏱
กระทู้รีวิว
เดินป่า
กล้องถ่ายรูป
สถานที่ถ่ายรูป
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ถ้าถามผมว่าเดินไปที่ไหนสนุกที่สุดสำหรับผม ผมกล้าตอบได้เลยว่า "หว่าวาโจ" คือที่สุดของผม ณ ตอนนี้ จริงๆ แล้วผมไม่ใช่นักเดินป่าที่ไปลุยทั้งป่าเหนือป่าใต้ ทั่วไทยอะไรขนาดนั้น แต่ผมเชื่อว่าใครได้มาที่นี่ต่างก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นสถานที่ๆ เดินป่าได้สนุกและสวยมากที่นึงเลยแหล่ะ ด้วยวิวระดับ 5 ดาว ตั้งแต่ระหว่างทาง ลานกางเต็นท์ ไปยังปลายทาง ณ ดอยหว่าวาโจ แถมยังมีเรื่องราวสนุกๆ เฮฮาระหว่างทางที่คอยแต่งเติมสีสันระหว่างการเดินทาง มันทำให้ผมอยากจะหยุดเวลาแห่งความสุขไว้แค่ตอนนั้นจริงๆ
เรื่องราวระหว่างทางจะสนุกแค่ไหน วิวที่ว่าสวยจะสักเท่าไหร่ รับชมไปพร้อมๆ กันได้เล้ยยยยย...
ใครขี้เกียจอ่าน อยากเปิดดูเป็น Video กดที่ลิงก์ด้านล่างได้เลยครับ
~ออกเดินทาง~
ก่อนออกดินทางเองผมจงใจเลือกช่วงระหว่างปลายหนาว(ก.พ.) เพราะตั้งใจว่าไม่ให้เสี่ยงเจอพายุเข้าเหมือนทริปเก่าๆ (ปิตุ๊โกรกับม่อนสี่สหาย) พอถึงเวลาใกล้ๆ ถึงวันก็มีเพื่อนๆ ในกลุ่มแชร์พยากรณ์อากาศ มีเนื้อหาสั้นๆ ได้ใจความว่า แม่ฮ่องสอนช่วงที่ผมไปจะมีพายุลูกเห็บ.., ผมก็แบบ เอ๊ะ ! มันไม่เจอหรอกม้างงงง ลูกเห็บตกยากจะตาย ~ เลยปลอบใจตัวเองไปว่าคงไม่มีลูกเห็บไม่มีฝนอะไรทั้งนั้นแหล่ะ นี่มันปลายหนาวนะ
หลังจากการจองทริปเสร็จสรรพก็เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 21.00 น. ซึ่งปกติถ้าไปแถวเชียงใหม่ก็เช้าพอดีแล้วก็หาข้าวเช้าทานที่นั่น ก่อนจะเดินทางต่อไปแม่ฮ่องสอน ระยะทางอาจะดูไม่ไกลแต่ใช้เวลานานมากเนื่องจากความคดเคี้ยวของเส้นทาง กว่าผมจะไปถึงก็กินเวลาไปอีกครึ่งวัน กว่าจะทานข้าวเที่ยงเตรียมตัวเดินทางต่อด้วยรถกระบะอีกประมาณครึ่งชั่วโมงไปที่จุดเริ่มเดินก็ประมาณ 14.00 น. การเดินเท้าของเราก็เริ่มต้นขึ้น
ระหว่างทางก็จะมีต้นไม้สูงๆ คอยบังแดด พื้นก็แน่นๆ เรียบๆ เดินได้สบายหน่อย ชมนกชมไม้ เฮฮากันตามประสาคนได้หลุดพ้นจากชีวิตมนุษย์เงินเดือน
ในขณะที่เดินอยู่ผมแหงนขึ้นไปมองบนฟ้า เห็นว่าแดดแรงมาก แรงจนเราอุ่นใจว่า เห่อะ...ไม่มีหรอก พายุลูกเห็บ สบายแล้วคืนนี้ แต่เดินได้ไม่ถึงสิบนาที ฟ้ามืดเลยครับ... ลมแรง ใบไม้ปลิวว่อน สายลมที่ปะทะผิวเริ่มรู้สึกว่าหนาวกว่าลมปกติ ผมเริ่มคิดว่าฝนตกแน่นอน...
