ปชน. ฮึ่มฟ้องเพจชายแดนใต้ ปล่อยเฟคนิวส์ รอมฎอน ปมงานสารทเดือนสิบ ลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด
https://www.matichon.co.th/politics/news_5930403
.
.
ปชน. ฮึ่มฟ้องเพจชายแดนใต้ ปล่อยเฟคนิวส์ รอมฎอน ปมงานสารทเดือนสิบ ลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด
.
จากกรณี เพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนใต้ ได้โพสต์ภาพ นาย
รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมประเพณีเทศกาลวันสารทเดือนสิบ พร้อมระบุข้อความว่า
.
“
การด้อยค่าวัฒนธรรมความเชื่อคนอื่น เป็นสิ่งที่น่ารังเกลียด ส.ส.รอมฎอน พร้อมทีมงานเข้าวัดดูงานเดือนสิบ อ.รือเสาะ แต่ไร้การต้อนรับจากชาวบ้าน เหมือนอากาศธาตุ พยายามมีตัวตนแต่กลับไร้คนสนใจ สุดท้ายเกิดอาการไม่พอใจ พูดด้อยค่าประเพณีวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ‘งานอะไรชิงของกันเหมือนอดอยาก’ สุดท้ายฝากถึง ส.ส.รอมฎอน และทีมงาน หากไม่มีความรู้ก็อย่าพูดอะไรโง่ๆออกมา ปากอ้างต้องการรักษาวัฒนธรรมอัตลักษณ์ในพื้นที่ แต่การกระทำกลับดูถูกอัตลักษณ์ความเชื่อผู้อื่น”
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 น.ส.
ภคมณ หนุนอนันต์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ระบุว่า “
คุณใส่ร้ายเขาแบบนี้เลยเหรอ ถ้าบริสุทธ์ใจทำไมไม่แชร์คลิป ทำไมถึงแคปภาพนิ่งแล้วบรรยาย ใส่ร้ายตามอำเภอใจ”
.
ในภาพเป็นการทำบุญเดือนสิบ ของพี่น้องชาวพุธในภาคใต้ เรียก “ชิงเปรต” กรณีนี้จะดำเนินคดีให้ฟ้องนะคะเนื่องเป็นการใส่ร้าย ไร้ข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง แถมยืมมือคนอื่นด้อยค่า วัฒนธรรมพี่น้องชาวพุธในภาคใต้
.
ทั้งนี้ นาย
กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ก็ได้ออกมายืนยันเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ระบุว่า “
จากข้อความใส่ร้าย ส.ส.รอมฎอน ว่าด้อยค่าความเชื่อของชาวพุทธ ซึ่งมิใช่ข้อเท็จจริง และสร้างความเสียหายให้ ส.ส.รอมฎอน อีกทั้งความน่าเชื่อถือของพรรคประชาชน
.
ทีมกฎหมายของพรรคยืนยันจะดำเนินคดีในกรณีนี้อย่างถึงที่สุดโดยไม่มีการยอมความในทุกกรณี #ข่าวปลอม #พรรคประชาชน”
อย่างไรก็ตาม นาย
รอมฎอน เองก็ได้ออกมาชี้แจงเช่นเดียวกัน ว่า “
ยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้พูดนะครับ ผมไปร่วมงานเพื่อแสดงความให้เกียรติและเคารพต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเพื่อนมิตรชาวพุทธในพื้นที่ ตามที่เคยตกปากรับคำในเวทีเสวนาเมื่อเดือนก่อนครับ
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่หลากหลายเป็นสิ่งมีค่าและไม่ควรถูกนำมาบิดเบือนด้อยค่าและแพร่มลทินเช่นนี้ครับ
การคลี่คลายปัญหาต้องไม่ยิ่งสร้างปัญหาให้หนักเข้าไปอีก เรื่องนี้ต้องมีคนต้องรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและการเมืองครับ”
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/pfbid04ptmPpjnNiw4AgU9gBXkiWAumzVvhA1kL5ei9vkCMcatMvsvJ8ctmH9jCz5TnsnLl
.
