...สำหรับใครที่ฝึกสมาธิหรือฝึกสมถะ แล้วยังไม่เคยได้จิตสงบเต็มๆ ดิ่งรวมถึงอัปปนาสมาธิ(หรือ ฌาน) ซะที ยังไม่เคยสัมผัสความสุขมหัศจรรย์จากจิตที่สงบซึ่งสุขมากๆ ยิ่งกว่าได้ไปเสพย์กาม กับเหล่านางฟ้าเทพธิดา บนสวรรค์ชั้นต่างๆ..เที่ยวนี้ จะมาเปิดเผย เท็คนิค อุบายวิธี ที่จะทำให้จิตรวมตามว่านั้นได้...
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
...(๑) อุบายวิธีแรก คือ การฝึกอย่างทรมานหนักหน่วงรุนแรง จนเกิดเวทนาความทุกข์เต็มที่ เจ็บปวดมากๆ เพื่อบังคับให้จิตรวม วิธีนี้ จะทรมานมากๆ อาจจะไม่เหมาะกับคนทั่วๆไป แต่เหมาะกับคนที่มีกำลังใจสูง กล้าหาญ เด็ดขาด ไม่กลัวทุกข์ ไม่กลัวตาย เช่น การอดอาหารนานเป็นเดือนๆ จนร่างกายผอมแห้ง, หรือ การอดหลับอดนอน ไม่ยอมเอนตัวลงทอดราบลงลนพื้น ติดต่อหลายๆวันหลายๆคืน หรือหลายๆเดือน หรือ หลายๆปี , หรือ การนั่งนิ่งๆนานๆ หลายๆชั่วโมง หรือ ข้ามวันข้ามคืน ไม่ขยับเหมือนรูปปั้น แม้จะเกิดเวทนาเจ็บปวดแสบร้อนตามร่างกายขนาดเหมือนกำลังโดนเผาในเตาหลอมเหล็ก ก็ไม่ยอมขยับหรือ เปลี่ยนท่า เพื่อผ่อนคลายเวทนาเจ็บปวดนั้น ... แต่จะนั่งนิ่งแน่ว กำหนดจิตดู และ พิจารณาความเจ็บปวดแสบร้อนนั้น ไปเรื่อยๆๆ จนจิตรวมลงถึงอัปปนาสมาธิจนได้ ในเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งการรวมของจิตโดยวิธีนี้ จะลงอย่างไว รุนแรง กระทันหัน คงคล้ายๆการยุบของหลุมดำ ทำนองนั้น แต่การรวมของจิต เมื่อรวมผ่านหลุมดำ ก็จะกลายเป็นนิมิตดวงสว่างทันที สว่างไสวมากๆ ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์เที่ยงวันหลายพันหมื่นเท่า
...(๒) วิธีที่สอง เป็นวิธีสบายๆ ง่ายๆ ไม่ต้องทนทรมานอะไรเลย แต่ใช้จินตนาการปัญญา พิจารณาถึงความน่าเบื่อหน่าย ความเป็นโทษ ต่างๆในโลก ในสังคม ในกามคุณทั้งหลาย และ ทุกๆอย่างรอบตัว ฯลฯ...พิจารณาไปแบบนี้เรื่อยๆ จนมีจังหวะหนึ่ง จิตเริ่มตระหนัก เห็นจริงเห็นจัง ในโทษและความน่าเบื่อหน่ายในกาม ในโลก ในสงสาร ทั้งหลายทั้งปวง..เมื่อถึงจังหวะนี้ จะสังเกตเห็นได้ทันทีทันใดว่า จิตที่เคยฟุ้งซ่าน จะเริ่มสงบลงทันที ความฟุ้งซ่านหายไป กำหนดบังคับได้ง่าย เพราะจิตจะมุ่งหาความสงบเท่านั้น ไม่ส่งออกไปสนใจอะไรอื่นๆนอกตัวอีก ไม่สนใจใครอีก อยากจะปลีกตัวไปหาที่เงียบๆ นั่งสมาธิไปนานๆ หรือ หลบหลีกปลีกตัวไปหาวิเวกคนเดียว เพื่อกำหนดจิตให้สงบลงๆ ยิ่งๆๆขึ้น จนรวมลงถึงอัปปนาสมาธิ...ถ้าใครฝึกจนได้ถึงภาวะนี้ ก็ควรรีบปลีกตัวหาวิเวก ไปหาที่นั่งกำหนดจิตทันที ไม่ต้องสนใจอะไรอื่นๆอีก เพราะถ้าพลาดโอกาสแบบนั้น บางที จะทำให้มันปรากฏใหม่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
...คาดว่า นักฝึกทั่วๆไป คงชอบวิธีที่ (๒) ...
...แต่ การฝึกวิธีที่ (๑) ถ้าฝึกได้ผลสักครั้ง...ก็จะมีผลพลอยได้ที่ดีมากๆอย่างหนึ่งคือ จะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นสูงมากๆ ไม่กลัวทุกข์ยาก หรือ ปัญหาอุปสรรคใดๆอีก และ จะได้อภิญญา ฤทธิ์เดชต่างๆ เกิดขึ้นง่าย เช่น รู้ใจคนและสัตว์ , เห็นผีสางเทวดา , รู้อดีตอนาคต ได้บ้างระดับหนึ่ง ฯลฯ เป็นต้น .. เพราะมีฐานของกำลังจิตสูง แน่น มั่นคง อย่างมาก จากการฝึกแบบนี้ ...ส่วนวิธีที่ (๒) ก็มักจะค่อยไม่ได้อภิญญาฤทธิ์เดชใดๆ เหมาะสำหรับสาย สุขวิปัสสโก ที่ไม่สนใจฤทธิ์เดชใดๆ
...฿฿฿ $$$ อุบายหลัก 2 วิธี ในการฝึกสมาธิให้จิตดิ่งรวมลงถึงอัปปนาสมาธิ $$$ ฿฿฿...