พอรู้อย่างนั้นพวกผมเลยรีบควักเสื้อกันฝนออกมาสวมกันเปียกซักหน่อย ซึ่งฝนก็ค่อยๆ ตกลงมาแรงขึ้น แรงขึ้น... จนกระทั้งรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างตกใส่หัวแล้วกระเด็นผ่านหน้าไป ลักษณะมันเป็นเม็ดเล็กๆ กลมๆ ขาวๆ ขนาดเท่าไข่จิ้งจก ใช่ครับ...ลูกเห็บจริงๆ แล้วมากันเป็นกลุ่มๆ จนต้องหาที่หลบใต้ร่มไม้ก่อน
หลังจากหลบลูกเห็บได้ประมาณ 5 นาทีเราก็เริ่มออกเดินทางต่อ ฝนค่อยๆ เบาจนเริ่มมีแดดออก(แต่ฝนยังไม่หยุดนะ) ผมเลยคิดไว้ว่าที่นี่อากาศแปรปรวนมาก จะฝนตกจะลูกเห็บจะแดดออกนี่มาครบภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แสดงว่าคืนนี้มีแววเปียกแน่ๆ รึจะไม่ได้นอน ?? ฮ่าๆๆ
เอาหล่ะ หลังจาดผ่านช่วงแรกที่เป็นทางเรียบๆ ก็จะเข้าช่วงของทางชัน ซึ่งทางโดนรวมเนี่ยถ้าพูดให้ฟังก็ไม่ยาก แต่พอต้องเดินเองปั๊บ ยากเสมอ !! ความชันประมาณ 45 องศา ทำให้ผมนึกถึงเส้นทางที่เขาหลวงสุโขทัย
ระหว่างทางพอฟ้าเริ่มเปิดก็พอจะมองเห็นวิวสวยๆ ให้มีแรงฮึบสู้ต่อหน่อย
เดินต่อมาสักพักก็เริ่มมองเห็นสันเขาที่เราต้องข้ามไป พอมองจากข้างก็รู้สึกได้ทันทีว่าต้องน่ากลัวแน่ๆ แฮะ แต่คิดว่าคงไม่กลิ้งตกลงไประหว่างทาง ฮ่าๆ
เดินต่อมาอีกแป๊บเดียว ดีที่ยังไม่ได้ถอดเสื้อกันฝนออก ฝนตกอีกแล้วครับ เมื่อกี้ฟ้ายังสว่างๆ อยู่เลย TT ซึ่งก็ทำให้ทีมงานต้องคิดหนักว่าจะเอายังไงดีเนื่องจากเส้นทางที่เราจะไปถ้ามีฝนตกอาจทำให้ลื่นง่าย ตอนนั้นเราอยู่ระหว่างทางแยกระหว่างเลี้ยวซ้ายไปหว่าวาโจเพื่อค้างแรมที่นั่น หรือพักตรงนี้ไปเลย แล้วค่อยรอลุ้นอีกทีพรุ่งนี้เช้าอีกที ถ้าฝนยังตกตลอดแบบนี้เราก็จะไม่เสี่ยงไปกันต่อ คงต้องเดินทางกลับเลย
จากจุดนี้เรามองเห็นสันเขาที่จะเดินไปทางหว่าวาโจแล้ว แต่ไว้มาลุ้นต่อพรุ่งนี้แล้วกัน
~จุดกางเต็นท์ลับ~
จริงๆ แล้วผมก็เสียดายอยู่นะ ที่เราต้องหยุดไปต่อ แต่ก็มองในแง่ดีคือคิดซะว่าเราได้พักเหนื่อย พอมาถึงจุดกางเต็นท์ก็สำรวจพื้นที่หาพื้นเรียบๆ วางสัมภาระตามปกติ ระหว่างเดินดูรอบๆก็มองไปเห็นว่ามีจุดวิวดีมากๆ พอเดินไปตรงนั้นก็แบบ โอ้ววววววววว มันสวยจริงๆ ภาพที่เราตรงหน้ามันของจริงหรอเนี่ยยย ?