https://www.facebook.com/karoonpon.tieansuwan/posts/pfbid02jXNvm4nrdnYSVejQv5HER2MGCabzaSE5cuRzerasWXHyX5Ayon4ub4qLkyyQjzybl
.
https://www.facebook.com/RomadonPanjor/posts/pfbid02wn1TEbDFhPnLZGU6Ezby4pS1R9Y28y8qpcb27LVLt4pxtzghurfMeXy95YvYPjAsl?locale=th_TH
.
.
ประกันสังคมก้าวหน้า ประกาศพร้อมร่วมกับทุกฝ่าย ปฏิรูปสปส. เรียกร้อง ‘โปรดตรวจสอบพวกเราด้วย’ https://www.matichon.co.th/politics/news_5930383
.
ประกันสังคมก้าวหน้า ประกาศพร้อมทำหน้าที่ ร่วมกับทุกฝ่าย ปฏิรูปสปส. เรียกร้องให้ตรวจสอบพวกเราด้วย
.
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้โพสต์แถลงการณ์ขอบคุณผู้ประกันตน และนายจ้าง หลังได้รับชัยชนะการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยมีเนื้อหาว่า
.
ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ขอบคุณทุกความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลง และความไว้วางใจในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
.
ขอขอบคุณผู้ประกันตนและนายจ้างทุกท่าน ที่มาร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ในครั้งนี้จากใจจริง
.
ทุกภาพความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นภาพรถติด ภาพต่อแถวยืนตากแดดรอใช้สิทธิ์ ภาพพายเรือไปลงคะแนนในพื้นที่ประสบภัย ภาพเร่งรีบเดินทางเพื่อไปคูหาให้ได้ทันเวลา ภาพอาสาสมัครและผู้สังเกตการณ์ที่อยู่เฝ้าหน่วยเลือกตั้ง ร่วมลุ้นนับคะแนนจนถึงวินาทีสุดท้าย และภาพคะแนนที่ขีดจนล้นกระดาน ทุกภาพความคาดหวังและทุกเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องเตือนใจและเป็นแรงผลักดันให้พวกเรา “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” มุ่งมั่นบริหารกองทุนประกันสังคมโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดเผย โปร่งใส และต้องตรวจสอบได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความหวังและความเชื่อมั่นที่มีต่อกองทุนของพวกเราทุกคน
.
พร้อมกันนี้ พวกเราต้องขอขอบคุณไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหน้าหน่วยเลือกตั้งทุกท่าน ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยอำนวยความสะดวกและจัดการเลือกตั้งให้ดำเนินลุล่วงไปได้ แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดและอุปสรรคจากระบบไอทีหรือระบบบริหารจัดการที่ยังมีปัญหาสร้างภาระและความยากลำบากให้แก่คนหน้างานอยู่บ่อยครั้งก็ตาม รวมถึงขอขอบคุณอาสาสมัครทุกท่านที่ร่วมจับตาให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย
.
พวกเรา “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” พร้อมแล้วที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในกองทุนประกันสังคม พร้อมที่จะประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับคุณภาพการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกคน พร้อมส่งเสริมคนตั้งใจทำงานและยืนตรงต่อผู้ไม่หวังดี รวมถึงพวกเราพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญัติทุกภาคส่วน เพื่อเป้าหมายสำคัญร่วมกันคือการปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ให้เป็นกองทุนที่มั่นคง โปร่งใส เป็นกองทุนที่ดูแลชีวิตของพี่น้องประชาชน และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสวัสดิการในประเทศไทย
.
โปรดตรวจสอบการทำงานของพวกเรา โปรดจับตามองทุกการประชุม โปรดสอดส่องทุกโครงการและการลงมติตัดสินใจทิศทางของกองทุนประกันสังคมของพวกเรา เพื่อให้นับจากนี้ ประกันสังคมของประเทศไทย จะต้องสะท้อนความต้องการของประชาชนโดยแท้จริง
.
ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
12 ตุลาคม 2569
.
https://www.facebook.com/ProgressiveSSO/posts/pfbid032obnCBdi8BgLY5txko1kSPazsSkBNcUt5svjX21WQW6weEmBAvtDw6PFhBUhCdwWl
.
.
นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาคการผลิต สร้างระบบภาษีเอื้อลงทุนระยะยาว
https://www.matichon.co.th/economy/news_5930354
.
นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาคการผลิต สร้างระบบภาษีเอื้อลงทุนระยะยาว
.
เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ดร.อาร์เธอร์ บี. ลาฟเฟอร์ (Dr. Arthur B. Laffer) นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายภาษี-การปฏิรูปเศรษฐกิจ ผู้บุกเบิกแนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน (Supply-Side Economics) และผู้คิดค้น “Laffer Curve” ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราภาษีกับรายได้ภาครัฐ ได้ให้สัมภาษณ์เพื่อสะท้อนมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
.
เมื่อถูกถามถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการภาษีศุลกากร การอุดหนุนอุตสาหกรรม และนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนของไทยนั้น ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ประเทศต่างๆ ไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไล่ตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศอื่น เพราะจะทำให้สูญเสียทิศทางการพัฒนาของตนเอง
.
ดร.
ลาฟเฟอร์ ระบุว่า นโยบายที่ดีที่สุดในระยะยาวคือ นโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม การลงทุน การผลิต และการจ้างงานอย่างยั่งยืน โดยประกอบด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “เสาหลักแห่งความมั่งคั่ง 5 ประการ” ได้แก่ อัตราภาษีที่เหมาะสม การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ วินัยทางการเงิน กฎระเบียบที่ไม่เป็นภาระเกินจำเป็น และการค้าเสรี
.
ดร.
ลาฟเฟอร์เห็นว่า ไทยไม่จำเป็นต้องตอบโต้ประเทศอื่นด้วยมาตรการภาษีหรือกำแพงการค้า เพราะการจำกัดการค้าไม่ได้ช่วยลดความเสียหาย แต่กลับเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ พร้อมลดประโยชน์ที่เกิดจากการแข่งขันและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
.
การเติบโตต่ำของไทย สะท้อนปัญหาเชิงนโยบายมากกว่าปัจจัยภายนอก
.
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เติบโตได้รวดเร็วยิ่งกว่า ไทยยังคงเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อไทยต้องแข่งขันกับประเทศอย่างเวียดนาม ลาว หรือกัมพูชาในการดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ
.
เชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง หรือผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า ล้วนเป็น “ผลลัพธ์” ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ มากกว่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหา
.
“
เมื่อคนมองอนาคตแล้วไม่เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจมากนัก พวกเขาก็มีแนวโน้มมีบุตรน้อยลง เมื่อการลงทุนมีจำกัด ผลิตภาพแรงงานก็ย่อมเพิ่มขึ้นได้ยาก และเมื่อโอกาสในการสร้างรายได้ไม่เพียงพอ หนี้ก็จะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าประเทศมีแนวนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างจริงจังและต่อเนื่องในระยะยาว
.
สิ่งที่นักลงทุนต้องการ ไม่ใช่สิทธิประโยชน์เฉพาะกิจ แต่คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจ
.
ในประเด็นการดึงดูดการลงทุน ดร.
ลาฟเฟอร์เห็นว่า การแข่งขันในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเฉพาะโครงการเพียงอย่างเดียว
.
“หลักเศรษฐศาสตร์ที่ส่งเสริมการเติบโตระบุชัดเจนว่า อัตราภาษีที่ต่ำลงสำหรับกิจกรรมการผลิต รวมถึงแรงจูงใจที่เหมาะสมในการทำงานและการลงทุน จะช่วยเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ”
.