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
...(๑) อุบายวิธีแรก คือ การฝึกอย่างทรมานหนักหน่วงรุนแรง จนเกิดเวทนาความทุกข์เต็มที่ เจ็บปวดมากๆ เพื่อบังคับให้จิตรวม วิธีนี้ จะทรมานมากๆ อาจจะไม่เหมาะกับคนทั่วๆไป แต่เหมาะกับคนที่มีกำลังใจสูง กล้าหาญ เด็ดขาด ไม่กลัวทุกข์ ไม่กลัวตาย เช่น การอดอาหารนานเป็นเดือนๆ จนร่างกายผอมแห้ง, หรือ การอดหลับอดนอน ไม่ยอมเอนตัวลงทอดราบลงลนพื้น ติดต่อหลายๆวันหลายๆคืน หรือหลายๆเดือน หรือ หลายๆปี , หรือ การนั่งนิ่งๆนานๆ หลายๆชั่วโมง หรือ ข้ามวันข้ามคืน ไม่ขยับเหมือนรูปปั้น แม้จะเกิดเวทนาเจ็บปวดแสบร้อนตามร่างกายขนาดเหมือนกำลังโดนเผาในเตาหลอมเหล็ก ก็ไม่ยอมขยับหรือ เปลี่ยนท่า เพื่อผ่อนคลายเวทนาเจ็บปวดนั้น ... แต่จะนั่งนิ่งแน่ว กำหนดจิตดู และ พิจารณาความเจ็บปวดแสบร้อนนั้น ไปเรื่อยๆๆ จนจิตรวมลงถึงอัปปนาสมาธิจนได้ ในเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งการรวมของจิตโดยวิธีนี้ จะลงอย่างไว รุนแรง กระทันหัน คงคล้ายๆการยุบของหลุมดำ ทำนองนั้น แต่การรวมของจิต เมื่อรวมผ่านหลุมดำ ก็จะกลายเป็นนิมิตดวงสว่างทันที สว่างไสวมากๆ ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์เที่ยงวันหลายพันหมื่นเท่า
...(๒) วิธีที่สอง เป็นวิธีสบายๆ ง่ายๆ ไม่ต้องทนทรมานอะไรเลย แต่ใช้จินตนาการปัญญา พิจารณาถึงความน่าเบื่อหน่าย ความเป็นโทษ ต่างๆในโลก ในสังคม ในกามคุณทั้งหลาย และ ทุกๆอย่างรอบตัว ฯลฯ...พิจารณาไปแบบนี้เรื่อยๆ จนมีจังหวะหนึ่ง จิตเริ่มตระหนัก เห็นจริงเห็นจัง ในโทษและความน่าเบื่อหน่ายในกาม ในโลก ในสงสาร ทั้งหลายทั้งปวง..เมื่อถึงจังหวะนี้ จะสังเกตเห็นได้ทันทีทันใดว่า จิตที่เคยฟุ้งซ่าน จะเริ่มสงบลงทันที ความฟุ้งซ่านหายไป กำหนดบังคับได้ง่าย เพราะจิตจะมุ่งหาความสงบเท่านั้น ไม่ส่งออกไปสนใจอะไรอื่นๆนอกตัวอีก ไม่สนใจใครอีก อยากจะปลีกตัวไปหาที่เงียบๆ นั่งสมาธิไปนานๆ หรือ หลบหลีกปลีกตัวไปหาวิเวกคนเดียว เพื่อกำหนดจิตให้สงบลงๆ ยิ่งๆๆขึ้น จนรวมลงถึงอัปปนาสมาธิ...ถ้าใครฝึกจนได้ถึงภาวะนี้ ก็ควรรีบปลีกตัวหาวิเวก ไปหาที่นั่งกำหนดจิตทันที ไม่ต้องสนใจอะไรอื่นๆอีก เพราะถ้าพลาดโอกาสแบบนั้น บางที จะทำให้มันปรากฏใหม่ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
...คาดว่า นักฝึกทั่วๆไป คงชอบวิธีที่ (๒) ...
...แต่ การฝึกวิธีที่ (๑) ถ้าฝึกได้ผลสักครั้ง...ก็จะมีผลพลอยได้ที่ดีมากๆอย่างหนึ่งคือ จะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นสูงมากๆ ไม่กลัวทุกข์ยาก หรือ ปัญหาอุปสรรคใดๆอีก และ จะได้อภิญญา ฤทธิ์เดชต่างๆ เกิดขึ้นง่าย เช่น รู้ใจคนและสัตว์ , เห็นผีสางเทวดา , รู้อดีตอนาคต ได้บ้างระดับหนึ่ง ฯลฯ เป็นต้น .. เพราะมีฐานของกำลังจิตสูง แน่น มั่นคง อย่างมาก จากการฝึกแบบนี้ ...ส่วนวิธีที่ (๒) ก็มักจะค่อยไม่ได้อภิญญาฤทธิ์เดชใดๆ เหมาะสำหรับสาย สุขวิปัสสโก ที่ไม่สนใจฤทธิ์เดชใดๆ