(ชอบภาพนี้เป็นพิเศษ)
พอตกเย็นฟ้าเริ่มเปิด แสงแดดทอแสงจางๆ กระทบสายหมอกที่เกาะอยู่ที่ปลายยอดไม้ ช่างเป็นบรรยากาศที่ดีจนเราแทบจะลืมความเหนื่อยล้าของชีวิตไปเลย
จริงๆ ที่เห็นตอนนั้นผมก็ว่าคุ้มแล้วนะ พอกลับมากางเต็นท์ จัดการเสื้อผ้าสัมภาระเสร็จสรรพผมก็สังเกตุเห็นแสงลอดออกมาตามช่องระบายอากาศของเต็นท์ ตอนนั้นรู้ทันทีเลยว่าช่วงที่สวยที่สุดของวันกำลังจะมาถึง ผมรีบเปิดเต็นท์ออกไปดูบรรยากาศด้านนอก... แสงเย็นมาแล้วครับ เหมือนฟ้าจะเป็นใจด้วย
พอเห็นแสงแบบนี้ก็เลยรีบคว้ากล้องวิ่งออกไปตรงที่ๆ วิวสวยๆ มันแบบ... สวย สวยเกินบรรยายจริงๆ ครับ ลมเย็นๆ แสงทองๆ ฟินสุดๆ
ณ จุดที่ผมยืนอยู่ถ้าหันหน้าไปด้านขวาจะเป็นดอยหงอนไก่ ซึ่งอยู่สูงดว่าจุดที่พวกเรากางเต็นท์ค่อนข้างมาก ดอยสูงๆ หญ้าสีทอง กับแสงยามเย็นช่วง Golden hour เป็นอะไรที่ช่วยฮีลใจได้เป็นอย่างดีเลยครับ
ตัดภาพมาที่ฝั่งตรงข้าม ที่จะเดินไปหว่าวาโจ ตอนนี้สมาชิกทริปทุกคนไปรวมตัวที่นั่น เพื่อนั่งชมความสวยงามของทางเดินของสันเขา ที่ผมเคยบอกไปหลังจากที่ไม่ได้เดินไปต่อที่หว่าวาโจ ถึงตอนนี้ต้องกลับคำแล้วครับ การที่ได้เห็นวิวตรงนี้ ณ เวลานี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ นี่แหล่ะครับ สวยจนอยากหยุดเวลาจริงๆ
ก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า
~อรุณสวัสดิ์~
จริงๆ แล้วคืนนั้นฝนตกค่อนข้างหนัก พอตื่นเช้ามาผมยังได้ยินเสียงใบไม้ปลิวดังอยู่รอบๆ เต็นท์ แต่พอตื่นมาเห็นเห็นว่าฝนได้หยุดไปแล้ว แต่ลมแรงมาก พอตั้งสติได้เลยคว้ากล้องออกไปดูรอบๆ เผื่อจะได้ถ่ายหมอกสวยๆ ยามเช้าหน่อย แล้วธรรมชาติก็ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง หมอกหนาวโอบล้อมยอดเขาที่พวกเราค้างคืน ด้วยลมที่แรงมาก ทำให้สายหมอกปลิวเป็นสายสวยงามอย่างกับอยู่ในเทพนิยายเลยครับ
หมอกครึ่งนึง ภูเขาครึ่งนึง
ตัดภาพมาที่ฝั่งทางเดินไปหว่าวาโจ ตรงนี้ก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน
เอาหล่ะ หลังจากประเมินสถานการณ์แล้วว่า ทางเดินไปหว่าหวาโจยังพอไปไหวอยู่ พวกเราเลยรีบกลับมาเก็บของทานมื้อเช้า เตรียมตัวลุยต่อ
คราวนี้เราเดินสบายขึ้นหน่อย เพราะไม่ต้องแบกอะไรไป (ตอนกลับเดินกลับทางเดิม) เรื่องเดินตัวปลิวนี่ของถนัด ฮ่าๆ แต่อุปสรรคของเราคือหมอกครับ อยู่ๆ หมอกก็หนาขึ้นมาซะงั้น ลมยังแรงอยู่ ซึ่งทางเดินบนสันเขาค่อนข้างจะอันตรายมากทีเดียว ใครกลัวความสูงจะเดินลำบากหน่อย
จะมีบางช่วงที่เดินได้ทีละคน บางช่วงให้พอได้พักหายใจบ้าง แต่ต้องระวังตัวสุดๆ เพราะถ้าก้าวพลาดหรือเจอลมแรงๆ จนทรงตัวไม่อยู่นี่คว้าอะไรไม่ทันแน่นอน
อย่าพลาดเชียว ><
บางช่วงมันจะโล่งๆ จะลงแบบเซฟๆ หน่อยก็ต้องย่อขาค่อยๆ คลานลง
เราใช้เวลาเดินตรงนี้ประมาณ 20 นาทีซึ่งเป็นช่วงที่ลุ้น และสนุกไปด้วยในตัว พอถึงช่วงท้ายๆ จะล้มลุกคลุกคลานหน่อย เพราะต้องเกาะต้นไม้ต้นหญ้าลากตัวเองขึ้นไป
และแล้ว เราก็มาถึง..,
ชื่อสินค้า:
เดินป่า หว่าวาโจ
คะแนน:
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
- จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
- ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
▼
กำลังโหลดข้อมูล...