ในขณะเดียวกัน วัตถุประสงค์ของระบบภาษีที่ดีควรเป็นการจัดเก็บรายได้ตามความจำเป็นของภาครัฐโดยก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจน้อยที่สุด ดังนั้น ระบบภาษีที่ดีควรมีฐานภาษีที่กว้าง อัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไป และลดจำนวนข้อยกเว้น การหักลดหย่อน หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่อาจบิดเบือนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจหรือสร้างแรงจูงใจให้หลีกเลี่ยงภาษี
.
นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐควรมุ่งเน้นโครงการที่ภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง และให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
.
ท้ายที่สุด ดร.
ลาฟเฟอร์ มองว่าทั้ง “ขนาด” และ “องค์ประกอบ” ของนโยบายภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะนโยบายที่เสริมสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจย่อมหนุนให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการผลิต ขณะที่นโยบายที่ออกแบบไม่ดีอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม
.
การอุดหนุนและสิทธิพิเศษทางภาษี ไม่ใช่การส่งเสริมตลาด แต่คือการแทรกแซงตลาด
.
สำหรับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ ผ่านมาตรการอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ดร.
ลาฟเฟอร์เห็นว่า มาตรการเหล่านี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงกลไกตลาดภาครัฐ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการเศรษฐกิจตลาดเสรี และมักมีข้ออ้างว่าต้องการแก้ไข “ความล้มเหลวของตลาด” แต่ในหลายกรณี รัฐบาลกลับกลายเป็นผู้กำหนดว่าใครควรเป็นผู้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ
.
“รัฐบาลไม่ควรทำหน้าที่เลือกผู้ชนะและผู้แพ้ในตลาด หน้าที่สำคัญคือสร้างกติกาที่ดี แล้วปล่อยให้ภาคธุรกิจและประชาชนตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรไปยังโอกาสที่มีศักยภาพสูงที่สุด”
JJNY : ปชน.ฮึ่มฟ้องเพจชายแดนใต้ปล่อยเฟคนิวส์│ปกส.ก้าวหน้าพร้อมร่วมทุกฝ่าย│ชี้ไทยต้องปฏิรูปการผลิต│ 32 จว.เตือนฝนฟ้าคะนอง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5930403
.
ปชน. ฮึ่มฟ้องเพจชายแดนใต้ ปล่อยเฟคนิวส์ รอมฎอน ปมงานสารทเดือนสิบ ลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด
.
จากกรณี เพจที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนใต้ ได้โพสต์ภาพ นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมประเพณีเทศกาลวันสารทเดือนสิบ พร้อมระบุข้อความว่า
.
“การด้อยค่าวัฒนธรรมความเชื่อคนอื่น เป็นสิ่งที่น่ารังเกลียด ส.ส.รอมฎอน พร้อมทีมงานเข้าวัดดูงานเดือนสิบ อ.รือเสาะ แต่ไร้การต้อนรับจากชาวบ้าน เหมือนอากาศธาตุ พยายามมีตัวตนแต่กลับไร้คนสนใจ สุดท้ายเกิดอาการไม่พอใจ พูดด้อยค่าประเพณีวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ‘งานอะไรชิงของกันเหมือนอดอยาก’ สุดท้ายฝากถึง ส.ส.รอมฎอน และทีมงาน หากไม่มีความรู้ก็อย่าพูดอะไรโง่ๆออกมา ปากอ้างต้องการรักษาวัฒนธรรมอัตลักษณ์ในพื้นที่ แต่การกระทำกลับดูถูกอัตลักษณ์ความเชื่อผู้อื่น”
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 น.ส.ภคมณ หนุนอนันต์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ระบุว่า “คุณใส่ร้ายเขาแบบนี้เลยเหรอ ถ้าบริสุทธ์ใจทำไมไม่แชร์คลิป ทำไมถึงแคปภาพนิ่งแล้วบรรยาย ใส่ร้ายตามอำเภอใจ”
.