▼
แสดงความคิดเห็น
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
ไม่กี่บาท | จากเมืองสู่..ยอดดอยปุยหลวง สูงที่สุดในแม่ฮ่องสอน (ไม่มีรถส่วนตัว)
ก่อนจะหมดหน้าฝน เพียงแค่ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าในทุกๆวันที่มีแต่เธอยังเดำพะาำย สะ ง ฟังไม่ทัน เดี่ยวนั้นมันเพลง "ก่อนฤดูฝน" ไม่ใช่ หรอ แต่ครั้งนี้เราจะไป เ
konr backpack
พาชมรูป ปางอุ๋ง บ้านรักไทย บ้านจ่าโบ่ จุดชมวิวดอยกิ่วลมปาย-ปางมะผ้า 2017
สวัสดีครับ ปลายปี 2559 - ต้นปี 2560 นี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยว ปางอุ๋ง (ที่หลัก) สองรอบแน่ะ ช่วงปลายธันวาคม กับ ต้นกุมภาพันธ์ เอารูปที่ผมชอบมาฝากกันครับ ไม่พูดพร่ำ
chanawin88
ทริปฝนแปดแดดสี่..ที่เมืองสามหมอก (30 มิ.ย.- 2ก.ค.66)
บทสนทนาของก๋อยและอ้ายกากในเช้าวันหนึ่ง ก๋อย: เดือนไหนไม่ได้เที่ยวมันเหมือนจะนอนไม่ค่อยหลับอ่า 5555...อ้ายกาก: ก็ว่าปายยยย ก๋อย: ก็แค่กลัวแก่มากๆ แล้วเที่ยวไม่ไห
นกอีก๋อยปากเป็ด
Road Trip : New Zealand 12 วันรอบเกาะใต้ ขับยาวๆไปในแดนกีวี่
กราบสวัสดีทุกท่านๆนะครับ ช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไป Road Trip รอบเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์มาครับ เลยจะมาแชร์เรื่องราวข้อมูลการเดินทางให้กับเพื่
Mountain Seal
"เขาช้างเผือก" จองว่ายากแล้ว ทำใจไม่ให้หลงรัก ยากกว่า ;) by The Planner แพลน เอง เที่ยว เอง
หากใครเคยมีประสบการณ์เดินป่า เดินเขามาบ้างแล้ว ผมเชื่อว่า ชื่อของ "เขาช้างเผือก" คงต้องเป็นหนึ่งในลิสต์ที่ต้องไปพิชิตให้ได้ในสักวันอย่างแน่นอน แต่ด้วย
The Planners
ณ ขณะนี้ ยุคปี2026 คุณพ่อแม่ ได้เริ่มสอนลูกจุดเตาถ่าน ทำอาหาร หุงข้าว ดงข้าวกันหรือยัง
เราหัดเองแต่ป.5 ทีเดียว ( แก้คำผิด กะทะไฟฟ้าแทนเตาไฟฟ้า ) จริงๆ มีรูปตอนช่วงเด็กอนุบาล พยายามทอดไข่เจียวกับพี่เลี้ยง แม่เล่าให้ฟังตอนประถมว่าเราดื้อมาก อยากจะทำ
buchecktien
เที่ยวประจวบคีรีขันธ์ 2 วัน 1 คืน | นอนเต็นท์ริมทะเล ตื่นเช้าขึ้นเขาชมพระอาทิตย์
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลแต่ก็ไม่ใกล้ ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณเกือบ 4 ชั่วโมง แต่เมื่อได้มาเยือนแล้ว รู้สึกว่าเป็น 2 วัน 1 คืน ที่
Charri-ชาริ
ยักษ์ใหญ่มีอยู่จริง! 🌳 พาโอบ 'ต้นพระเจ้าห้าพระองค์' ที่ใหญ่ม๊ากกกกกก@ถ้ำสะเกิน 🇹🇭✨
555 หายไปนานเลยครับ สวัสดี สวัสดี😊 ต่อเลยนะครับ ถ้าคุณเป็นสายลุยที่เบื่อความวุ่นวาย เบื่อการต่อคิวถ่ายรูปตามแลนด์มาร์คดังๆ ผมอยากให้ลองเดินปลีกตัวมาที่นี่ครับ.
บะหมี่เกี๊ยวเที่ยวเก่ง
🏖️🍃💦 กระทู้โพสต์ไปเรื่อย ครั้งที่ 84/365 วัน 365 ภาพ ปีที่ 17 ประจำวันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569 🌬️💚✨
สวัสดีค่ะพี่ ๆ น้อง ๆ ชาว Pantip ห้องกล้องทุกท่าน 😁 วันนี้ จขกท. รับหน้าที่ต่อจาก ท่านลุงวุฒิ มาชวนทุกคนพักสายตาจากความวุ่นวาย แล้วมาเติมพลังใจด้วยกันในหัวข้อ.
เที่ยวสบายสบาย
🛻🚉🛥️✈️กระทู้โพสต์ไปเรื่อยครั้งที่ ๗๗/๓๖๕ วัน ๓๖๕ ภาพ ปีที่ ๑๗ ประจำวันพุธที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙ ✈️🛥️🚉🛻
สวัสดีค่ะ วันนี้เป็นอีกครั้งที่จขกท.มารับไม้ต่อจากคุณคุณ dih2552 ในหัวข้อ “การเดินทาง” ทางรถ รถไฟ เรือ เครื่องบิน อะไรก็ได้ทั้งนั้นค่ะ ขอให้เพื่อนๆสมาชิกโพสต์ภา
สมาชิกหมายเลข 7310311
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
เดินป่า
กล้องถ่ายรูป
สถานที่ถ่ายรูป
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
บนสุด
ล่างสุด
อ่านเฉพาะข้อความเจ้าของกระทู้
หน้า:
หน้า
จาก
แชร์ : 15
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ยอมรับ
[CR] แบกกล้องไปท่องโลก [EP.12] “หว่า วา โจ” เส้นทางเดินป่าที่สวยจนอยากหยุดเวลา ⏱
เรื่องราวระหว่างทางจะสนุกแค่ไหน วิวที่ว่าสวยจะสักเท่าไหร่ รับชมไปพร้อมๆ กันได้เล้ยยยยย...
ใครขี้เกียจอ่าน อยากเปิดดูเป็น Video กดที่ลิงก์ด้านล่างได้เลยครับ
หลังจากการจองทริปเสร็จสรรพก็เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 21.00 น. ซึ่งปกติถ้าไปแถวเชียงใหม่ก็เช้าพอดีแล้วก็หาข้าวเช้าทานที่นั่น ก่อนจะเดินทางต่อไปแม่ฮ่องสอน ระยะทางอาจะดูไม่ไกลแต่ใช้เวลานานมากเนื่องจากความคดเคี้ยวของเส้นทาง กว่าผมจะไปถึงก็กินเวลาไปอีกครึ่งวัน กว่าจะทานข้าวเที่ยงเตรียมตัวเดินทางต่อด้วยรถกระบะอีกประมาณครึ่งชั่วโมงไปที่จุดเริ่มเดินก็ประมาณ 14.00 น. การเดินเท้าของเราก็เริ่มต้นขึ้น
ระหว่างทางก็จะมีต้นไม้สูงๆ คอยบังแดด พื้นก็แน่นๆ เรียบๆ เดินได้สบายหน่อย ชมนกชมไม้ เฮฮากันตามประสาคนได้หลุดพ้นจากชีวิตมนุษย์เงินเดือน
ในขณะที่เดินอยู่ผมแหงนขึ้นไปมองบนฟ้า เห็นว่าแดดแรงมาก แรงจนเราอุ่นใจว่า เห่อะ...ไม่มีหรอก พายุลูกเห็บ สบายแล้วคืนนี้ แต่เดินได้ไม่ถึงสิบนาที ฟ้ามืดเลยครับ... ลมแรง ใบไม้ปลิวว่อน สายลมที่ปะทะผิวเริ่มรู้สึกว่าหนาวกว่าลมปกติ ผมเริ่มคิดว่าฝนตกแน่นอน...