ในภาพเป็นการทำบุญเดือนสิบ ของพี่น้องชาวพุธในภาคใต้ เรียก “ชิงเปรต” กรณีนี้จะดำเนินคดีให้ฟ้องนะคะเนื่องเป็นการใส่ร้าย ไร้ข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง แถมยืมมือคนอื่นด้อยค่า วัฒนธรรมพี่น้องชาวพุธในภาคใต้
.
ทั้งนี้ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ก็ได้ออกมายืนยันเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ระบุว่า “จากข้อความใส่ร้าย ส.ส.รอมฎอน ว่าด้อยค่าความเชื่อของชาวพุทธ ซึ่งมิใช่ข้อเท็จจริง และสร้างความเสียหายให้ ส.ส.รอมฎอน อีกทั้งความน่าเชื่อถือของพรรคประชาชน
.
ทีมกฎหมายของพรรคยืนยันจะดำเนินคดีในกรณีนี้อย่างถึงที่สุดโดยไม่มีการยอมความในทุกกรณี #ข่าวปลอม #พรรคประชาชน”
อย่างไรก็ตาม นายรอมฎอน เองก็ได้ออกมาชี้แจงเช่นเดียวกัน ว่า “ยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้พูดนะครับ ผมไปร่วมงานเพื่อแสดงความให้เกียรติและเคารพต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเพื่อนมิตรชาวพุทธในพื้นที่ ตามที่เคยตกปากรับคำในเวทีเสวนาเมื่อเดือนก่อนครับ
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่หลากหลายเป็นสิ่งมีค่าและไม่ควรถูกนำมาบิดเบือนด้อยค่าและแพร่มลทินเช่นนี้ครับ
การคลี่คลายปัญหาต้องไม่ยิ่งสร้างปัญหาให้หนักเข้าไปอีก เรื่องนี้ต้องมีคนต้องรับผิดชอบทั้งทางกฎหมายและการเมืองครับ”
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/pfbid04ptmPpjnNiw4AgU9gBXkiWAumzVvhA1kL5ei9vkCMcatMvsvJ8ctmH9jCz5TnsnLl
.
https://www.facebook.com/karoonpon.tieansuwan/posts/pfbid02jXNvm4nrdnYSVejQv5HER2MGCabzaSE5cuRzerasWXHyX5Ayon4ub4qLkyyQjzybl
.
https://www.facebook.com/RomadonPanjor/posts/pfbid02wn1TEbDFhPnLZGU6Ezby4pS1R9Y28y8qpcb27LVLt4pxtzghurfMeXy95YvYPjAsl?locale=th_TH
.
.
ประกันสังคมก้าวหน้า ประกาศพร้อมร่วมกับทุกฝ่าย ปฏิรูปสปส. เรียกร้อง ‘โปรดตรวจสอบพวกเราด้วย’ https://www.matichon.co.th/politics/news_5930383
.
ประกันสังคมก้าวหน้า ประกาศพร้อมทำหน้าที่ ร่วมกับทุกฝ่าย ปฏิรูปสปส. เรียกร้องให้ตรวจสอบพวกเราด้วย
.
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้โพสต์แถลงการณ์ขอบคุณผู้ประกันตน และนายจ้าง หลังได้รับชัยชนะการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยมีเนื้อหาว่า
.
ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ขอบคุณทุกความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลง และความไว้วางใจในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
.
ขอขอบคุณผู้ประกันตนและนายจ้างทุกท่าน ที่มาร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ในครั้งนี้จากใจจริง
.
ทุกภาพความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นภาพรถติด ภาพต่อแถวยืนตากแดดรอใช้สิทธิ์ ภาพพายเรือไปลงคะแนนในพื้นที่ประสบภัย ภาพเร่งรีบเดินทางเพื่อไปคูหาให้ได้ทันเวลา ภาพอาสาสมัครและผู้สังเกตการณ์ที่อยู่เฝ้าหน่วยเลือกตั้ง ร่วมลุ้นนับคะแนนจนถึงวินาทีสุดท้าย และภาพคะแนนที่ขีดจนล้นกระดาน ทุกภาพความคาดหวังและทุกเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องเตือนใจและเป็นแรงผลักดันให้พวกเรา “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” มุ่งมั่นบริหารกองทุนประกันสังคมโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดเผย โปร่งใส และต้องตรวจสอบได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความหวังและความเชื่อมั่นที่มีต่อกองทุนของพวกเราทุกคน
.
พร้อมกันนี้ พวกเราต้องขอขอบคุณไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหน้าหน่วยเลือกตั้งทุกท่าน ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยอำนวยความสะดวกและจัดการเลือกตั้งให้ดำเนินลุล่วงไปได้ แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดและอุปสรรคจากระบบไอทีหรือระบบบริหารจัดการที่ยังมีปัญหาสร้างภาระและความยากลำบากให้แก่คนหน้างานอยู่บ่อยครั้งก็ตาม รวมถึงขอขอบคุณอาสาสมัครทุกท่านที่ร่วมจับตาให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย
.
พวกเรา “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” พร้อมแล้วที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในกองทุนประกันสังคม พร้อมที่จะประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับคุณภาพการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกคน พร้อมส่งเสริมคนตั้งใจทำงานและยืนตรงต่อผู้ไม่หวังดี รวมถึงพวกเราพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญัติทุกภาคส่วน เพื่อเป้าหมายสำคัญร่วมกันคือการปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ให้เป็นกองทุนที่มั่นคง โปร่งใส เป็นกองทุนที่ดูแลชีวิตของพี่น้องประชาชน และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสวัสดิการในประเทศไทย
.
โปรดตรวจสอบการทำงานของพวกเรา โปรดจับตามองทุกการประชุม โปรดสอดส่องทุกโครงการและการลงมติตัดสินใจทิศทางของกองทุนประกันสังคมของพวกเรา เพื่อให้นับจากนี้ ประกันสังคมของประเทศไทย จะต้องสะท้อนความต้องการของประชาชนโดยแท้จริง
.
ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
12 ตุลาคม 2569
.
https://www.facebook.com/ProgressiveSSO/posts/pfbid032obnCBdi8BgLY5txko1kSPazsSkBNcUt5svjX21WQW6weEmBAvtDw6PFhBUhCdwWl
.
.
นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาคการผลิต สร้างระบบภาษีเอื้อลงทุนระยะยาว
https://www.matichon.co.th/economy/news_5930354
.
นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปภาคการผลิต สร้างระบบภาษีเอื้อลงทุนระยะยาว
.
เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ดร.อาร์เธอร์ บี. ลาฟเฟอร์ (Dr. Arthur B. Laffer) นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายภาษี-การปฏิรูปเศรษฐกิจ ผู้บุกเบิกแนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน (Supply-Side Economics) และผู้คิดค้น “Laffer Curve” ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราภาษีกับรายได้ภาครัฐ ได้ให้สัมภาษณ์เพื่อสะท้อนมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
.
เมื่อถูกถามถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการภาษีศุลกากร การอุดหนุนอุตสาหกรรม และนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้า ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนของไทยนั้น ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ประเทศต่างๆ ไม่ควรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไล่ตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศอื่น เพราะจะทำให้สูญเสียทิศทางการพัฒนาของตนเอง
.
ดร.ลาฟเฟอร์ ระบุว่า นโยบายที่ดีที่สุดในระยะยาวคือ นโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม การลงทุน การผลิต และการจ้างงานอย่างยั่งยืน โดยประกอบด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “เสาหลักแห่งความมั่งคั่ง 5 ประการ” ได้แก่ อัตราภาษีที่เหมาะสม การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ วินัยทางการเงิน กฎระเบียบที่ไม่เป็นภาระเกินจำเป็น และการค้าเสรี
.
ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า ไทยไม่จำเป็นต้องตอบโต้ประเทศอื่นด้วยมาตรการภาษีหรือกำแพงการค้า เพราะการจำกัดการค้าไม่ได้ช่วยลดความเสียหาย แต่กลับเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ พร้อมลดประโยชน์ที่เกิดจากการแข่งขันและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
.
การเติบโตต่ำของไทย สะท้อนปัญหาเชิงนโยบายมากกว่าปัจจัยภายนอก
.
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่เติบโตได้รวดเร็วยิ่งกว่า ไทยยังคงเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดร.ลาฟเฟอร์มองว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อไทยต้องแข่งขันกับประเทศอย่างเวียดนาม ลาว หรือกัมพูชาในการดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ
.
เชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง หรือผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า ล้วนเป็น “ผลลัพธ์” ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ มากกว่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหา
.
“เมื่อคนมองอนาคตแล้วไม่เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจมากนัก พวกเขาก็มีแนวโน้มมีบุตรน้อยลง เมื่อการลงทุนมีจำกัด ผลิตภาพแรงงานก็ย่อมเพิ่มขึ้นได้ยาก และเมื่อโอกาสในการสร้างรายได้ไม่เพียงพอ หนี้ก็จะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าประเทศมีแนวนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างจริงจังและต่อเนื่องในระยะยาว
.
สิ่งที่นักลงทุนต้องการ ไม่ใช่สิทธิประโยชน์เฉพาะกิจ แต่คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจ
.
ในประเด็นการดึงดูดการลงทุน ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า การแข่งขันในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเฉพาะโครงการเพียงอย่างเดียว
.
“หลักเศรษฐศาสตร์ที่ส่งเสริมการเติบโตระบุชัดเจนว่า อัตราภาษีที่ต่ำลงสำหรับกิจกรรมการผลิต รวมถึงแรงจูงใจที่เหมาะสมในการทำงานและการลงทุน จะช่วยเพิ่มผลผลิต การจ้างงาน และผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ”
.
ในขณะเดียวกัน วัตถุประสงค์ของระบบภาษีที่ดีควรเป็นการจัดเก็บรายได้ตามความจำเป็นของภาครัฐโดยก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจน้อยที่สุด ดังนั้น ระบบภาษีที่ดีควรมีฐานภาษีที่กว้าง อัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไป และลดจำนวนข้อยกเว้น การหักลดหย่อน หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่อาจบิดเบือนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจหรือสร้างแรงจูงใจให้หลีกเลี่ยงภาษี
.
นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐควรมุ่งเน้นโครงการที่ภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง และให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
.
ท้ายที่สุด ดร.ลาฟเฟอร์ มองว่าทั้ง “ขนาด” และ “องค์ประกอบ” ของนโยบายภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะนโยบายที่เสริมสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจย่อมหนุนให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการผลิต ขณะที่นโยบายที่ออกแบบไม่ดีอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม
.
การอุดหนุนและสิทธิพิเศษทางภาษี ไม่ใช่การส่งเสริมตลาด แต่คือการแทรกแซงตลาด
.
สำหรับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ ผ่านมาตรการอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ดร.ลาฟเฟอร์เห็นว่า มาตรการเหล่านี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงกลไกตลาดภาครัฐ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการเศรษฐกิจตลาดเสรี และมักมีข้ออ้างว่าต้องการแก้ไข “ความล้มเหลวของตลาด” แต่ในหลายกรณี รัฐบาลกลับกลายเป็นผู้กำหนดว่าใครควรเป็นผู้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ
.
“รัฐบาลไม่ควรทำหน้าที่เลือกผู้ชนะและผู้แพ้ในตลาด หน้าที่สำคัญคือสร้างกติกาที่ดี แล้วปล่อยให้ภาคธุรกิจและประชาชนตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรไปยังโอกาสที่มีศักยภาพสูงที่สุด”