พอรู้อย่างนั้นพวกผมเลยรีบควักเสื้อกันฝนออกมาสวมกันเปียกซักหน่อย ซึ่งฝนก็ค่อยๆ ตกลงมาแรงขึ้น แรงขึ้น... จนกระทั้งรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างตกใส่หัวแล้วกระเด็นผ่านหน้าไป ลักษณะมันเป็นเม็ดเล็กๆ กลมๆ ขาวๆ ขนาดเท่าไข่จิ้งจก ใช่ครับ...ลูกเห็บจริงๆ แล้วมากันเป็นกลุ่มๆ จนต้องหาที่หลบใต้ร่มไม้ก่อน
หลังจากหลบลูกเห็บได้ประมาณ 5 นาทีเราก็เริ่มออกเดินทางต่อ ฝนค่อยๆ เบาจนเริ่มมีแดดออก(แต่ฝนยังไม่หยุดนะ) ผมเลยคิดไว้ว่าที่นี่อากาศแปรปรวนมาก จะฝนตกจะลูกเห็บจะแดดออกนี่มาครบภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แสดงว่าคืนนี้มีแววเปียกแน่ๆ รึจะไม่ได้นอน ?? ฮ่าๆๆ
เอาหล่ะ หลังจาดผ่านช่วงแรกที่เป็นทางเรียบๆ ก็จะเข้าช่วงของทางชัน ซึ่งทางโดนรวมเนี่ยถ้าพูดให้ฟังก็ไม่ยาก แต่พอต้องเดินเองปั๊บ ยากเสมอ !! ความชันประมาณ 45 องศา ทำให้ผมนึกถึงเส้นทางที่เขาหลวงสุโขทัย
ระหว่างทางพอฟ้าเริ่มเปิดก็พอจะมองเห็นวิวสวยๆ ให้มีแรงฮึบสู้ต่อหน่อย
เดินต่อมาสักพักก็เริ่มมองเห็นสันเขาที่เราต้องข้ามไป พอมองจากข้างก็รู้สึกได้ทันทีว่าต้องน่ากลัวแน่ๆ แฮะ แต่คิดว่าคงไม่กลิ้งตกลงไประหว่างทาง ฮ่าๆ
เดินต่อมาอีกแป๊บเดียว ดีที่ยังไม่ได้ถอดเสื้อกันฝนออก ฝนตกอีกแล้วครับ เมื่อกี้ฟ้ายังสว่างๆ อยู่เลย TT ซึ่งก็ทำให้ทีมงานต้องคิดหนักว่าจะเอายังไงดีเนื่องจากเส้นทางที่เราจะไปถ้ามีฝนตกอาจทำให้ลื่นง่าย ตอนนั้นเราอยู่ระหว่างทางแยกระหว่างเลี้ยวซ้ายไปหว่าวาโจเพื่อค้างแรมที่นั่น หรือพักตรงนี้ไปเลย แล้วค่อยรอลุ้นอีกทีพรุ่งนี้เช้าอีกที ถ้าฝนยังตกตลอดแบบนี้เราก็จะไม่เสี่ยงไปกันต่อ คงต้องเดินทางกลับเลย
จากจุดนี้เรามองเห็นสันเขาที่จะเดินไปทางหว่าวาโจแล้ว แต่ไว้มาลุ้นต่อพรุ่งนี้แล้วกัน
(ชอบภาพนี้เป็นพิเศษ)
พอตกเย็นฟ้าเริ่มเปิด แสงแดดทอแสงจางๆ กระทบสายหมอกที่เกาะอยู่ที่ปลายยอดไม้ ช่างเป็นบรรยากาศที่ดีจนเราแทบจะลืมความเหนื่อยล้าของชีวิตไปเลย
จริงๆ ที่เห็นตอนนั้นผมก็ว่าคุ้มแล้วนะ พอกลับมากางเต็นท์ จัดการเสื้อผ้าสัมภาระเสร็จสรรพผมก็สังเกตุเห็นแสงลอดออกมาตามช่องระบายอากาศของเต็นท์ ตอนนั้นรู้ทันทีเลยว่าช่วงที่สวยที่สุดของวันกำลังจะมาถึง ผมรีบเปิดเต็นท์ออกไปดูบรรยากาศด้านนอก... แสงเย็นมาแล้วครับ เหมือนฟ้าจะเป็นใจด้วย
พอเห็นแสงแบบนี้ก็เลยรีบคว้ากล้องวิ่งออกไปตรงที่ๆ วิวสวยๆ มันแบบ... สวย สวยเกินบรรยายจริงๆ ครับ ลมเย็นๆ แสงทองๆ ฟินสุดๆ
ณ จุดที่ผมยืนอยู่ถ้าหันหน้าไปด้านขวาจะเป็นดอยหงอนไก่ ซึ่งอยู่สูงดว่าจุดที่พวกเรากางเต็นท์ค่อนข้างมาก ดอยสูงๆ หญ้าสีทอง กับแสงยามเย็นช่วง Golden hour เป็นอะไรที่ช่วยฮีลใจได้เป็นอย่างดีเลยครับ
ตัดภาพมาที่ฝั่งตรงข้าม ที่จะเดินไปหว่าวาโจ ตอนนี้สมาชิกทริปทุกคนไปรวมตัวที่นั่น เพื่อนั่งชมความสวยงามของทางเดินของสันเขา ที่ผมเคยบอกไปหลังจากที่ไม่ได้เดินไปต่อที่หว่าวาโจ ถึงตอนนี้ต้องกลับคำแล้วครับ การที่ได้เห็นวิวตรงนี้ ณ เวลานี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ นี่แหล่ะครับ สวยจนอยากหยุดเวลาจริงๆ
ก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า
หมอกครึ่งนึง ภูเขาครึ่งนึง
ตัดภาพมาที่ฝั่งทางเดินไปหว่าวาโจ ตรงนี้ก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน
เอาหล่ะ หลังจากประเมินสถานการณ์แล้วว่า ทางเดินไปหว่าหวาโจยังพอไปไหวอยู่ พวกเราเลยรีบกลับมาเก็บของทานมื้อเช้า เตรียมตัวลุยต่อ
คราวนี้เราเดินสบายขึ้นหน่อย เพราะไม่ต้องแบกอะไรไป (ตอนกลับเดินกลับทางเดิม) เรื่องเดินตัวปลิวนี่ของถนัด ฮ่าๆ แต่อุปสรรคของเราคือหมอกครับ อยู่ๆ หมอกก็หนาขึ้นมาซะงั้น ลมยังแรงอยู่ ซึ่งทางเดินบนสันเขาค่อนข้างจะอันตรายมากทีเดียว ใครกลัวความสูงจะเดินลำบากหน่อย
จะมีบางช่วงที่เดินได้ทีละคน บางช่วงให้พอได้พักหายใจบ้าง แต่ต้องระวังตัวสุดๆ เพราะถ้าก้าวพลาดหรือเจอลมแรงๆ จนทรงตัวไม่อยู่นี่คว้าอะไรไม่ทันแน่นอน
อย่าพลาดเชียว ><
บางช่วงมันจะโล่งๆ จะลงแบบเซฟๆ หน่อยก็ต้องย่อขาค่อยๆ คลานลง
เราใช้เวลาเดินตรงนี้ประมาณ 20 นาทีซึ่งเป็นช่วงที่ลุ้น และสนุกไปด้วยในตัว พอถึงช่วงท้ายๆ จะล้มลุกคลุกคลานหน่อย เพราะต้องเกาะต้นไม้ต้นหญ้าลากตัวเองขึ้นไป
และแล้ว เราก็มาถึง..,
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้